Tag Archives: หนังน่าดู

รีวิวหนังไทย โหมโรง

รีวิวหนังไทย โหมโรง

รีวิวหนังไทย โหมโรง

รีวิวหนังไทย โหมโรง การดำรงคงอยู่ของวงการดนตรีไทยผ่านยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่านหนังขึ้นหิ้งหนังดีแห่งวงการหนังไทย โดยบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับบุคคลสำคัญอย่าง หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ผู้มีพรสวรรค์และมีบทบาทสำคัญต่อวงการดนตรีไทย ที่ครั้งหนึ่งต้องนำพามรดกทางดนตรีไทยให้อยู่รอดภายใต้การเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรม Production ของหนังนั้นสามารถทำออกมาได้ดีเยี่ยมในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นบทประพันธ์ การเล่าเรื่อง หรือการแสดง เรียกได้ว่าเป็นตำนานหนังไทยที่คุณไม่ควรพลาดเลยค่ะ

รีวิวภาพยนตร์ สืบเนื่องจากเมื่อกระทู้ก่อน ผมได้เขียนรีวิวเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง The Legend of 1900 เอาไว้ ซึ่งมีหลายฉากเป็นแรงบันดาลใจให้กับโหมโรง ระหว่างการหาข้อมูลก็ได้ไปเจอหลายฉากที่น่าประทับ จึงอยากมานำมาย้อนรำลึกถึงบรรยากาศและฉากต่างๆในโหมโรงครับ
มารู้จักกับภาพยนตร์เรื่อง ” โหมโรง “

โหมโรง หนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของวงการหนังไทย โหมโรงถูกสร้างในปี 2547 (ผ่านมากว่า 13 ปีแล้ว !!!) โหมโรงกำกับโดย อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ในส่วนดนตรีได้รับการควบคุมโดย ชาติชาย พงศ์ประภาพันธุ์ และ ชัยภัค ภัทรจินดา (คนดนตรีไทยน่าจะรู้จักดี) ตัวหนังได้รับเสียงชื่นชมมากมาย สร้างกระแสดนตรีไทยฟีเวอร์ ขนาดถูกนำไปสร้างเป็นละครทีวีและละครเวที โหมโรงเริ่มแรกเกือบจะถูกถอดไปแล้ว แต่โชคดีถูกต่อลมหายใจโดยพันทิป กระแสปากต่อปากช่วยเอาไว้ ในส่วนรางวัล หนังได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากสุพรรณหงส์ รางวัลต่างๆภายในประเทศมากมาย และถูกคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งชิงออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศด้วย

นอกจากรางวัลในประเทศไทยแล้ว โหมโรงยังได้รางวัลจากเทศกาลหนังต่างประเทศหลายเทศกาลด้วย เช่น Miami Film Festival , Asia-Pacific Film Festival , Marrakech International Film Festival จึงถือได้ว่าเป็นหนังไทยที่เจ๋งมาก สามารถไปสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศได้ เว็บดูหนัง

เรื่องย่อ'โหมโรง'

สำหรับเนื้อเรื่องโหมโรงเป็นภาพยนตร์ที่ถูกดัดแปลงมาจากชีวิตของ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ครูคนสำคัญของวงการดนตรีไทย ศรเกิดมาในครอบครัวดนตรีไทยและได้รู้จักกับดนตรีไทยตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตมาก็มีพรสวรรค์ทางดนตรีสูงกว่าคนอื่น ทำให้ได้เข้าไปอยู่ในวงดนตรีหลวงที่มีเจ้านายคอยอุปถัมภ์ เป็นนายระนาดประจำวง ได้พบรักกับสาวในวัง ได้เข้าสู่ช่วงที่หมดหวังที่สุดในชีวิตเมื่อประชันระนาดแพ้ขุนอิน แต่สุดท้ายด้วยการฝึกฝนและคิดค้นทางระนาดใหม่ ทำให้สามารถเอาชนะขุนอินไปได้

ตัดไปช่วงบั้นปลายชีวิต ศรในวัยชรา ต้องเผชิญกับ อุปสรรคของดนตรีไทยอย่างวัฒนธรรมตะวันตกที่แพร่กระจายเข้ามาในสังคม นโยบายควบคุมดนตรีไทยและศิลปะแขนงต่างๆ จนทำให้ดนตรีไทยเข้าสู่ยุคโรยรา ซึ่งเป็นยุคที่ศรยากจะทำใจได้

เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ถ้านับจากวันที่เรามีโอกาสได้ไปชมละครเวที “โหมโรง เดอะมิวสิคัล” จนถึงตอนนี้ เพิ่งมีโอกาสได้เขียนรีวิว มากกว่าการแอบอู้อ่านสอบไฟนอลมาเขียนรีวิว คือเราอยากบันทึกความทรงจำดีๆ ที่ได้จากการชมละครเวทีเรื่องนี้

โหมโรง เดอะมิวสิคัล เป็นละครเวทีที่เราดูแล้วรู้สึกอิ่มเอมหัวใจ คือมันได้ทุกอารมณ์ ทุกอรรถรส ทั้งโรแมนติก ตลก ซาบซึ้ง น้ำตาคลอ ตื่นเต้น ลุ้นระทึก รวมๆ กันแล้วมันคือความประทับใจ คะแนนเต็ม 10 ก็ให้ 10 เป็น 3 ชั่วโมงครึ่งที่มีความสุขมาก เป็นการดูละครเวทีที่ “ดีต่อใจ” เราไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสละครเวทีบรอดเวย์ หรือของต่างประเทศ แต่มากกว่าเยาวชน มากกว่าคนไทยทุกคน เราอยากให้ชาวต่างชาติได้มาสัมผัสละครเวทีดีๆ ฝีมือคนไทยอย่างเรื่องนี้เหลือเกิน หนังฟรี

กระทู้รำลึก) โหมโรง (2004) :  หนังไทยเรื่องเยี่ยมที่แสดงศักยภาพดนตรีไทยออกมาได้อย่างทรงพลัง - Pantip

บทละครเวที “โหมโรง เดอะมิวสิคัล” ดัดแปลงจากบทภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” ในปี 2547 เราเคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก คือเด็กมากจนปะติดปะต่อเนื้อเรื่องไม่ได้เลย ภาพจำของเราในภาพยนตร์เรื่องนี้มีแค่ โอ อนุชิต เป็นพระเอก อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ เป็นทหาร มีการเล่นระนาด …จำได้แค่นี้จริง ๆ ซึ่งพอเราตัดสินใจจะไปชมละครเวที คิดวันนี้ก็ซื้อบัตรรอบพรุ่งนี้เลย ไปแบบโล่งๆ เข้าไปทำความรู้จักกับเรื่องราว กับตัวละครที่หน้างานเลยละกัน

เป็น 3 ชั่วโมงครึ่ง ที่มีความสุข เรายิ้ม เราหัวเราะ เราลุ้นระทึก แต่ที่สุดของโหมโรง เดอะมิวสิคัล คือละครเวทีเรื่องนี้ทำเราน้ำตาคลอถึง 6 ครั้ง !

เรื่องราวของ “โหมโรง เดอะมิวสิคัล” ได้แรงบันดาลใจจากชีวประวัติของ หลวงประดิษฐไพเราะ หรือท่านครูศร ศิลปะบรรเลง ปูชนียบุคคลผู้มีคุณูปการต่อวงการดนตรีไทย ชีวิตของศร ตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่ม จนถึงวัยชรา เพื่อความฝันของเขา เขาต้องต่อสู้ ต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคมากมายในทุกช่วงชีวิต การเล่าเรื่อง ตัดฉากสลับระหว่างช่วงวัยหนุ่มกับวัยชรา ยิ่งทำให้เรื่องสนุกและน่าติดตามมากขึ้น
องก์ 1 รุ่มรวยด้วยความสุข มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ อิ่มเอมในความงาม ความไพเราะของดนตรีไทย
องก์ 2 คือการขมวดปมด้วยแรงกดดัน ลุ้นไปกับนายศร เสียน้ำตาให้กับท่านครูและอีกหลายชีวิต ก่อนจะจบอย่างจับใจ หนังใหม่

เสียงดนตรีไม่มีวันตาย : โหมโรง - YouTube

รีวิวหนังไทย โหมโรง

ตลอดชีวิตของท่านครู หรือนายศร เขาล้วนต้องต้องสู้เพื่อให้ได้สิ่งที่เขาปรารถนา

“เด็กชายศร” ต้องต่อสู้กับความรักของพ่อ…ความฝันที่จะเล่นดนตรีไทยต้องยุติลง เพียงเพราะความตายของพี่ชายอันเกิดจากชัยชนะในการประชันระนาด แต่นั่นใช่ความผิดของดนตรีไทยหรือ? เมื่อพ่อตัดสินใจเช่นนั้น เด็กน้อยก็ไม่มีทางเลือก น้องที่เล่นเป็นศรคือร้องเพลงเพราะมาก แสดงดีมากเช่นกัน ความรู้สึกของคนที่ถูกห้ามทำในสิ่งที่รัก ซีนพ่อพาศรไปไหว้ครูนี่คือดีมาก แค่ซีนแรกๆ พระเอกยังไม่ทันโต เราก็น้ำตาคลอแล้ว… ถึงแม้พาร์ตวัยเด็กจะใช้เวลาไม่นาน แต่ก็อัดแน่นด้วยความประทับใจ

“นายศร” การต่อสู้กับหัวใจตัวเอง… ละครเวทีเรื่องนี้ทำให้เราอยากให้ประเทศไทยมีการแจกรางวัลให้กับวงการละครเวทีบ้างเหลือเกิน ซึ่งถ้ามี ในปี 2561 นี้ ผู้ที่คู่ควรกับรางวัลนักแสดงนำชายคงเป็นใครไม่ได้นอกจาก อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ หน้าตาดี ร้องเพลงเพราะ การแสดงเป็นเลิศ ฝีไม้ลายมือการเล่นระนาดถึงขั้นประชันกับรุ่นครูแล้วชนะ คุณสมบัติเหล่านี้ยากที่จะอยู่ในตัวคนคนเดียว แต่พี่อาร์มทำได้! เว็บดูหนังฟรี

ศรในวัยหนุ่ม เขาอยู่ในยุครุ่งเรืองของดนตรีไทย เขาคือระนาดเอกแห่งอัมพวา ความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง บางครั้งก็มากเกินไปจนกลายเป็นความผยอง จนกระทั่งเขาได้พบ ได้ยินเสียงของระนาดที่เหนือกว่าเขา เข้มแข็งและดุดันกว่าเขา จนยากที่จะเอาชนะ นั่นกลายเป็นความกลัว เสียงนั้นยังคอยหลอนให้ชายหนุ่มอย่างศรหวาดผวา และไม่กล้าเล่นระนาดอีก…แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างเขากับขุนอินเลย แต่นี่คือการต่อสู้ของศรกับใจของเขา…

พาร์ตวัยหนุ่มของศร ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือบทของ “ทิว” เพื่อนสนิทของศร ที่ตัวติดกันตลอด ทิวจัดได้ว่าเป็นตัวสร้างสีสันของเรื่อง ด้วยคาแรคเตอร์ที่จัดจ้าน เล่นใหญ่ไฟกะพริบ แต่การแสดงของ นาย-มงคล กลับเรียกรอยยิ้มให้กับผู้ชมและไม่ทำให้ตัวละครตัวนี้น่ารำคาญเลย

Sahamongkolfilm | โหมโรง (The Overture)
หลายตัวละครในพาร์ตวัยหนุ่ม ทำให้เราสัมผัสและเข้าใจคำว่า “น้อยแต่มาก” ด้วยไทม์ไลน์ของเรื่องที่ยาวนาน ทำให้บางตัวละครปรากฏตัวออกมาน้อย แต่กลับสร้างความประทับใจให้คนดู…ยากที่จะลืมได้ ครูรัก-ศรัทธา มาในบทของ “ครูเทียน” ผู้สอนศรเล่นดนตรีในวัง ออกมาน้อยแต่มาเพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชม

รีวิวภาพยนตร์ เรื่องย่อ โหมโรง ละครโทรทัศน์แห่งความภาคภูมิใจในคุณค่าศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทย อันเป็นรากของแผ่นดิน ความงดงามและความไพเราะจากเครื่องดนตรีไทยอย่าง “ระนาดเอก” เริ่มต้นบรรเลงขับขานไปพร้อมกับเรื่องราวอันเข้มข้นของ “ศร” บุรุษผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “มหาคีตกวี” กับเส้นทางชีวิตมุ่งหน้าสู่ความเป็น “นักระนาดเอกมือหนึ่งของแผ่นดิน” บรมครูของนักดนตรีไทย ผู้ผ่านทั้งยุคทองที่รุ่งเรืองอย่างสูงสุด และยุคตกต่ำที่สุดของวงการดนตรีไทย ยอดคนระนาดเอกแห่งสยามประเทศ จะกลับมาโลดแล่นบนจอแก้ว ดูหนังฟรี
ยุครัชกาลที่ 5

พันโทวีระที่ดูแลเรื่องวัฒนธรรมนี้อยู่ ด้วยขณะนั้นบ้านเมืองอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง มีความขัดแย้งหลายอย่างเกิดขึ้นในสังคม เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยรับเอาอารยธรรมจากต่างชาติเข้ามาปฏิบัติด้วยถือว่านี่คือสิ่งศิวิไลซ์ที่ประชาชนควรถือปฏิบัติ และนำชาติด้วยคำว่า “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” ในยุคนั้นมีการออกกฎมากมายเกี่ยวกับดนตรี เช่นการจะแสดงดนตรีไทยต้องมีบัตรนักดนตรีเท่านั้น ห้ามนั่งเล่นดนตรีกับพื้น เป็นต้น ข้อห้ามเหล่านี้ล้วนทำให้นักดนตรีไทยทำมาหากินยากลำบากขึ้น จนทำให้นักระนาดบางคนที่มีฝีมือดีมากอย่างเปี๊ยกกลับต้องหันเหชีวิตไปรับจ้างแบกข้าวสาร จนเกิดอุบัติเหตุข้อมือหักไม่สามารถเล่นระนาดได้อีก เปี๊ยกทำใจไม่ได้จึงตัดสินใจคร่าชีวิตตัวเองด้วยการผูกคอตาย ดูหนังออนไลน์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสะเทือนใจทุกคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะท่านครู … ความขัดแย้งทั้งด้านสงครามก็ดำเนินรุนแรงขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมระหว่างคนในชาติเองก็รุนแรงตามเป็นลำดับ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบ และสร้างความปวดร้าวแก่นักดนตรีไทยและคนไทยทุกคน รวมทั้งท่านครูที่แม้จะพยายามอธิบายถึงความชัดเจนในความเป็นตัวตนของไทยแล้วหากจะรับสิ่งอื่นก็ต้องรับเข้ามาอย่างเข้าใจ จึงจะผสานไปด้วยกันได้ พันโทวีระดูจะไม่เข้าใจ ท่านครูจึงจบการสนทนาด้วยการเดินไปที่ระนาดและท่านได้ใช้ความกล้าหาญในเฮือกสุดท้ายแห่งชีวิตท่านไปกับการบรรเลงเพลง แสนคำนึง ขึ้นต่อสู้เพื่อพิสูจน์คุณค่าแห่งดนตรีและวัฒนธรรมไทยที่ท่านรักดั่งชีวิต ทำให้พันโทวีระได้ฉุกคิด เขาได้เข้าใจถึงเสียงพูดของท่านครูที่ดังไปเข้าหูเขาในวันนั้นแล้ว พันโทวีระยอมจากไปแต่โดยดีในที่สุด

จากนั้นไม่นานท่านครูก็สิ้นลมลงด้วยความหวังว่าสิ่งเหล่านี้ที่ท่านครูเองได้ต่อสู้มานั้นจะไม่หายไปไหน ในงานศพของท่านครู เหล่านักดนตรีไทยได้มารวมตัวกันและบรรเลงเพลงร่วมกันส่งวิญญาณครูและเหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้ครูได้รู้ว่าตั้งแต่นี้ไปคือโหมโรงที่จะสืบทอดปณิธานของท่านครูสืบไปด้วยเช่นกัน ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังไทย ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ

รีวิวหนังไทย ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ

รีวิวหนังไทย ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ

รีวิวหนังไทย ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ความขวัญผวาผ่านรูปถ่าย ดีเยี่ยมจนต่างประเทศพากันรีเมค สร้างความขวัญผวาทั่วทั้งประเทศไทย กับเรื่องราวของวิญญาณติดรูปถ่ายที่คอยตามหลอกหลอนธรรม์และเจน หนุ่มสาวคู่รัก ก่อนจะค้นพบว่าแท้จริงแล้ววิญญาณที่ตามจองเวรนั้นมีที่มาที่ไป หนังเรื่องนี้เป็นหนังผีสไตล์ตุ้งแช่ ที่มีจังหวะในการเล่นกับจิตใจของคนดูได้อย่างเยี่ยมยอด นอกจากนี้ ยังมีจุดหักมุมที่คาดไม่ถึงด้วยเช่นกัน นอกจากจะได้รับความนิยมในไทยแล้ว ยังได้เสียงตอบรับอย่างดีในต่างประเทศ จนทั้ง Hollywood และประเทศญี่ปุ่นยังขอนำไปรีเมคเลยทีเดียวค่ะ

รีวิว ซัตเตอร์กดติดวิญญาณ ฉายปี 2547 จากคาย GTH กำกับโดย บรรจง ปิสัญธนะกูล และ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ การสืบสวนเรื่องประหลาดจากภาพถ่ายติดวิญญาณ หนังแจ้งเกิดอีกรอบดาราสุดฮอต อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม กับสาววีเจสุดฮอท ณัฐฐาวีรนุช ทองมี ทั้งสองคนช่วยกันเล่าเรื่องวิญญาณสยองในภาพถ่ายที่ตามรังควานจนไม่สามารถใช้ชีวิตแบบปกติได้

 

เรื่องย่อคือ กลุ่มเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เจอกันหลายปีกลับมารวมตัวกันในงานแต่งงานของเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม เมื่องานเลี้ยงจบทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ คืนนั้น ธรรม์ ช่างภาพหนุ่มกับ เจน แฟนสาวขับรถกลับบ้าน เจนดันขับรถชนหญิงสาวคนหนึ่งอย่างแรง แต่ธรรม์บอกให้เจนขับรถหนีไปก่อน ด้วยความตกใจเจนจึงตัดสินใจขับหนีไป เวลาผ่านไปไม่กี่วันก็เกิดเหตุการณ์แปลกขึ้นคือ กลุ่มเพื่อนของธรรม์ที่ไปงานแต่งงานวันนั้นเกิดการตายอย่างปริศนาไปทีละคน จนธรรม์กับเจนรู้สึกว่าเรื่องนี้ผิดปกติ เมื่อสืบไปสืบมาก็พบว่า การตายของเพื่อนนั้นเกี่ยวข้องกับรูปถ่ายใบหนึ่งที่ธรรม์ถ่าย เป็นรูปถ่ายติดวิญญาณ ซึ่งเป็นวิญญาณที่ตามหลอกหลอนธรรม์กับเจนทุกช่วงเวลา เจนและธรรม์จึงต้องตามสืบหาว่าวิญญาณในภาพถ่ายนั้นต้องการสิ่งใด และต้องสืบให้ได้ก่อนที่ความตายจะมาถึงเขาทั้งสองคน เว็บดูหนัง

เนื้อเรื่องสลับซับซ้อน นำเสนอในมุมของหนังผีแนวสืบสวนสอบสวน ไขปริศนาภาพถ่ายหลอน

ซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่หนังฉาย ซึ่งก่อนหน้านั้น ภาพถ่ายติดวิญญาณเป็นที่นิยมมากของคนทั่วไป เช่นรายการผีที่เล่าทางคลื่นวิทยุที่แฟนรายการมักจะนำรูปถ่ายติดวิญญาณมาให้กับทางรายการ และผู้ดำเนินรายการนั้นได้นำภาพถ่ายติดวิญญาณไปออกในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง รวมถึงในนิตยสารรายเดือนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับภูตผีปีศาจนั้น ก็มักจะนำภาพถ่ายติดวิญญาณใส่เข้าไปในนิตยสารให้คนได้ดูด้วย แน่นอนว่าในยุคนั้น มีกล้องดิจิตอลแล้วมีคอมพิวเตอร์และมีโปรแกรมที่สามารถตัดต่อรูปภาพได้แล้ว อย่างไรก็ตามรูปถ่ายนั้นบางรูปก็เชื่อว่าน่าจะเป็นจริงและบางรูปก็มีหลักฐานในการตัดต่ออย่างแท้จริง ซึ่งในชัตเตอร์กดติดวิญญาณนั้นได้นำประเด็นนี้มาเล่นได้อย่างดีใน 2 แง่มุมอย่างน่าสนใจ คือ มุมที่หลายคนเชื่อว่าภาพถ่ายมีน่าจะติดวิญญาณจริง กับมุมที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์คือ ภาพถ่ายติดวิญญาณอาจเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเกิดจากการตัดต่อก็ได้ เป็นการเปิดโอกาสให้คนดูได้คิดตามตลอดเวลา

การออกแบบผีนั้นมีความน่ากลัวสไตน์ญี่ปุ่น ซึ่งสไตล์การหลอกหลอนแบบญี่ปุ่นนั้น ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้นอย่างเช่นผีใน Juon หรือผีใน the Ring คือการใช้สาวผีผมยาวและผีมักคลานเข้าหาตัวละคร หลอนทุกที่ ทุกเวลาไม่เว้นกลางวันกลางคืน ในเรื่องของจังหวะจะโคนจังหวะตกใจ เขาทำได้ดีมาก หนังฟรี

ในด้านความสยดสยองของภาพยนตร์ความน่ากลัวของผี ถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญที่สุดในชัตเตอร์กดติดวิญญาณ และขึ้นชื่อลือชาจนกลายเป็นหนังผีที่น่ากลัวที่สุดในใจของใครหลายคน มีฉากจำอยู่หลายฉากเช่น ฉากผีหลอกในสตูดิโอถ่ายภาพ ฉากผีหลอกในห้องเรียนวิชาถ่ายภาพ ฉากผีหลอกในห้องล้างฟิล์ม ฉากผีหลอกขณะขับรถตอนกลางคืน ผีหลอกในโรงแรมค่ำคืนวันฝนตก ผีหลอกในห้องแล๊ปชีววิทยาของมหาวิทยาลัย และฉากเด็ดที่สุดที่อยู่ตอนท้ายเรื่องที่ทั่งหักมุม ทั้งตกใจ ทั้งอึ้ง ซึ่งทำให้หลายคนต้องตกตะลึงกับการเฉลยแบบนั้น

รีวิวหนังไทย ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ

อีกจุดหนึ่งที่ชอบคือ การเลือกใช้เพลงในช่วง end credit หนังใช้เพลง วิญญาณในภาพถ่ายโดย สุเทพ วงศ์กำแหง มาประกอบกับการนำภาพถ่ายติตวิญญาณอันโด่งดังมาให้ชมในช่วงนี้ด้วย ซึ่งมันเพิ่มความหลอนให้กับหนังเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าหลอนตั้งแต่เริ่มต้นยันท้ายเรื่องเลยครับ

จากความน่าสนใจของเนื้อเรื่องและวิธีการเล่าเรื่องรวมถึงวิธีการหักมุมที่ชาญฉลาดนั้น ทำให้ชัตเตอร์กดติดวิญญาณเป็นหนังผีขึ้นทำเนียบความน่ากลัวที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย และเข้าไปอยู่ในทำเนียบหนังผีที่น่ากลัวที่สุดในดวงใจใครหลายคน ทำรายได้ในการฉายไปประมาณ 107 ล้านบาท

ภาพยนตร์ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างใหม่ในปี พ.ศ. 2550 กำกับโดย Masayuki Ochiai ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น นำแสดงโดย ราเชล เทย์เลอร์ นักแสดงชาวออสเตรเลีย ซึ่งมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง ฉายในปี พ.ศ. 2551 นอกจากนี้ยังมีผู้สร้างภาพยนตร์บอลลีวูดของอินเดีย นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ภาษาทมิฬ ออกฉายในปี พ.ศ. 2550 ชื่อเรื่อง Sivi

และหนังยังมีความดีงามจนสามารถขึ้นทำเนียบภาพยนตร์แห่งชาติในปี พ.ศ. 2558 อีกด้วย ชัตเตอร์กดติดวิญญาณของค่าย GTH นับเป็นจุดเริ่มต้นของการปฎิวัติหนังผีไทยยุคใหม่อย่างแท้จริง

ย้อนไปเมื่อ 15 ปี ที่แล้ว ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ คือภาพยนตร์เรื่องแรกในนาม GTH ที่รวมตัวกันระหว่าง ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์, หับโห้หิ้น ฟิล์ม และจีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์ส ที่เปลี่ยนแนวจากหนังฟีลกู๊ดอย่าง แฟนฉัน มาเปิดตัวด้วยภาพยนตร์สยองขวัญที่แจ้งเกิดให้ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล (สี่แพร่ง, ห้าแพร่ง, พี่มาก..พระโขนง) และโอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ (แฝด, Homestay) กลายเป็นผู้กำกับหนังสยองขวัญที่น่าจับตาในเวลาต่อมา หนังใหม่

รีวิวหนังไทย ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ เล่าเรื่องของธรรม์ (รับบทโดยอนันดา เอเวอริงแฮม) ช่างภาพหนุ่ม และเจน (รับบทโดย จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี) แฟนสาว ที่เริ่มพบเหตุการณ์ประหลาดจากภาพถ่ายที่มีเงาสีขาวคล้ายใบหน้าผู้หญิงติดอยู่ในนั้น ระหว่างการตามหาว่าปริศนาในรูปภาพนั้นคืออะไร ความลับดำมืดที่ธรรม์ซุกซ่อนเอาไว้ พร้อมกับความสยองขวัญที่ทำให้คนดูต้องกลับไปเพ่งมองรูปถ่ายของตัวเองด้วยสายตาแบบใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น

ความสนุกอย่างแรกของ ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ อยู่ที่การไม่ได้โฟกัสไปที่ฉาก Jump Scare โฉ่งฉ่างระหว่างปล่อยให้ ‘ผี’ ออกอาละวาดไปเรื่อยๆ แต่เป็นการให้คนดูที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ค่อยๆ ไขปริศนาของธรรม์ให้เปิดเผยขึ้นมา และยิ่งเราล่วงรู้ความลับของธรรม์มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกหลอนไปกับสิ่งที่ธรรม์ต้องเจอมากขึ้นเท่านั้น

และตัวหนังก็ยังมี ‘ฉากจำ’ หลายฉากที่ออกแบบการปรากฏตัวของผีได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ใบหน้าเปลือยเปล่าของเนตร (รับบทโดย เฟี้ยว์ฟ้าว สุดสวิงริงโก้ ที่ตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า อชิตะ วุฒินันท์สุระสิทธิ์) ที่หลอนตั้งแต่ยังไม่กลายเป็นผี ฉากที่ธรรม์ถูกผีคลานตามล่าจนหัวซุกหัวซุน ทุกๆ ฉากในห้องมืด ที่ใช้สัญญะของ ‘สีแดง’ ที่หมายถึงความอันตรายมาเล่นกับความรู้สึกคนดูได้อย่างน่าขนลุก ฉากอ่างอาบน้ำ ที่ทำให้หลายคนไม่กล้าเข้าห้องน้ำไปอีกหลายวัน รวมถึงฉากจบที่ขึ้นหิ้งเป็นตำนานสุดคลาสสิกมาจนถึงทุกวันนี้ เว็บดูหนังฟรี

รีวิวหนังไทย ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ

นอกจากนี้ ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ยังใช้ ‘ผี’ เป็นภาพสะท้อนปัญหาของสังคมในขณะนั้นได้อย่างเฉียบขาด ทั้งปัญหาระดับชั้นทางสังคม รุ่นน้องต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ และต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม รวมทั้งปัญหาการกดขี่เพศหญิง ที่ไม่ว่าจะถูกกระทำอย่างเลวร้ายเท่าไร ก็ไม่อาจมีปากมีเสียงหรือต่อรองใดๆ ได้เลย จนกระทั่งต้องรอให้ตัวเองจากโลกนี้ไปกลายเป็น ‘ผี’ นี่ล่ะ ที่โลกหลังความตายถึงจะมอบอำนาจในการเอาคืนให้กับเธอ

ด้วยองค์ประกอบทั้งหมด ทำให้ GTH เปิดตัวหนังเรื่องแรกไปได้อย่างสวยงาม ด้วยรายได้ทั่วประเทศ 107.1 ล้านบาท มี 30 ประเทศมาขอซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายต่อ รวมทั้งการถูกนำไปสร้างใหม่ในเวอร์ชันฮอลลีวูด โดยผู้กำกับชาวญี่ปุ่น มาซายูกิ โอชิอาอิ แต่ก็ยังห่างไกลจากเวอร์ชันต้นฉบับอยู่พอสมควร
“ธรรม์” (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) เป็นช่างภาพหนุ่มคนหนึ่งที่คบอยู่กับ “เจน” (ณัฐฐาวีรนุช ทองมี) วันหนึ่งทั้งคู่ขับรถไปชนหญิงสาวคนหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจขับหนีไป หลังจากนั้นทั้งคู่เริ่มพบเหตุการณ์แปลกประหลาด ธรรม์พบว่ารูปถ่ายของเขามีเงาสีขาวติดมาและมีใบหน้าคล้ายผู้หญิงอยู่ในนั้น ภาพถ่ายเหล่านั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ธรรม์และเจนต้องเผชิญกับเรื่องราวไม่คาดฝันและค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่ ดูหนังฟรี

รีวิวหนังไทย ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ

หลายครั้งเมื่อพูดถึง “สีแดง” หลายคนก็จะนึกถึงความรักหรือความร้อนแรง แต่สีแดงยังหมายถึง “อันตราย” ได้เช่นเดียวกัน และในบางครั้งความรักก็มาพร้อมกับอันตรายที่เราไม่คาดคิด ดังนั้นชัตเตอร์จึงหยิบสีแดงมาใช้สื่อความหมายตลอดเรื่อง

เราจะเห็นตั้งแต่เครดิตเปิด มีภาพถ่ายมากมายปรากฏขึ้นมาให้เห็น ถ้าดูกันตรง ๆ ก็เหมือนภาพถ่ายที่กำลังถูกล้างในห้องล้างรูปของพระเอก แต่มองอีกแง่มันก็ไม่ต่างอะไรจากภาพที่เปื้อนเลือด ภาพความทรงจำเหล่านั้นซ่อนสิ่งที่อันตรายเอาไว้อยู่และมันกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา เครดิตเปิดนี้ยังใช้เสียงลั่นชัตเตอร์ประกอบในเสียงดนตรีด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนบ่งบอกว่ากล้องและภาพถ่ายนี่แหละจะเป็นตัวการสำคัญในเรื่อง

เครดิตเปิดนี้เป็นลางบอกเหตุให้ผู้ชมได้เฝ้ามองถึงอันตรายที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นเราจะเห็นสีแดงโผล่มาซ้ำ ๆ ตลอดเรื่อง โดยเฉพาะแสงสีแดงในห้องล้างรูปที่เห็นได้บ่อยที่สุดและเป็นที่เกิดเหตุการณ์ประหลาด ๆ ขึ้นบ่อยครั้ง

แน่นอนว่าถึงวันนี้ ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ยังคงขึ้นแท่นเป็นหนังผีอันดับต้นๆ เมื่อมีคนถูกถามว่า ‘หนังผี’ ที่น่ากลัวที่สุดคือเรื่องอะไร ดูหนังออนไลน์

รีวิว THE RAIN STORIES

รีวิว THE RAIN STORIES

รีวิว THE RAIN STORIES

รีวิวหนังไทย สวัสดีครับจากประสบการ์ณของแอดที่ได้ไปรับชมส่วนตัวแอดคิดว่านี้ก็เป็นหนังไทยที่ดีอีกเรื่องเลย แต่แอดไม่คิดว่ามันจะปัง จะประสบความสำเร็จอย่างเกินคาดสำหรับภาพยนตร์เรื่อง “พี่ชาย My Bromance” จากค่าย วายุฟิล์มโปรดักชั่น ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง “ณิชชี่ – ณิชภูมิ ชัยอนันต์” ก็ไม่รอช้าเดินหน้าสานต่อเรื่องราวความรักครั้งใหม่ ของบรรดาเด็กหนุ่มมัธยมปลายภายใต้รั้วโรงเรียนแห่งหนึ่ง พร้อมคว้าตัว นักแสดงเก๋าประสบการณ์ “ย้ง – ธรากร สุขสมเลิศ”

รีวิว THE RAIN STORIES

มารับบทนำใน “The Rain Stories เมื่อฝนหยดลงบนหัว” โดยสวมบทเป็น นนท์ หนุ่มใหญ่ใจดีที่มีรสนิยม รักเพศเดียวกัน ซึ่งจัดฉายปฐมทัศน์ ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 ณ โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดาภิเษก เพิ่มความพิเศษจากผู้กำกับ และ เหล่านักแสดงนำที่มา ให้กับสัมภาษณ์กับทางเว็บ สยามโซน.คอม อย่างเป็นกันเอง ถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ เว็บดูหนัง

รีวิว THE RAIN STORIES

รีวิวหนังไทย ผู้กำกับ ณิชชี่ เผยถึงแรงบันดาลใจของภาพยนตร์ให้ฟังว่า “แรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้นะครับ เกิดจากการที่ผมเติบโตมากับสังคมโรงเรียนชายล้วนในภาคเหนือมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลย แล้วผมก็ได้เห็นเรื่องราวความรัก ที่เป็นความลับของความรักระหว่างชายกับชาย มาเยอะมากตั้งแต่วัยเด็ก เราก็เลยมีความฝันอยากทำ เป็นหนังขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก เราก็เลยทำเรื่อง พี่ชาย My Bromance ขึ้นมาเมื่อปี 57 ซึ่งมันสำเร็จสร้างรายได้อย่างเกินคาด แต่ว่าหนัง

รีวิว THE RAIN STORIES

เรื่องนั้นก็ยังไม่ตอบโจทย์ถึงที่สุดของเนื้อหาเกี่ยวกับเพศเดียวกัน ได้อย่างลึกซึ้ง มันยังมีจุดที่มันค้างคาอยู่ฮะ ผมก็เลยต่อยอดความรู้สึก และ อารมณ์จากเรื่องที่แล้วมาใส่ในหนังเรื่องนี้ ผมเปรียบฝนเหมือนปัญหาที่เข้ามาในชีวิตคนนะครับ ถ้าคน ๆ หนึ่งเนี่ยเจอปัญหาแล้วหรือเจอฝนตกลงมาใส่หัวเนี่ยเขาจะทำยังไงกับมัน ซึ่งคำตอบจะอยู่ในภาพยนตร์ ซึ่งต้องไปดูกันว่าฝนคืออะไร แล้วก็มีความสัมพันธ์ เกี่ยวกับตัวเรายังไง”

รีวิว THE RAIN STORIES

ย้ง พูดถึงบทบาทสุดท้าทายในครั้งนี้ว่า “บทบาทก็เป็นผู้ชายวัยกลางคนครับที่เข้าใจเรื่องความรักพอสมควร แล้วก็ผิดหวังมา คือผิดหวังอย่างเข้าใจ แล้วก็มีกำแพงของตัวเองเหมือนกัน แล้วบังเอิญว่าได้เจอกับ อ๊อฟชั่น (ถิรติกร กองคำ) ก็คือ เต้ นะครับในเรื่อง ซึ่งเขาบังเอิญหน้าเหมือนแฟนเก่าแล้วก็เหมือนกับเขาขายบริการ เราก็เลยลองซื้อมาแต่ว่าไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะอย่างที่บอกว่าเขามีกำแพง ด้วยวัยวุฒิด้วยความผิดหวัง เนี่ยเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ด้วยความหน้าเหมือน

ด้วยความผูกพัน มีระยะเวลาอยู่ด้วยกันก็เกิดความผูกพันขึ้นมา จนเขาเหมือนเผลอใจไปอีกครั้งหนึ่ง” ด้านหนุ่ม “อ๊อฟชั่น – ถิรติกร กองคำ” ที่ต้องมาประกบ นักแสดงรุ่นพี่เผยว่า “บทที่เล่นผมเล่นเป็น เต้ ครับ เต้เนี่ยจะเป็นนิสัยแบบก้าวร้าว ไม่ค่อยไปโรงเรียน เป็นเด็กเกเรเลยครับผม ชอบติดพนันบอล จนวันหนึ่งทำให้เขาต้องเป็นหนี้ พนันบอลถึงหนึ่งหมื่นบาท เลยได้เข้าวงการเกี่ยวกับ การขายบริการครับผม แล้วนั่นก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้”

ผ่านช่วงเทศกาลแห่งความรักได้ไม่นาน ก็มีหนังรักเรื่องใหม่เข้าฉายทันที… รอบนี้ขอบอกเลยว่าหนังรักจริง ๆ ไม่ใช่หนังรักแบบรอบที่แล้วแน่นอน อยากบอกจะว่าหนังรักที่เอามารีวิวนี้ ไม่ใช่รักระหว่าง ชายหญิง ทั่วไปนะ แต่เป็นหนังรักระหว่าง ชายชาย ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดว่า อี๊… ไม่ดูอ่ะ หนังเกย์ ใจเย็นนะ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกย์แบบที่คิดกันแน่นอน ถ้าไม่เชื่อ ลองอ่านต่อไปได้เลย!!!

The Rain Stories เมื่อฝนหยดลงบนหัว เป็นหนังรักเรื่องใหม่จากผู้สร้าง พี่ชาย My Bromance หนังรักชายชายที่เคยกวาดรายได้ไปกว่า 6 ล้านบาทในปีที่แล้ว กลับมาในปีนี้ The Rain Stories เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของชายชายเหมือนเดิม เพียงแต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาคือ มุมมองความรักที่ใหม่ขึ้น เยอะขึ้น โดยหนังเริ่มต้นที่เรื่องของ นานา นักเรียนชั้น ม.5 ที่มีร่างกายพิการ ได้มาพบรักกับ เจนท์ นักเรียนชาย ม.4 สุดน่ารัก ซึ่งหนังในพาทนี้จะเล่าเกี่ยวกับ ความรักแบบลับ ๆ

เรื่องที่สองเป็นเรื่องของ บาส นักเรียนชั้น ม.6 ที่ไม่เคยพบหน้าพ่อตัวเองตั้งแต่เกิด ซึ่งมีเพื่อนสนิทชื่อ บอย ทั้งสองเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก จนหลาย ๆ คนหาว่าเป็นคู่เกย์ ทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จนมาวันนึงที่บาสรู้ความจริงว่า แม่ตัวเองเป็นมะเร็ง และ พ่อจะกลับมาหา บาสกลัวที่จะพบหน้าพ่อ นั่นจึงทำให้เกิดเรื่องราวอื่น ๆ ต่อมามากมาย ซึ่งหนังในพาทนี้จะเล่าเรื่องราวความรักในอีกมุมมองนึง ซึ่งน่าสนใจมาก ๆ

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องราวของ เต้ นักเรียนชั้น ม.6 ที่ติดหนี้พนันบอล ที่ต้องหาเงินให้ได้ก่อนวันพรุ่งนี้ เต้ไม่รู้จะทำยังไงดี จึงตัดสินใจขายบริการทางเพศให้เกย์ จนได้พบกับคน ๆ นึง ที่จะเปลี่ยนมุมมองของเขาที่มีต่อความรักตลอดไป ซึ่งในพาทสุดท้ายก็จะเป็นมุมมองของความรักที่แปลกใหม่อีกหนึ่งมุมมอง ซึ่งทั้งสามเรื่องไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวพันกัน แต่ตัวละครอยู่ ร.ร. เดียวกัน ดูหนัง

สรุป THE RAIN STORIES

รีวิวหนังไทย หลังจากทุกคนอ่านมาจนถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนก็คงคิดว่าก็เฉย ๆ นะ อีกบางคนก็อาจจะคิดว่าน่าสนใจ สิ่งที่อยากบอกก็คือ หนังเรื่องนี้ พี่ณิชชี่ที่เป็น ผกก. ตั้งใจทำงานมาก ถ้าใครที่ได้ดู My Bromance มาแล้ว ได้มาดูเรื่องนี้ ก็จะได้เห็นพัฒนาการอีกขั้นของ ผกก. เอาเป็นว่าเพื่อง่ายต่อการตัดสินใจ เราเลยคัด 10 ข้อ ที่คุณควรรู้ก่อนไปดู มาให้อ่านกัน ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย! เว็บหนัง

1. หนังเรื่องนี้ถึงจะได้ชื่อว่าหนังเกย์ แต่ก็เป็นความรักแบบใส ๆ ที่ไม่เน้นขายฉาก Sex จึงเหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย

2. นักแสดงชายหล่อ และ น่ารักมาก

3. หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นภาคต่อของ My Bromance นะ เพราะงั้นถึงจะเคยดูหรือไม่เคยดู ก็ดูเรื่องนี้เข้าใจ

4. หนังเรื่องนี้มีหลายฟิลมาก ทั้ง สุข เศร้า เหงา ซึ้ง ดราม่าน้ำตาแตก ทุกอย่าง คือครบเลย

5. หนังเรื่องนี้มีมุกตลก จิกกัดหนังเรื่อง My Bromance ถ้าใครเคยดู ก็จะเกท ใครไม่เคยดู ก็ไม่เป็นไรเนาะ

6. หนังเรื่องนี้มีนักแสดงชายจากเรื่อง My Bromance มาโผล่ด้วย แต่จะมีฉากไหนบ้าง ต้องไปดูกันเอง

7. หนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเปิดใจดูหนังรักแนวใหม่ ๆ

8. หนังเรื่องนี้มีรอบฉายน้อยมาก เพราะงั้นอ่านจบรีบไปดูเลยนะ

9. ถ้าไปดูหนังจบแล้ว อย่าพึ่งรีบลุกออกจากโรง เพราะหนังเรื่องนี้มี end credit ด้วย

10. ส่วนตัวเราอยากให้ทุกคนลองไปดูหนังเรื่องนี้

รีวิว เมมโมรี่ รักหลอน

รีวิว เมมโมรี่ รักหลอน

รีวิว เมมโมรี่ รักหลอน

รีวิวหนังไทย สวัสดีครับวันนี้นรีวิวหนังไทยสยองขวัญ หนังอมตะตลอดกาลที่ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน แต่คนที่เคย ๆ ดูรู้ว่ามัน หลอนแค่ไหน หลังจากที่เราได้เห็นบทบาทของเพื่อนสนิทอย่าง มาช่า วัฒนพานิช …ในหนังเรื่อง แฝด หลังจากหายผลงานทางจอเงินไปกว่า 15 ปี วันนี้เราจะได้เห็นบทบาทของ ใหม่ เจริญปุระ ในบทนำเต็มๆบนจอเงิน หลังจากหายไป 7 ปีเต็มบ้าง นับตั้งแต่การขึ้นจอสะกดสายตา และ อารมณ์คนดูในหนังประวัติศาสตร์ย้อนยุคของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เรื่อง สุริโยไท

รีวิว เมมโมรี่ รักหลอน

เมมโมรี่ รักหลอน คือหนังที่ ใหม่ เจริญปุระ กลับมาได้ถูกที่ถูกทางถูกเวลาเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่ามกลางหนังไทยทุกวันนี้ที่มีแต่หนังตลกขายตลกคาเฟ่มุกใต้สะดือด่าพ่อล่อแม่ หรือจะเป็นหนังสิ้นคิดของทีมผู้สร้างที่กะจะขายดารานักแสดงหน้าเดิมๆ …เรื่องนี้ตีโจทย์แตก ด้วยความแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับหนังไทยทุกวันนี้ ถือเป็นอีกทางเลือกที่สมราคาคุย และ คุ้มค่ากับเวลา และ ค่าตั๋วที่เสียไปได้ …

หากพิจารณาจากหน้าหนัง และ ตัวอย่างที่ได้เห็นได้ชมกันไป เชื่อว่าหลายๆท่านในที่นี้ คงจะนึกว่านี่เป็นหนังสยองขวัญที่มีผีสางมาเป็นส่วนประกอบ และ ประเด็นสำคัญของเรื่อง แต่จากที่ได้ดูจบไปแล้ว หนังเรื่องนี้ใช้บรรยากาศในส่วนของความสยองขวัญเป็นตัวบิ้วท์อารมณ์ สร้างอารมณ์ร่วมให้กับหนัง ทำให้หนังดูมีความน่าค้นหา น่าสนใจมากกว่า โดยที่จริงๆแล้ว เนื้อเรื่องหลักของหนังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผีสางนางไม้แต่อย่างใด ดูหนังฟรี

รีวิว เมมโมรี่ รักหลอน

รีวิวหนังไทย เรื่องราวแห่งความรักระหว่าง อิงอร (สิริวิมล เจริญปุระ หรือ ใหม่ เจริญปุระ) กฤช (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) และ แพร (ซัน คัมภิรานนท์) เด็กหญิงวัย 7 ขวบ เกิดขึ้นในสถานการณ์บีบบังคับ เมื่ออิงอรจำยอมพาแพร ซึ่งเป็นลูกสาวไปพบกฤชเพื่อวินิจฉัยอาการป่วย กฤชเป็นแพทย์หนุ่มที่มีแต่ความหดหู่อาลัยในชีวิต และ นั่นเป็นครั้งแรกที่กฤชได้พบกับอิงอร และ แพรเด็กสาวที่น่าสงสาร

รีวิว เมมโมรี่ รักหลอน

ในระหว่างการรักษา อิงอรปฏิเสธคำวินิจฉัยของกฤชโดยตลอด ด้วยความหวงกลัวจะมีใครมาพรากลูกไปจากตน อิงอรจึงปฏิเสธที่จะให้แพรมาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตามคำแนะนำของกฤช ด้วยความที่แพรอายุใกล้เคียงกับลูกของกฤช ทำให้กฤชรู้สึกสงสารและ ผูกพันเป็นพิเศษ จึงเป็นเหตุผลที่กฤชยอมไปรักษาแพรที่บ้าน

รีวิว เมมโมรี่ รักหลอน

เมื่อกฤชเข้าไปใกล้ชิดกับครอบครัวนี้มากขึ้น กฤชกลับรู้สึกว่าอิงอรเหมือนเป็นคนที่เขาค้นหามาตลอด ทุกครั้งที่อยู่ใกล้ ไฟแห่งราคะพร้อมที่ลุกโชน ในขณะที่อิงอรเป็นหญิงม่ายที่เติบโตมาจากห้วงบาปแห่งชีวิต เปรียบผู้ชายดั่งสัตว์ที่มีผู้หญิงไว้เพียงบำบัดความใคร่ จึงจำเป็นที่จะต้องปกป้องลูกของตนจากผู้ชายทั้งปวง แพรจึงเป็นเพียงเด็กน้อยที่ในชีวิตไม่เคยมีใครอื่นนอกจากแม่

ด้วยความรัก และ เอ็นดูที่กฤชมีต่อแพร ทำให้อิงอรเริ่มมีความรู้สึกที่ดีกับกฤชแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับผู้ชายคนใดมา ก่อน แต่เมื่อความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองเพิ่มมากขึ้นเท่าไร กำแพงแห่งความกลัวของอิงอรกลับยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทางอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดของอิงอร การเลี้ยงลูกที่ประหลาดกว่าที่คนทั่วไปคิดจะทำ สิ่งหนึ่งที่กฤชสัมผัสได้จากความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวนี้ คือความรักที่ไม่ปกติชวนผวาได้ตลอดเวลา สาเหตุเกิดจากอะไร เกิดจากใคร นั่นเป็นเรื่องที่กฤชต้องหาคำตอบ

เรียกว่าหนังเรื่องนี้ดูแล้วคุ้มค่าเพราะว่าตอบสนองคนดู ทุกอารมณ์ ทุกรสชาติ เป็นหนังที่พะยี่ห้อแนวทริลเลอร์ดราม่า แต่เนื้อในแฝงไปด้วยดราม่าเชิงจิตวิทยา ดราม่าเสียดสี ทริลเลอร์สยองขวัญ ดราม่าคอมมิดี้เล็กน้อย และ แน่นอนบทสรุปของหนังเป็นสิ่งที่คนดูหลายท่านอาจจะต้องอ้าปากหวอกันไปตามๆกัน และ เชื่อเลยว่า ไม่มีใครสามารถเดาตอนจบเรื่องนี้ได้ถูก แม้แต่ผมที่เดาไปต่างๆนานา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า หนังโคตรจะหลอกคนดูเลยจริงๆ

จากบรรยากาศที่ชวนให้ขนลุกตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง ผู้กำกับใช้ประโยชน์ได้ดีจากช่วงเวลาเขย่าขวัญทั้งหลาย ดึงวินาทีที่เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ผวาดผวาน่ากลัวให้คนดูได้ตกใจ และ สะดุ้งโหยงกันไปตามๆกัน (หนังมาพร้อมอารมณ์ในส่วนนี้คล้ายคลึงกับหนังเรื่อง แฝด คือมีการใช้บรรยากาศลึกลับ ชวนสยองขวัญ ของภายในบ้าน และ คนใกล้ตัว) …ซึ่งไม่นานนัก หนังก็พลิกอารมณ์เข้าสู่อีกองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นอีกองค์ที่มีอารมณ์แตกต่างกันไป ซึ่งก็ทำให้ผู้ชมสามารถเว้นวรรคความสยดสยอง และ เดินหน้าเข้าสู่ความเป็นดราม่า หรืออารมณ์สุนทรีย์ต่างๆ ที่หนังแทรกเข้ามาเป็นระยะ ก่อนจะกลับมากดดันคนดูอีกครั้ง เมื่อต้องเปิดปมไคลแม็กซ์ในแต่ละองค์

หนังเป็นส่วนผสมของหนังสยองขวัญชั้นปรมาจารย์ทั้งหลาย ที่บางทีอาจจะได้แรงบันดาลใจหรือ เกิดความอยากที่จะทำให้หนังมีลุกเล่นของผกก. เลยใส่รายละเอียดเล้กๆน้อยๆ ในส่วนนี้มา ไม่ว่าจะเป็นมาดแคแรกเตอร์ที่ดูน่าค้นหาบวกอารมณ์สยองขวัญ ส่วนนี้คล้ายคลึงกับ The Others, ความสัมพันธ์ของตัวละครที่เป็นผู้ปกครอง และ ลูกคล้ายคลึงกับ Hide And Seek, เล่ห์เหลี่ยม และ ความยั่วยวนของแคแรกเตอร์นำอย่างใหม่ได้อารมณ์เดียวกับ Basic Instinct, บรรยากาศสยองขวัญ และ องค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ได้อารมณ์เดียวกันกับ แฝด..รวมทั้งมุกหักมุมในหนัง The Sixth Sense ก็ถูกมาใช้ในหนังเรื่องนี้ด้วย ..แล้วก็ยังมีฉากที่ให้อารมณ์เดียวกับ Sweeney Todd ซึ่งเป็นฉากที่ชวนช็อค และ กระตุกอารมณ์อย่างมากครับ

หนังจะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักจิตวิทยา ที่เข้ามาสนับสนุนเหตุ และ ผลของไคลแม็กซ์ของเรื่อง ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่คนดูที่จะต้องตีโจทย์บทสรุปของหนังให้แตก เพราะทันทีที่เมื่อหนังกำลังจะเข้าสู่บทเฉลยปมของทั้งเรื่อง ..หนังก็จะยัดเอารายละเอียดของปมสำคัญต่างๆที่มีมาทั้งเรื่อง ใส่เข้ามาให้คนดูแอบมึน คิดตามกันไม่ทัน แต่พอหนังจบจริงๆแล้ว คนดูที่ไม่พลาดแม้แต่สักฉากเดียว จะร้อง อ๋อ ได้อย่างไม่ยาก เพราะท้ายที่สุด หนังก็มีคำอธิบายต่างๆนานา ที่สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาข้างต้น เข้ามาเคลียร์ความสงสัยให้แจ่มยิ่งขึ้น หนังฟรี

สรุป เมมโมรี่ รักหลอน

รีวิวหนังไทย สิ่งที่คุ้มค่าในหนังเรื่องนี้ที่ถือว่าคุ้มค่าจริงๆ นั่นก็คือ การแสดงอันทรงพลังของ ใหม่ เจริญปุระ ที่ตลอดเวลาของการขึ้นจอ ในมาด อิงอร สาวผู้มีอดีตอันแสนเจ็บปวด และ ทุกทรมานที่ถ่ายทอดสิ่งที่เหมือนเป็นดาบสองคมให้กับลูกของเธอ เพราะไม่อยากให้ลูกต้องพรากจากเธอ บทนี้ต้องใช้มิติเยอะ ในการที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับคนดู เพราะเธอจะมาพร้อมแคแรกเตอร์ที่มีหลายบุคลิก น่าค้นหา ลึกลับ เย้ายวน แข็งแกร่ง อ่อนไหว ซึ่งจะเป็นการสลับสับเปลี่ยนกันไป ภายในชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่ใหม่ ก็ถ่ายทอดออกมาได้เยี่ยมยอด อารมณ์ สีหน้า ท่าทาง การแสดง เธอเข้าถึงบทอิงอรสุดๆ นึกไม่ออกเลย ถ้าไม่ได้เธอมารับบทนี้ ใครจะเป็นคนมาเล่นแทนเธอ และ แน่นอน เมื่อช่วงเวลาการเข้าชิงรางวัลเกี่ยวกับด้านภาพยนตร์มาถึงปลายปี – ต้นปีหน้า จะต้องมีชื่อเธอไปเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน และ เผลอๆ ใหม่ เตรียมเป็นผู้ชนะ ขึ้นรับรางวัล นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีได้เลย (หนึ่งในจำนวนผู้เข้าชิง ใหม่อาจจะต้องไปชิงดำกับ พลอย เฌอมาลย์ จาก สี่แพร่ง, แอม ฉายนันท์ จาก Happy Birthday, มะหมี่ นภคปภา จาก ลองของ 2 และ น้องเกรซ จาก ส้มตำ แว๊กกกกกกกก !!!)

ส่วน อนันดา หนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งก้าวการแสดงที่เขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้หนังจะเยอะมากในเครดิต แต่เป็นผู้ชายที่เลือกรับงานได้ดีทีเดียว และ บทคุณหมอจิตแพทย์ผู้มีปมอดีตที่รวดร้าวทุกข์ทรมาน..เขาถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม และ เหมาะสมกับแคแรกเตอร์คุณหมอที่ดูเหมือนจะมีปัญหามากกว่าคนไข้ได้ดีทีเดียว ดูหนังออนไลน์

เยี่ยมทั้งการแสดง และ องค์ประกอบ ทุกส่วนของหนัง

ถือเป็นหนังไทยที่เป็นทางเลือกที่แตกต่างสำหรับคนที่พิสมัยอยากจะชมอะไรที่จริงจัง ซีเรียส และ มีสาระ ..(หนังสอนอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด และ พฤติกรรมมนุษย์) …หาดูได้ยากครับ สมัยนี้

อ้อ ที่สำคัญ เลิฟซีนหนังเรื่องนี้ ไม่โ-ป๊ครับ สวยงามมาก …ทุกท่วงท่าลีลา และ การจัดภาพ อาร์ทไดเร็กชั่น สวยงามมากๆ …ผมว่าฉากเลิฟซีนนี่ยังโ-ป๊น้อยกว่าฉากจบนะ ตอนเฉลยปมเรื่องตอนสุดท้าย ฉากนั้นโ-ป๊กว่านี้เยอะครับ เพราะเห็นทุกส่วนจริงๆ จะจะ มากๆ ฮ่าๆๆๆ อยากรู้เป็นอะไรต้องไปดูกันในหนังนะครับ

อุดหนุนหนังไทยขายความแตกต่าง และ เจ๋งในตัวเรื่องนี้ไม่ควรพลาดครับ

คะแนน : 9.5 / 10
ผมขอให้เกรด A- ครับ (ให้ในความกล้าที่จะแตกต่างของผกก. และ ให้ในสปิริตการแสดงของนักแสดงครับ)

รีวิววันสุดท้าย ก่อนบายเธอ

รีวิววันสุดท้าย ก่อนบายเธอ

รีวิววันสุดท้าย ก่อนบายเธอ

รีวิวหนังไทย เป็นที่รู้กันดีว่าหนังไทยได้พัฒนามาเรื่อย ๆ ทุกปี การที่ผลงานเรื่องล่าสุดของบาส – นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับ ‘เคาท์ดาวน์’ กับ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ ที่คราวนี้พ่วงหว่องกาไว (Wong Kar-wai) โคจรข้ามโลกมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ พร้อมกับหนีบรางวัล World Dramatic Special Jury Award: Creative Vision จาก Sundance Film Festival มาเป็นเครื่องการันตีก่อนเข้าฉายในไทย ทุกคนต้องได้ดูมันดีจริง ๆ

‘One for the Road’ เริ่มต้นเมื่ออู๊ด (ไอซ์ซึ – ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์) ได้โทรมาหาบอส (ต่อ – ธนภพ ลีรัตนขจร) ว่าตัวเขากำลังจะตายเพราะลูคีเมีย บอสจึงต้องข้ามน้ำข้ามทะเลจากนิวยอร์กกลับมาไทย และพาอู๊ดไปทำตามปณิธานสุดท้ายก่อนตาย ซึ่งก็คือการเดินทางกลับไปคืนของให้เหล่าบรรดาแฟนเก่า เรื่องราวการเดินทางครั้งสุดท้ายของชายป่วยใกล้ตายกับเพื่อนรักจึงเริ่มขึ้น

 

รีวิว วันสุดท้ายก่อนบายเธอ

หากใครได้เห็นโปสเตอร์หรือดูเทรลเลอร์มาบ้าง คงพอมองออกว่า One for the Road เป็นหนังสไตล์  ‘Road Movie’ ซึ่งจะเป็นการพาตัวละครไปยังสถานที่ต่าง ๆ พร้อมพาคนดูดำดิ่งเข้าไปในความสัมพันธ์อันซับซ้อน ฉะนั้นแล้วหนังเรื่องนี้จึงมีบรรยากาศที่แตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ ของบาส นัฐวุฒิ มากพอสมควร ในขณะที่หนัง 2 เรื่องก่อนจะเน้นสไตล์ทริลเลอร์ที่อัดความลุ้นระทึกจนแทบไม่ทันหายใจ แต่ในเรื่องนี้กลับเป็นบรรยากาศสบาย ๆ ที่ค่อย ๆ ใช้อารมณ์ภายในขับเคลื่อนตัวมู้ดของหนังออกมาแทน ดูหนังฟรี

รีวิว วันสุดท้ายก่อนบายเธอ

รีวิววันสุดท้าย ก่อนบายเธอ

รีวิวหนังไทย ขณะที่หนังพาเราสำรวจเส้นทางที่อู๊ดและบอสได้ได้เดินทางผ่าน หนังก็ค่อย ๆ สอดแทรกแฟลชแบ็กกับหยอดปมไว้ตลอดทาง พร้อมย้อนความว่าพวกเขาเป็นใคร อะไรที่นำพาให้พวกคู่หูนี้ให้ต้องมาเจอกัน แต่ทว่าหนังก็ใช้ความเป็นโร้ดมูวี่ได้ไม่คุ้มนัก เพราะแต่ละโลเกชันที่พวกเขาไป มันกลับไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรไปมากกว่าการเป็นแค่จุดเช็กพอยต์ที่พาอู๊ดไปเจอกับแฟนเก่าแต่ละคนก็เท่านั้น

รีวิว วันสุดท้ายก่อนบายเธอ

ถึงแม้ว่าหนังจะไม้ได้สลับซับซ้อนทางการนำเสนอ แต่ก็ทดแทนด้วยบทที่ซับซ้อนเข้ามาแทน จากปมปัญหาที่หนังแอบหยอดไว้ในแต่ละเส้นทางก็ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นระเบิดเวลา และทำให้ซีนไคลแม็กซ์นั้นปะทุออกมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ แม้ว่าหนังจะรีดอารมณ์คนดูออกมาได้ถูกจังหวะ แต่น่าเสียดายปมใหญ่ของหนังที่ถูกชูไว้ กลับไม่ถูกให้น้ำหนักเท่าที่ควร และทำให้คนดูรู้สึก ‘หลงทาง’ ในบางครั้ง

อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยพยุงหนังไว้คือทัพนักแสดงที่คอยแบกเรื่อง ไล่ตั้งแต่นักแสดงหลักอย่าง ต่อและไอซ์ซึที่เคมีเข้ากันอย่างลื่นไหล ในแต่ละบทสนทนาของทั้งคู่แฝงไว้ด้วยความยียวนกวนทีนและเป็นห่วงกันตลอด จนเรารู้สึกได้เลยว่า นี่แหละความเป็นเพื่อนที่ไม่ประดิดปะดอย โดยเฉพาะไอซ์ซึ ที่ต้องขอชมมาก เพราะเขาใช้วิธีการแสดงแบบ Method Acting ในการดำดิ่งเข้าสู่ความเป็นอู๊ด ซึ่งไอซ์ซึต้องลดน้ำหนักถึง 17 กิโลกรัมและศึกษาพฤติกรรมของผู้ป่วยลูคีเมียระยะสุดท้ายไปพร้อมกัน หนังฟรี

‘One for the Road’ พยายามอย่างมากที่จะพาเราไปสำรวจในทุกแง่มุมของความสัมพันธ์ ตั้งแต่คนแปลกหน้า เพื่อน คนรัก ไปจนถึงครอบครัว ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ช่วยดึงอารมณ์ให้คนดูมีจุดร่วมกับหนังไปได้อย่างดี

“แม้ว่าเราจะไม่อินกับอะไร แต่ก็ยังมีมุมที่สะกิดใจให้ได้หันกลับมามองตัวเองอยู่เหมือนกัน”

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวของ อู๊ด (ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์) ที่ป่วยเป็นโรคร้าย และ มีเวลาอยู่ได้อีกไม่นาน เขาจึงตัดสินใจโทรตามเพื่อนของเขาที่เป็นเจ้าของบาร์อยู่ที่ New York อย่าง บอส (ต่อ ธนภพ) ให้กลับมาเมืองไทย เพื่อพาเขาขับรถไปเจอหน้าแฟนเก่าครั้งสุดท้ายก่อนตาย เพราะหมอไม่อนุญาติให้เขาขับรถ เลยต้องให้เพื่อนมาขับให้ ซึ่งเขาจะไปหาแฟนเก่าทุกคนเพื่อเคลียร์ และ ไม่ให้มีอะไรค้างคาต่อกันอีก เรื่องราวของพวกเขาทั้ง สองคนจะลงเอยอย่างไร และจะทำได้สำเร็จตามที่คิดไว้หรือไม่ คงต้องไปรับชมด้วยตาตัวเอง วันนี้ทุกโรงภาพยนตร์

สรุปวันสุดท้าย ก่อนบายเธอ

รีวิวหนังไทย ด้านงานภาพที่กำกับโดย พาเกล้า จิระอังกูรกุล นั้นก็เป็นหนึ่งข้อดีของเรื่องนี้ รับรู้เลยว่าในแต่ละซีนค่อนข้างพิถีพิถันในการจัดวางเฟรม และ การที่ได้หว่องกาไวมาช่วยดูภาพรวมของหนัง ก็ทำให้บรรยากาศ ‘สไตล์หว่อง’ ตลบอบอวลอยู่ตลอดทั้งเรื่อง เมื่อผสมกับจังหวะการตัดต่อสไตล์มอนทาจอย่างรวดเร็วด้วยแล้ว ก็ทำให้จังหวะของหนังถูกนำเสนอออกมาได้อย่างพอดี เป็นตรงกลางที่สมดุล และ ไม่น่าเบื่อจนเกินไป

บอกก่อนเลยว่า ดีเกินคาดมากๆ งานภาพสวยจริงๆ ยอมรับเลย ไม่เสียชื่อหว่อง กาไว จริงๆ งานละเอียด และ ดูสากลกว่าหนังไทยทั่วไปมากๆ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้งานภาพไม่ได้ออกมาสไตล์หว่องขนาดนั้น แต่ก็มีกลิ่นอายไม่น้อย แต่ไม่เหมือนไปซะทั้งหมด ซึ่งบอกเลยว่าไม่ได้มีดีแค่งานภาพที่สวยงาม แต่มันดีเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะบท ที่เขียนมาได้ดีมากๆ มีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย ทำให้ได้เห็นมิติของตัวละครทุกตัวได้อย่างชัดเจน และ ทำให้คนดูเข้าใจความรู้สึกของตัวละครได้อย่างถ่องแท้ แถมทุกอย่างยังมีความหมาย และ สื่อถึงกันแบบหมดจด ทำให้รู้เลยว่า คนทำหนังเขาตั้งใจให้มันออกมาดีจริงๆ

รีวิววันสุดท้าย ก่อนบายเธอ

 

โดยรวมแล้ว ‘One for the Road’ หรือชื่อไทย ‘วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ’ เปรียบเหมือนค็อกเทลแก้วทดลองของบาส มีทั้งรสชาติที่แปลกใหม่ และ ส่วนที่อาจจะยังไม่อร่อยนัก แต่ด้วยการเชคที่ปราณีต และ ความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบ ก็ช่วยให้เราดื่มด่ำกับมันได้ไม่ยาก พร้อมทั้งดีใจที่ได้เห็นเวย์ใหม่ ๆ ในการนำเสนอของบาส ( และ อีกก้าวของหนังไทย) ซึ่งชวนให้เรา ตั้งหน้าตั้งตารอว่า “ค็อกเทลแก้วต่อไปของบาสนั้นเป็นอย่างไร” และ เราก็พร้อมจะยกขึ้นดื่มอย่างไม่ปฏิเสธ

ในส่วนของนักแสดงก็แสดงดีกันทุกคน โดยเฉพาะซีนดราม่า ทำกันได้ดีไม่มีข้อกังขา แต่ขอติเรื่องบทพูดบางฉาก ที่บทพูดมันแปลกๆ ดูไม่ธรรมชาติยังไงไม่รู้ แต่ก็แค่บางฉากแหละ ภาพรวมคือดีหมด นอกจากงานภาพที่ผมชอบมากๆแล้ว อีกอย่างที่ชอบคือเพลง เสียงประกอบฉากต่างๆ ทำออกมาได้โคตรดีมากๆ เลือกเพลง และ เสียงประกอบฉาก และ อารมณ์ต่างๆได้ดี เหมาะกับภาพและ สถานการณ์ที่กำลังดำเนิ นอยู่ไปอย่างลื่นไหล อีกอย่างคือการที่เอาเสียงของตัวละครพ่อที่เป็นดีเจคลื่นวิทยุมาใส่ประกอบเป็นเสียงพื้นหลังอยู่เป็นระยะๆ มันเป็นอะไรที่เท่ห์ และ ดีมากๆจริงๆ เพราะเสียงที่คลอนั้นมันซ่อนเรื่องราวและความรู้สึกของตัวละครหลักไว้ ทำให้หนังมันมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นมามากๆ

รีวิววันสุดท้าย ก่อนบายเธอ

โดยรวมแล้วถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆแล้ว ผมชอบพอสมควร แต่ก็ยัง ไม่ถึงกับชอบมาก แต่รับรองว่าไม่เสียดายค่าตั๋วแน่นอน 100% ความดีงามของเรื่องนี้มันอยู่ระดับที่เอาไปฉายให้ ต่างชาติดูได้แบบไม่อายเลย ผมมองว่าหนังไทย ควรเริ่มจากหนังดราม่าเนี่ยแหละ เพราะใช้ทุนไม่เยอะ แต่ส ามารถทำออกมาให้ดีในระดับสากลได้ ถ้าอย ากเห็นหนังไทยดีขึ้น และ สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ ก็อยากให้ ทุกคนช่วยกันสนับสนุนหนัง ไทยกัน แต่ไม่ได้บอกว่า ให้ดูทุกเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้ควรดู เพราะมันดีจริง คนทำจะได้มีกำ ลังใจทำหนังดีๆออกมาให้เ ราได้ดูอีก สุด ท้ายนี้ ขอให้คะแนนไว้ที่ 8/10 เลยแล้วกันครับสุดท้ายนี้ถ้าอ่า นแล้วชอบ ฝากกดติดตาม และ กดแชร์ด้วยนะครับ ดูหนังออนไลน์

  • ชื่อเรื่อง : One for the Road (วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ)
  • ความยาว : 2 ชั่วโมง 16 นาที
  • วันที่ฉาย : 10 กุมภาพันธ์ 2022
  • แนว : ชีวิต , ดราม่า , มิตรภาพ
  • ผู้กำกับ : นัฐวุฒิ พูนพิริยะ
  • ช่องทางการรับชม : วันนี้ทุกโรงภาพยนตร์