Category Archives: หนังไทยnetflix

รีวิวหนังไทย ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก

รีวิวหนังไทย ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก

รีวิวหนังไทย ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก

รีวิวหนังไทย ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก ศักรินทร์ (พชร จิราธิวัฒน์) ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนและเป็นความหวังเดียวของ สุรีย์ (เจนิเฟอร์ คิ้ม) แม่ที่ทำงานรับจ้างหาเลี้ยงครอบครัว ศักริทร์มีความฝันอยากประสบความสำเร็จเหมือนพ่อของเขา ศักรินทร์ตัดสินใจโกหกแม่และทุกคนว่าเขาคือพนักงานธนาคารหนุ่มอนาคตดีทั้งทีความจริงเขาเป็นวินมอเตอร์ไซค์ที่ขึ้นชื่นชอบความเร็วเป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งเขาได้เจอกับ จ๋าย (ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล) เพื่อนสาวสมัยเรียนที่ปัจจุบันเป็นพนักงานธนาคาร เขาเริ่มรู้สึกอับอายในอาชีพของตัวเองแต่เธอไม่รู้สึกรังเกียจเขาเลยแม้แต่น้อยทำให้เขารู้สึกดีขึ้น แต่แล้วเรื่องดี ๆ ก็กำลังจะถูกพังลงเมื่อ พี่เอ (โอ๊ต ปราโมทย์) แฟนหนุ่มของจ่ายล่วงรู้ความลับของเขาเข้าและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเปิดโปงและทำลายชีวิตของศักรินทร์

หนังตลกอารมณ์ดีอีกเรื่องที่เราอยากจะแนะนำ หนังเรื่องนี้ได้นักแสดงหนุ่มหน้าตาดีอย่างหนุ่มพีชมารับบทเป็นนักแสดงนำ ประกบคู่กับนักแสดงสาวฝน ศนันธฉัตร ซึ่งทั้งคู่เคยร่วมงานด้วยกันแล้วค่ะ เนื้อเรื่องจะเน้นไปที่ชีวิตและการพยายามปกปอดความลับของศักรินทร์ซึ่งมีเพื่อน ๆ คอยช่วยเหลือเพราะเข้าใจเหตุผลของเขาดี ในเรื่องก็จะรวบรวมดาวตลกเอาไว้คับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นโรเบิร์ต สายควัน, น้าค่อม ชวนชื่น หรือพ่อหมีโอ๊ต ปราโมทย์ ซึ่งแต่ละคนต่างก็แสดงกันแบบทุ่มสุดตัวและสาดมุกตลกกันแทบจะทั้งเรื่องทำให้ดูไม่น่าเบื่อและกวาดรายได้ทั่วประเทศไปกว่า 142 ล้านบาทและมีภาค 2 ตามมาติด ๆ

เพราะครอบครัวคาดหวัง ศักรินทร์ (พีช พชร) เลยต้องใช้ชีวิตสองด้านโกหกแม่สุรี (เจนนิเฟอร์ คิ้ม)และยายที่เป็นโรคหัวใจว่าตัวทำงานแบงค์และกำลังเฮงได้เลื่อนขั้นเป็นรองผู้จัดการหวังให้ครอบครัวภูมิใจ แต่เมื่อรถไฟเทียบชานชาลา..เสื้อกั๊กส้มต้องมาพร้อมหมวกกันน็อกในวิถีชีวิตแบบไบค์แมน หรือ มอเตอร์ไซค์วิน แต่ชีวิตพกลมของศักรินทร์คงไม่กลายเป็นพายุ หากดั๊นไม่ได้เจอจ๋าย (ฝน ศนันธฉัตร) เพื่อนสมัยคอซองที่กลายมาเป็นสาวแบงค์คนสวย แต่ดันกลายเป็นคราวซวยเมื่อแฟนของจ๋ายอย่าง เอ (โอ๊ต ปราโมทย์) รองผู้จัดการแบงค์ขี้หลี ดั๊นเป็นหลานของเพื่อนแม่ซะอี๊ก แล้วความลับของศักรินทร์จะแตกมั้ยเนี่ย..?? เว็บดูหนัง

Reviewหนัง : ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก กุ้ง หุง อุ่น ตุ่น ต้ม นิ่ง - Pantip

เห็นสัญลักษณ์ รฤก แน่นอนว่าเราต้องนึกถึงชื่อนายห้างอย่าง ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพชร ผู้กำกับหนังตลกร้อยล้านตระกูลส่ายหน้าที่ต่อมาขอบิดมาทางโรแมนติกคอเมดี แต่คราวนี้ พี่ยอร์ช ขอถอยไปยืนมองข้างสนามแล้วส่ง พฤกษ์ เอมะรุจิ ผู้กำกับหนัง ป้าแฮปปี้ She ท่าเยอะ (2558) ที่ถนัดแนวทางผสมดรามากับคอเมดีเข้ากันได้อย่างดี มากุมบังเหียนและเขียนบทหนังชื่อแปลกที่เป็นเครื่องหมายสไตล์ยอร์ช ฤกษ์ชัย อย่าง ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก เรื่องนี้แทน

ขอออกตัวก่อนเลยว่า รีวิวนี้วัดจากความรู้สึกตอนชมล้วนๆ ดังนั้นเรื่องบทหนังไม่สาเหตุสมผลขอไม่เอามาเป็นปัจจัยในการรีวิวนี้นะครับ เพราะคำถามที่หลายคนอยากรู้จริงๆคือหนังตลกมั้ย ฮามั้ย หรือแป๊กมั้ย ดังนั้นเรามาวัดกันไปเป็นเรื่องๆ

เริ่มจากตัวละครนำอย่างศักรินทร์ ที่ได้ พีช พชร นักแสดงขาประจำของ GTH-GDH559 ที่ถ้าว่ากันในทางคอเมดี อันนี้ฟันธงเลยว่าแป๊กครับ! จังหวะการปล่อยมุกไม่คม รับส่งมุกกับคนอื่นไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ดูๆไปแล้ว ติดจะเอาไปเทียบกับคุณ แดน วรเวชใน แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า ที่รับบทลูสเซอร์บ้านๆได้มีเสน่ห์กว่า แต่พอถึงพาร์ตดราม่า อันนี้ยอมรับว่า ณ. ขณะที่พชรอยู่ในซีนที่ต้องสารภาพความผิดบาป เขาทำให้เราลืมได้เลยว่านี่คือลูกหลานเซ็นทรัล แม้ตั้งแต่ต้นเรื่องเราจะรู้สึกว่าเขาแค่เด็กรวยที่มาคอสเพลย์เป็น วิน มอเตอร์ไซค์ก็ตาม

ฝน ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล หรือฝน ATM หรือ ฝน Hormones จะเรียกอะไรก็แล้วแต่.. แต่พอฝนปรากฎกายในชุดพนักงานแบงค์ นี่คือตัวละครที่พร้อมจะทำให้คนดูหลงรักได้ทันที ด้วยน้ำเสียงที่ดูสดใสน่ารักคู่กับหน้าตาแบ๊วๆหมวยๆ การมารับบทพนักงานแบงค์ เฟิร์สจ็อบเบอร์ เด็กจบใหม่ที่ไม่กล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน เลยกลายเป็นที่เหมือนเขียนมาให้เธอได้ และด้วยคุณสมบัติด้านแอ็คติ้ง เมื่อหนังถูกสับสวิตช์ไปโหมดดราม่า ฝนก็ยังคงรักษาระดับการแสดงไปคู่กับเคมีร่วมกับ พชร ได้อย่างน่าชื่นชม หนังฟรี

กาย ริตชี จะกำกับ ‘Hercules’ เวอร์ชันไลฟ์แอ็กชันของ Disney
ส่วนทีมเอาฮา อันนี้ขอกล่าวรวมๆนะครับเริ่มจาก น้าค่อม ที่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ คุณน้าน่าชื่นชมมากครับ คงจังหวะการปล่อยมุกได้เฉียบเช่นเคย แต่ที่ต้องชื่นชมเป็นพิเศษคือคราวนี้ น้าลดปริมาณคำหยาบคายลงได้อย่างน่าตกใจ ที่สำคัญทุกซีนที่น้าร่วมจอกับคนอื่น น้ายังรับส่งมุกกับเขาได้อย่างไหลลื่นมว๊าก ควบคู่กันในสายตลกอาชีพ

การมาถึง โรเบิร์ต สายควัน ก็คือการการันตีความฮาในเชิงปริมาณซึ่งนอกจสกจะไม่ซ้ำมุกกัญชาที่เราดูมาจนช้ำแล้ว แก๊กต่างๆที่ปล่อยมาก็เข้าเป้าทุกดอกอย่างน่าพอใจ ไม่แพ้กันกับหน้าใหม่อย่าง โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ในจักรวาลยอร์ช ฤกษ์ชัย ที่แม้เวลาบนจออาจไม่ต่างจากดารารับเชิญ แต่นอกจากบุคลิกฮาๆห่ามๆลามกที่เป็นต้นทุนเดิมแล้ว โอ๊ตยังสามารถถ่ายทอดแก๊กตามบทสั่งได้อย่างแม่นยำ ฉากลิ้นจุกปาก ต้องกลายเป็นคลิปไวรัลบนโซเชียลในอนาคตแน่นอน.

แม้ตัวหนังจะเอา เจนนิเฟอร์ คิ้ม มาทำเสียของไปบ้างทั้งไม่มีฉากร้องเพลง หรือปล่อยมุกฮาๆ แต่ในฐานะนักแสดงเธอก็ทำหน้าที่ได้ดีนะครับ เล่นเป็นคนอยุธยาซะเหมือนเชียว

เมื่อหักล้างเรื่องที่ว่า ศักรินทร์ ยังไม่ทำให้เราอยากลุ้น อยากเอาใจช่วยแล้ว แต่ในด้านความฮาที่เราคาดหวังก็ยังอยู่ในเกณฑ์สอบผ่านนะครับ ไม่ถึงกับนั่งเซ็งรอหนังจบให้รู้สึกลำไยแน่นอน หนังใหม่

ศักรินทร์ (พีช พชร) หนุ่มอายุ 25 ที่ตกงานเขาจึงต้องหารายได้หลัก ๆ จากการเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งมันคงจะไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากถ้าเค้าดันไม่ได้โกหก แม่ (เจนนิเฟอร์ คิ้ม) กับยายของเค้าเอาไว้ว่าเค้าเป็นพนักงานแบงค์ที่กำลังจะได้รับการโปรโมทให้เป็นรองผู้จัดการแบงค์ ในเร็ว ๆ นี้ ทุกเช้า ศักรินทร์จะต้องเริ่มต้นโกหกด้วยการใส่เสื้อเชิ้ตผูกไทด์ดูภูมิฐานออกไปจากบ้าน

ก่อนที่จะไปแอบเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดทับเสื้อกั๊กสีส้มดูสมกับเป็นวินมอเตอร์ไซค์ที่วินที่เค้าทำงานอยู่โดยมีพี่หลง (โรเบิร์ต สายควัน) และเบ๊ เป็นเพื่อนร่วมวินที่รู้เรื่องของเค้ามาตลอด วันหนึ่งเค้า กลับพบกับ จ๋าย (ฝน ศนันธฉัตร) เพื่อนสาวสมัยเด็กที่บังเอิญย้ายมาเป็นสาวพนักงานแบงค์ตัวจริงใกล้กับวินที่เค้าทำงานอยู่ ในวันที่เจอกันศักรินทร์ได้รู้ว่าจ๋ายมีแฟนแล้ว คือ เอ (โอ๊ต ปราโมทย์) ผู้ช่วยผู้จัดการแบงค์ที่ทำงานที่เดียวกับจ๋าย ศักรินทร์จะเก็บความลับนี้ไปได้ตลอดหรือไม่

รีวิวหนังไทย ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก

หนังเรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็นหนังตลกที่ เรียกกลิ่นไอมุกตลกยุคเก่าๆ ของหนังไทยกลับมาได้ดี เพราะได้ตลกรุ่นเดอะอย่าง “น้าค่อม ชวนชื่น” มาเรียกเสียงฮาได้เป็นอย่างดี แต่ในความพีคยังมีพีคกว่าคือ หลง “โรเบิร์ต สายควัน” บอกได้เลยว่าแค่เห็นหน้ากก็ขำแล้ว แถมในตัวหนังยังบทให้ โรเบิร์ต ได้ระเบิดความฮาได้เป็นอย่างดี แถมอีกคนหนึ่งที่กำลังมาแรงในยุคนี้อย่าง

รีวิว]ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก- ดูเอาฮาก็ไม่แย่ถ้าไม่แคร์สาระหนัก -  #beartai

เอ “โอ๊ต ปราโมทย์” ที่ปกติก็เป็นตัวฮาในวงการคนหนึ่งอยู่แล้ว มาบวกกับบทบาท ผู้จัดการแบงค์ ก็สร้างความขัดหูขัดใจแบบตัวขวางโลกในเรื่องได้เป็นอย่างดี ส่วนของพระนางอย่าง ศักรินทร์ “พีช พชร” กับ จ๋าย “ฝน ศนันธฉัตร” ก็มีเคมีที่เข้ากันได้อย่างดี เรียกได้ว่าทำให้คนดูในวัยเดียวกันต้องมีจิ้นกันบ้างหละงานนี้ เว็บดูหนังฟรี

ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นเรียกว่าเป็นหนังตลกที่ดูเพลิน สนุกโปกฮาใช้ได้เลยทีเดียว มีมุก มีคำคม มีการแสดงท่าทาง ประกอบกับการแสดงจากนักแสดงคุณภาพหลายๆ คนทำให้เราขำกับทุก 2 นาที ก็ว่าได้เลย อีกอย่างที่ผมชอบคือตัวหนังจะชอบตัดต่อแบบ ลุ้น !!! ให้เราได้ลุ้นได้ตื่นเต้นกับจุดพีคหลายๆ ช่วงในหนัง ซึ่งทำให้โดยเราจะมีใจอยู่กับหนังให้คอยติดตามให้กำลังใจร่วมลุ้นกับตัวละครหลักอย่าง ศักรินทร์ ได้เรื่องเลยทีเดียว แถมตัวหนังในช่วงหลังๆ ยังมีแง่คิดสอนให้เราแบบได้ฉุกคิดอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้ดีอีกด้วย

ใน “ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก” ทิ้งฉากจบไว้ให้คนดูได้จิ้นกับความรักของ ศักดิ์ กับ จ๋าย ที่ดูเหมือนจะลงเอยกันด้วยดี หลังจากผ่านความยุ่งเหยิงมาตลอดทั้งเรื่อง เหตุจากศักดิ์หลอกที่บ้านว่าเป็นหนุ่มแบงก์

ทั้งที่ตัวเองทำงานเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รวมทั้งหลอก จ๋าย เพื่อสาวที่ศักดิ์หมายปองมาตั้งแต่เด็กอีกด้วย มาถึงภาคนี้เรื่องราวของหนังก็สานต่อ ที่ยังคงจับประเด็นหลักเรื่องภารกิจพิชิตใจจ๋าย หลังจากที่ปล่อยตัวอย่างหนัง ด้วยการเน้นตัวละครใหม่อย่าง “เต๋า สมชาย” ให้มาเป็นคู่ปรับตัวฉกาจกับ “ลุงปรีชา” บทของน้าค่อม

ในหนังจริงก็เปิดเผยตัวว่า เต๋า สมชาย คือ “ศักดา” พ่อของจ๋าย เป็นพ่อจอมเฮี้ยบ ปัจจุบันเป็นเจ้าของเหมืองแร่อยู่ในต่างจังหวัด ประเด็นของเรื่องก็คือ ศักดาเป็นพ่อที่เจ้ากี้เจ้าการชีวิตลูกสาว อยากให้ลูกสาวมีแฟนที่ดี ก็เลยจะจัดการหาผู้ชายมาให้จ๋ายดูตัว จ๋ายรำคาญก็เลยบอกพ่อว่า “ศักดิ์” คือแฟนของจ๋าย ศักดาต้องการรู้จักว่าที่ลูกเขยอย่างจริงจัง จึงบอกให้ศักดิ์พาครอบครัวมาพักผ่อนที่บ้านของเขา

เพื่อที่จะได้ทำความรู้จักครอบครัวของศักดิ์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความบันเทิง เมื่อแก๊งก๊วนป่วนฮาในภาคแรกได้เดินทางมาบ้านของศักดาด้วยกันหมด ทั้งแม่สุรีย์ ลุงปรีชาที่พานรสิงห์ลูกชายติดไปด้วย พี่หลง มอไซค์วินก็ตามไปสมทบอีกด้วย แถมยังมีพี่เอ แฟนเก่าตามไปง้อถึงที่อีกด้วย รอบนี้ตัวละครหลักก็เลยมารวมกันอยู่ที่เดียว ไม่ต้องเดินทางไปมาระหว่างเรื่องอีกแล้ว ดูหนังฟรี

หนังหยิบเอาสูตรสำเร็จจากภาคแรกมาใช้เพียบ อย่างประเด็นที่ว่าด้วยเรื่อง “การโกหก” รอบนี้ทั้งก๊วนแก๊ง ต้องแต่งเรื่องโกหกว่า จ๋ายกับศักดิ์ เป็นแฟนกันจริง ได้รับความช่วยเหลือจากสมาชิกแก๊งที่ต้องช่วยกันแต่งเรื่องมาหลอกศักดาคุณพ่อของจ๋าย ศักดิ์เองก็เล่นตามน้ำไปซะยังงั้น ทั้งที่ในใจเขานั้นอยากเป็นแฟนกันจริงไม่ต้องมาโกหกแบบนี้ หนังก็เลยได้มุกแต่งเรื่องโกหกแบบภาคแรกมาประยุกต์ใช้อีกรอบ เมื่อตัวละครหลักมารวมกันอยู่หมด การจะเขียนบทสร้างสถานการณ์ฮาก็ทำได้ง่ายขึ้น หนังก็เลยมีฉากเรียงเสียงฮาได้ถี่ ๆ ตลอด 1 ชั่วโมง 47 นาที หนังเรียกเสียงฮาได้จริง แต่พลังความฮายังด้อยกว่าภาคแรกนัก ฉากเด็ดที่สุดในภาคนี้ก็น่าจะเป็น “ฉากงูเห่า” นั่นแหละ

ในขณะที่หนังทำการบ้านมาดี รู้ว่าคนดูชอบอะไร และไม่ชอบอะไรจากภาคแรก ทีมเขียนบทก็เลือกเน้นในสิ่งที่คนดูชอบ และเลือก “ตัด” ในสิ่งที่คนดูไม่ชอบ ในภาคนี้เราก็เลยเห็น ศักดิ์เอ่ย”คำคม”เพียงแค่ครั้งเดียว ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังไทย เอหิปัสสิโก

รีวิวหนังไทย เอหิปัสสิโก

รีวิวหนังไทย เอหิปัสสิโก

รีวิวหนังไทย เอหิปัสสิโก หนังสารคดีเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ หลักคำสอนผ่านอีกหนึ่งแง่มุม ภาพยนตร์สารคดีผลงานธีสิสของ ณฐพล บุญประกอบ ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสกับเบื้องหลังที่อยู่ด้านในของวัดธรรมกาย วัดศาสนาพุทธที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของคำสอนที่ค่อนข้างสุดโต่ง อีกทั้งวัดยังถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ DSI ว่าอาจจะเป็นภัยอันตรายสำหรับศาสนาพุทธ โดยเนื้อหาภายในนั้นจะเน้นการนำเสนอในอีกมุมมองหนึ่งจากการสัมภาษณ์บุคคลกลุ่มตัวอย่างทั้งนักวิชาการ รวมถึงสาวกที่เชื่อในหลักคำสอนของวัดธรรมกายนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหนังสารคดีที่ดำเนินเรื่องได้สนุก น่าติดตามและรับรองว่าไม่มีง่วงเลยค่ะ

เรื่องย่อ สำรวจอย่างเป็นกลางถึงมุมมองต่าง ๆ ต่อเหตุการณ์ในปี 2560 เมื่อพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันกับคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผ่านการสัมภาษณ์ฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายต่อต้าน รวมถึงสัมภาษณ์มุมมองของนักวิชาการที่มาตั้งข้อสังเกตต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงรากฐานความเชื่อ ความศรัทธา และหาคำตอบถึงบทบาทของศาสนาและความเชื่อในสังคมไทย

เป็นหนังสารคดีไทยที่คนดูแน่นถึงแถวหน้า ไม่ค่อยได้เห็นบ่อย ๆ นะครับ

‘ไก่-ณฐพล บุญประกอบ’ คือผู้กำกับซึ่งเคยมีผลงานสารคดีเข้าฉายในบ้านเราแล้วก่อนหน้าอย่าง ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ ว่าด้วยการวิ่งระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลรัฐจากเบตงถึงแม่สายของ ‘พี่ตูน’ ซึ่งกลายเป็นหนังยาวเรื่องแรกของณฐพล หลังเดินทางกลับมาจากเรียนต่อที่อเมริกาในสาขาภาพยนตร์สารคดีเพื่อสังคมที่ School of Visual Arts เมืองนิวยอร์ก

ทว่าในความเป็นจริงแล้วก่อนหน้าการวิ่งของพี่ตูน (โครงการก้าวคนละก้าว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. -25 ธ.ค. 2560) หลายเดือนนั้น ณฐพลกำลังซุ่มเก็บฟุตเทจในหนังที่เขาอาจตั้งใจเป็นหนังยาวเรื่องแรกมากกว่า ทว่าด้วยความยากของเรื่องราวและความคุกรุ่นของอารมณ์ในสังคมช่วงนั้น (ก.พ. 2560) ก็ได้ทำให้ ‘เอหิปัสสิโก’ หรือ ‘Come and See’ ที่ตัวชื่อแปลได้ว่า ‘จงมาดูเถิด’ หนังที่นำเสนอข้อถกเถียงทางสังคม ว่าด้วยประเด็น ‘วัดพระธรรมกาย’ จึงเพิ่งได้ทำออกมาเสร็จเรียบร้อยและได้รับการอนุญาตให้ฉายเมื่อไม่นานมานี้เอง เว็บดูหนัง


และแม้ในความจริงหนังจะเคยตระเวนฉายในเชิงเพื่อการศึกษามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม แต่เมื่อจะนำเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทางผู้สร้างก็ถูกขอให้ชี้แจงเพิ่มเติมจากกองเซนเซอร์ จึงทำให้เกิดความหวั่นใจว่า อาจเป็นอีกครั้งที่หนังเกี่ยวกับพุทธศาสนา อาจถูก ‘ห้ามฉาย’ หรือ ‘หั่นฉาก’ จนไม่เหลือเค้าเดิม แต่แล้วด้วยการพูดถึงอย่างกว้างขวางในที่สุดหนังก็ผ่านการตรวจและออกฉายในที่สุด และข่าวการอาจถูกห้ามฉายนี้เองที่ทำให้หนังอยู้ในความสนใจของผู้คนที่สนใจเรื่องวัดพระธรรมกายเป็นทุนเดิม

ยิ่งเมื่อพิจารณาว่า บัดนี้ได้ผ่านล่วงเลยมากว่า 4 ปีแล้ว อารมณ์ความคิดอคติและสถานการณ์แวดล้อมได้เปลี่ยนไป การได้มองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านหนังสารคดีเรื่องนี้อีกครั้ง ย่อมเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างที่สุดแน่นอน

และหนังของณฐพลก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง หนังใช้ความยาว 85 นาที ได้อย่างดี ไม่มากจนน่าเบื่อ เยิ่นเย้อ และไม่น้อยจนทอนพื้นที่การเล่าของฝั่งใดฝั่งหนึ่ง เราได้ ‘ฟังความ’ จากทั้งสองฝั่งความคิด คือผู้ศรัทธาในวัดพระธรรมกาย และผู้อคติต่อวัดพระธรรมกาย และที่น่าดีใจคือ เราได้เห็นความเห็นที่ ‘เข้าท่า’ และ ‘ไม่เข้าท่า’ จากทั้งสองฝั่งพอ ๆ กัน และเพื่อให้ผู้ชมพอมีหลักในการตามเรื่องราว ก็ยังสอดแทรกความเห็นที่ให้ทั้งข้อดี-ข้อด้อย จากปากนักวิชาการทางศาสนาและสังคมหลายคนที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมในเหตุการณ์นี้เข้ามาด้วย หนังฟรี

หนังเรื่องนี้เกือบจะเป็นการซ่อนของผู้สร้างอย่างสมบูรณ์ตามอุดมคติหนังสารคดีประเภทหนึ่งที่อยากให้ผู้ชมสัมผัสใกล้ชิดกับประเด็นของหนังโดยไม่มีผู้สร้างเข้าไปแทรกแซง เพราะเราแทบไม่เห็นทีมงานผู้สร้างในหนัง ทว่าตลอดเรื่องเราก็ยังได้เห็นบุคคลในหนังสารคดีพูดคุยกับ ‘ไก่’ ซึ่งหมายถึงตัวณฐพลอยู่หลายครั้ง และบางครั้งก็มีเสียงของณฐพลแทรกเข้าไปในหนังด้วย จึงเชื่อได้ว่าณฐพลน่าจะต้องการให้ผู้ชมระลึกอยู่เสมอว่าความจริงตรงหน้าเป็นการที่เขาเข้าไปถ่ายทำ และยากที่จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า อคติของผู้สร้างเจือปน

อคติของผู้สร้างที่ว่า อาจถูกถ่ายทอดมาอย่างจงใจและไม่รู้ตัวได้ทั้งสิ้น บางฉากเราเห็นการแช่ภาพค้างนานผิดปกติ บางฉากต่อลำดับกับประเด็นที่พูดก่อนหน้าแล้วตีความได้อีกแบบ หรือแม้แต่บางฉากที่ไม่จำเป็นต้องใส่มา แต่ก็ปรากฏในหนัง เหล่านี้จึงทำให้เห็นว่าณฐพลก็แฟร์กับผู้ชมพอสมควรที่จะบอกว่าหนังมีอคติอ่อน ๆ และจะได้ให้ผู้ชมใช้ปัญญาของตนพิจารณาสาระของหนังด้วยจนเอง

เราคงชี้ไม่ได้ว่าในหนังนั้นฝ่ายไหนถูกหรือฝ่ายไหนผิด แม้บางคนตั้งใจเข้าไปดูแบบมีธงล่วงหน้า บางคนเป็นคนที่ไม่นิยมวัดพระธรรมกาย บางคนก็เป็นคนที่เข้าวัดพระธรรมกายมาหลายสิบปี โรงหนังที่ผมได้ชมวันนี้อยู่ที่รังสิตก็นับว่าใกล้เคียงวัดพระธรรมกายมากที่สุดสำหรับโรงหนังที่มีการฉาย ได้เห็นอากัปกิริยาของผู้ชมหลากหลาย มีทั้งนักเรียนนักศึกษา ประชาชนที่สนใจ และคงไม่น้อยที่อาจเป็นศิษย์วัดพระธรรมกาย (อันสังเกตได้จากเสียงหัวเราะต่อบางฉาก) หนังใหม่

ทว่าเชื่อได้ว่าหนังก็มีพลังเพียงพอที่จะทำให้คนที่ไม่ว่ามีความเชื่ออคติเดิมมาทางฝั่งไหน เมื่อได้ชมหนังเรื่องนี้ ย่อมต้องได้ฉุกคิดบ้างไม่มากก็น้อย ว่าแท้จริงความยึดมั่นในความคิด (และความดี) ของเราเองก็อาจเป็นมิจฉาทิฏฐิได้ในทุกโอกาส

อย่างน้อยเมื่อถึงฉากท้าย ๆ ของหนังที่มีผู้พูดว่า ‘คนตาบอด ไม่เชื่อว่ามีดวงอาทิตย์อยู่ แต่ดวงอาทิตย์นั้นก็ยังตั้งอยู่ เรามีความจริงและความดีในแบบของเรา สักวันหนึ่งคนตาบอดย่อมเข้าใจ เพราะความจริงไม่อาจลบหายได้’ นั้น หากผู้ได้ชมมีเสี้ยวหนึ่งในใจว่า จะมั่นใจได้อย่างไร ว่าเราไม่ใช่ ‘คนตาบอด’ นั้นเสียเอง หนังเรื่องนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จยิ่งยวดแล้ว

เอหิปัสสิโก’ เป็นสารคดีที่มีกระแสมาแรงงจากข่าวการเกือบโดนแบนจากกองเซนเซอร์ แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือจำนวนคนดูที่แน่นโรง เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยได้เห็นในการฉายหนังแนวนี้ อาจเป็นเพราะสิ่งที่เคยได้ยินเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายตลอดหลายปีที่ผ่านมา และความลึกลับอันชวนสงสัยว่า ‘หลังกำแพงวัดในตึกรูปทรงกลม หรือใต้จานบินนั้นมีอะไรหนอ’

 

หลายคนคาดหวังว่า นี่จะเป็นสารคดีเปิดโปงวัดพระธรรมกาย แต่ที่จริงแล้วกลับทำหน้าที่เปิดประตูให้คนได้เข้าไปรู้จักวัดแห่งนี้จากมุมมองอันหลากหลาย ทั้งผู้ที่ศรัทธา ไม่ศรัทธา และเลิกศรัทธา รวมถึงนักวิชาการ และภาพจากข่าวที่เคยเห็น เรียงร้อยผ่านทางสายตาของผู้กำกับ ณฐพล บุญประกอบ อีกชั้นหนึ่ง

ความสนุกของ ‘เอหิปัสสิโก’ อยู่ที่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งความเห็นที่ต่างกันและความขัดแย้งในใจของผู้ชม

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นตลอดการดูก็คือความคิดที่ว่าถึงแม้ผู้ที่ศรัทธาในวัดจะมีความต้องการจะต่างกันไปบ้าง แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ทุกคนต้องการความสุข ถ้าไม่ใช่ในชาตินี้ก็ชาติหน้า และวัดพระธรรมกายให้ความสุขนั้นได้ในหลายรูปแบบ

วัดได้สร้างสังคม ‘ยูโทเปีย’ หรือ ดินแดนในอุดมคติ ที่ทุกคนพูดจาดี สุภาพต่อกันเสมอ แต่งกายเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน ทุกคนช่วยกันดูแลสถานที่ให้ทุกที่สะอาดเรียบร้อย ทุกอย่างเป็นระเบียบ ตั้งแต่การเดินแถวของผู้คนในวัดไปจนการจัดวางของ

รีวิวหนังไทย เอหิปัสสิโก

ด้วยสิ่งนี้เอง สังคมในวัดอาจเป็นสังคมในฝันของใครหลายคน นอกจากความสุขที่เกิดทางกายแล้ว วัดสามารถสร้างความสุขทางใจที่มาพร้อมกับความหวังสำหรับวันพรุ่งนี้ ด้วยแนวคิดที่ว่าบุญที่ทำไปจะตอบแทนคืนกลับมาในรูปแบบของชีวิตที่ดีขึ้น หรือชาติหน้าที่กำหนดได้

สารคดีก็ยังคงพาให้เราเห็นแนวคิดที่ยังคงน่าสงสัย ซึ่งเป็นด้านที่อาจจะเปลี่ยนยูโทเปียเป็น ‘ดิสโทเปีย’ หรือ ดินแดนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของยูโทเปียได้เช่นกัน แต่ความน่าสนใจคือการที่ด้านที่ชวนตั้งคำถามนั้น ไม่ได้ถูกนำเสนอจากฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามเท่านั้น แต่หลายอย่างก็มาจากตัวผู้ศรัทธาเอง เว็บดูหนังฟรี

นอกจากนี้ ‘เอหิปัสสิโก’ ยังเปรียบเทียบให้เห็นว่าที่จริงธรรมกายก็ไม่ได้ต่างกับวัดอื่น มีการบริจาค มีการกราบไว้บูชาพระพุทธรูป ทำกิจกรรมต่างๆที่สะท้อนให้เห็นนรกกับสวรรค์ แต่ชัดเจนกว่ามีระบบการสะสมบุญที่เป็นเหมือนขั้นบันได ไต่ขึ้นไปได้ตามระบบทุนนิยม คล้ายกับการเล่นเกมเก็บแต้มในแต่ละด่าน ซึ่งจะมีภารกิจต่างกัน ทำมากก็ได้บุญมาก เมื่อมีบุญมากก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ซึ่งง่ายต่อการทำและการเข้าใจ ชวนให้นึกถึงคำพูดที่ใคร ๆ ก็อาจคุ้นเคยตั้งแต่เด็กจนโต คือ ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’ จึงไม่น่าแปลกใจที่คนจะเชื่อโดยง่าย ตัวสารคดีทำให้เราคิดถึงความสัมพันธ์แบบธรรมกายในหลายสถาบัน ชนิดที่เราเองก็ไม่เคยเชื่อมโยงมาก่อน บางทีมันอาจอยู่รอบตัวมากกว่าที่เราคิด

 

ผู้ชมถูกย้ำเตือนตลอดว่ากำลังได้รับฟังความจริงที่ถูกเลือกสรรและตัดต่อมาอย่างดีแล้ว การเตือนนี้เกิดจากการกล่าวถึงจากบุคคลในเรื่อง เสียงของผู้กำกับที่ผู้ชมจะได้ยินแทรกมาในบางฉาก ซึ่งทำให้อารมณ์คล้ายกับเวลาได้ฟังการเล่าข่าว ที่เป็นการเล่าความจริงผ่านมุมมองของใครคนหนึ่ง และ ‘เอหิปัสสิโก’ ก็ถูกเล่าได้สนุก ชวนระทึกเหมือนได้ดูภาพยนตร์สืบสวนเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ด้วยการลำดับภาพ และเสียงเพลงที่คอยเร้าใจผู้ชมตลอดเรื่อง

สุดท้ายแล้วสารคดีไม่ได้ให้คำตอบว่ามันถูกหรือผิด แต่ชักชวนให้เราตั้งคำถาม

 

‘เอหิปัสสิโก’ จึงไม่ใช่สารคดีที่มีคำตอบชัดเจนเสียทีเดียวสำหรับทุกคำถามเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย หลวงพ่อธรรมชโย หรือคดีของวัด หรือบอกว่าเราควรคิดอย่างไรกับสังคมที่เราอยู่ แต่เป็นการเชิญชวนให้มาดู มาเห็น เพื่อให้ผู้ชมตัดสินใจเองว่าควรจะ ‘โอปะนะยิโก’ หรือน้อมรับอะไรเข้ามาไว้ในใจตนเองเมื่อเวลา 85 นาทีของสารคดีหมดไป

หากจะมีอะไรที่ที่ทำให้เราลดอคติจากสิ่งที่เชื่อได้บ้าง ก็คงหนีไม่พ้นการเข้าไปมอง เข้าไปดู เข้าไปเห็นสิ่งเหล่านั้นด้วยตาตัวเอง ดูหนังฟรี

ในปี พ.ศ.2560 ข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของผู้คนคือการบุกจับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันกับคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กลายเป็นภาพของเจ้าหน้าที่รัฐบุกล้อมวัด และการต่อสู้ของผู้ที่ศรัทธา รวมไปถึงคำถามที่ยังค้างคากับคนในสังคมว่าสรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้น

ซึ่งอย่างที่เราอาจได้เห็นกันแล้วว่า สารคดีเรื่องใหม่ของผู้กำกับสารคดีมากฝีมืออย่าง ไก่-ณฐพล บุญประกอบ นั้นพาเราเข้าไปดู เข้าไปเห็น เข้าไปทำความรู้จักเรื่องราวของวัดพระธรรมกาย ที่เราอาจไม่เคยพาตัวเองไปสู่พื้นที่ตรงนั้น ซึ่งก็ อาจจะพูดได้ว่าการตั้งชื่อหนังว่า ‘Come And See เอหิปัสสิโก’ นี้เป็นอะไรที่พอเหมาะพอดีกับเรื่องราวภายในสารคดีมากทีเดียว

การมาถึงของ เอหิปัสสิโก นี้นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ ที่หนังจะช่วยเป็นหมุดหมายทลายภาพสารคดีในไทยให้คนได้รับรู้มากขึ้นว่าสารคดีไม่ใช่การเล่าเรื่องที่น่าเบื่อ เพราะหนังสารคดี เอหิปัสสิโกนี้ ก็พาเราดำดิ่ง ลงลึก และลุ้นระทึกไปพร้อมกันๆ นอกจากนี้หนังสารคดีเรื่องนี้ยังทิ้งประเด็นทางสังคมไว้ให้เราได้ถกเถียง ขบคิด และตั้งคำถามต่อไป

 

การนำเสนอในฐานะคนกลางที่เฝ้าสังเกตการณ์ การตีความสารคดีผ่านอคติในใจคนดู
ปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษยทุกคนล้วนมีอคติในใจต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งเสมอ ซึ่งการดูหนังเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่การตีความและความเห็นหลังดูจบนั้นหลากหลาย ตามแต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในความคิดของผู้คน คนที่ศรัทธาในวัดพระธรรมกายอาจเป็นแบบหนึ่ง คนที่เคยเข้าไปแล้วออกมาอาจเป็นแบบหนึ่ง คนภายนอกที่ได้แต่เฝ้ามองก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

แต่หากจะพูดถึงความน่าสนใจหนังเรื่องนี้ ก็คงเป็นวิธีการเล่าเรื่องของผู้กำกับ ที่ในช่วงแรกการเล่าเรื่องของหนังสารคดีนี้ เราพอจะพูดได้ว่าผู้กำกับเข้าไปเป็นเหมือนผู้เฝ้าสังเกตุการณ์คนหนึ่ง เข้าไปสอบถามพูดคุยกับบางคนเพื่อให้เรามองเห็นมุมมอง เฉดสีที่หลากหลาย แต่ไม่ใช่การยัดเยียดหรือตั้งคำถามที่ขัดแย้งกับความเชื่อของคนให้สัมภาษณ์

ซึ่งมุมมองการเล่าแบบนี้ชวนให้เรารู้สึกว่าหนังไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกหรือผิด สิ่งที่เขาเชื่อนั้นน่าหัวเราะเยาะหรืองมงาย แต่กลับชวนเราค่อยๆ ลองสังเกต ทำความเข้าใจ ไปในระหว่างทางที่หนังพาเราไปรู้จักกับมุมมองหลากหลายที่เล่าแบบตบมุกขัดแข้งขัดขากัน ทั้งจากคนที่ศรัทธาในวัดธรรมกายและคนที่เลิกศรัทธาไปแล้ว ทั้ง พระที่ยยังอยู่ในวัดพระธรรมกาย และศิษย์เก่าของวัดที่ออกมาและให้ข้อมูลในอีกฝากหนึ่ง รวมไปถึงเสียงจาก ไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ด้วยเช่นกัน ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังไทย GHOST LAB

รีวิวหนังไทย GHOST LAB

รีวิวหนังไทย GHOST LAB

รีวิวหนังไทย GHOST LAB การทดลองเพื่อพิสูจน์ว่าผีมีจริงที่เกินขอบเขตจรรยาบรรณแพทย์ เรื่องราวระทึกขวัญเริ่มต้นเมื่อนายแพทย์หนุ่มสองคน อย่าง อาจองและชีวี ได้มีโอกาสเห็นผีตัวเป็น ๆ ในค่ำคืนที่เขาอยู่เวรที่โรงพยาบาล จากนั้นทั้งสองจึงจุดประกายไอเดียที่จะทำการทดลองให้โลกใบนี้เห็นว่าผีมีอยู่จริง หวังจะได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นนี้และโด่งดังไปทั่วโลก แต่เมื่อทั้งคู่เริ่มทำการทดลองยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งถลำลึกลงไปเรื่อย ๆ และเรื่องราวก็วุ่นวายมากขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจเอาชีวิตของมนุษย์มาเป็นตัวแปรในการทดลอง ซึ่งทำให้โปรเจคนี้เริ่มห่างไกลจากขอบเขตของจรรยาบรรณแพทย์เข้าไปทุกที

เรื่องย่อ การทดลองเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายกลับพลิกผัน เมื่อกล้ากับวี หมอเพื่อนคู่หูเกิดเห็น ‘ผี’ ด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก การเผชิญหน้าครั้งนี้ทำให้ทั้งคู่ต้องการค้นหาคำตอบเรื่องผีและข้อพิสูจน์เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย การหมกมุ่นยึดติดเพราะอยากรู้โดยไม่คิดหน้าคิดหลังทำให้พวกเขาถลำลึกจนกู่ไม่กลับ และอาจทำให้ทั้งคู่ต้องสูญเสียมิตรภาพและคนที่ตนรักไป

หลังจากที่ปลายปีที่แล้ว GDH ได้จัดงานแถลงข่าว GDH Xtraordinary 2021 LINE UP เพื่อเผยไลน์อัป 5 โปรเจกต์หนังใหม่ที่จะเข้าฉายในปี 2563-2564 ซึ่งในปีทีแล้ว ‘อ้ายคนหล่อลวง’ (2563) หนังเรื่องแรกของโปรแกรมนี้ก็ได้เข้าโรงฉาย และเอาเข้า Netflix เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถึงทีของหนังเรื่องที่ 2 ของโปรเจกต์นี้อย่าง ‘GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี’ ที่คราวนี้ GDH ขอหวนคืนสู่หนังผีอีกครั้ง (หลังจากห่างหายจากแนวนี้ไปสักพัก) โดยผู้กำกับ ‘กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา’ ที่ผ่านผลงานทั้งหนังผี-หนังไม่ผีทั้งหลาย ตั้งแต่ ‘บอดี้ ศพ19’ (2550), ‘สี่แพร่ง’ ตอน “ยันต์สั่งตาย” (2551) , ‘ห้าแพร่ง’ “หลาวชะโอน” (2552) ตอน “หลาวชะโอน” และ ‘รัก 7 ปี ดี 7 หน’ ตอน “14” (2555) เว็บดูหนัง

GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผีนอกจากจะเป็นการหวนสู่หนังผีของ GDH แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเป็นภาพยนตร์ Netflix Original เรื่องแรกของ GDH ที่ฉายเฉพาะใน Netflix ด้วย ซึ่งนอกจากว่าจะมีข้อดีตรงที่ชมได้ทั่วโลกแล้ว ส่ิงที่หนังเรื่องนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ การดันเรตติงขึ้นไปถึง 18+ ทั้งภาพโหด ๆ และภาพความรุนแรงต่าง ๆ ใส่ในหนังแบบจัดเต็มได้กว่าหนังเรื่องอื่น ๆ ของ GDH ที่เคยมีมา

จริง ๆ พอได้ยินจั่วหัวว่าหนังเรื่องนี้เป็น “หนังผีสายวิทย์” แค่ทีเซอร์ก็น่าสนใจแล้วแหละ บวกกับความเป็น GDH ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเคี่ยวกรำบทหนังแบบเข้มข้น รวมถึงการเจอกันครั้งแรกของ 2 นักแสดงแห่งนาดาวอย่าง

‘ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร’ ในบท ‘หมอวี’ หมอสุดเนิร์ดที่มีปมบางอย่างในใจ ‘ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต’ ในบท ‘หมอกล้า’ หมอมาดเท่ที่มีโปรเจกต์ลับที่อยากจะทดลองอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวิญญาณและโลกแห่งความตาย และ ‘ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์’ กับการเล่นหนังครั้งแรกในบท ‘ใหม่’ แฟนหมอกล้า

ถ้าว่ากันด้วยเรื่องของธีม หรือแก่นเรื่อง จริง ๆ ต้องบอกว่ามันมีความน่าสนใจและมีความเท่ในตัวของมันเองอยู่แล้วนะครับ แล้วมันก็สัมผัสได้ตั้งแต่องก์แรก ที่เราจะได้เห็นความแตกต่างระหว่างมุมมองเกี่ยวกับวิญญาณ ไสยศาสตร์ที่แตกต่างกันของทั้งคู่ โอเค แม้ว่าตอนปูเรื่องแรก ๆ จะแอบรู้สึกยุกยิกกับการคุยอะไรเนิร์ด ๆหนังฟรี

ไปบ้างกว่าจะปูเข้าเรื่องว่ามีโปรเจกต์ลับ ๆ เพื่อทดลองการปรากฏตัวของวิญญาณ และหวังว่าจะเป็นโปรเจกต์ที่ตีพิมพ์ในวารสารการวิจัยระดับโลก มันก็ค่อนข้างจะมีอะไรให้รู้สึกคันหัวใจยุบยิบอยู่เหมือนกัน

ตั้งแต่ในองก์แรก เราจึงจะได้เห็นการวางโครงคร่าว ๆ การสร้างโลเกชันหลักอยู่ในที่ที่ (ว่ากันว่า) วิญญาณเยอะสุด ๆ อย่างโรงพยาบาล (เพราะคนตายทุกวันและมีห้องดับจิต) และการอธิบายอธิบายเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์ว่า “ผีมีจริงไหม?” “ถ้าผีมีจริง มีอะไรที่จะวัดได้ไหม” และ “ถ้าผีมีจริง จะปรากฏตัวได้อย่างไร เมื่อไหร่?” ในองก์แรกอย่างชัดเจน รวมถึงเคมีที่เข้ากันของไอซ์และต่อ ที่แม้ว่าอายุจะห่างกันพอสมควร แต่ก็เรียกได้ว่าดูมีความเข้าขากันในระดับที่น่าสนใจ ทั้งหมดนี้จึงทำให้ในองก์แรกนั้นมีสถานะเป็นหนังแนวลี้ลับ ผสมสืบสวนสอบสวน (มีคอมเมดี้แทรกเล็กน้อย) ที่ดูพอจะเข้าใจในเจตนาและวิธีการของตัวละครได้ในระดับหนึี่งเลยทีเดียว รวมถึงความพยายามในการประคับประคองประเด็นความเชื่อระหว่างพุทธกับผี จนเรียกได้ว่าดูแล้วนึกถึง ‘ฉลาดเกมส์โกง’ (2560) ได้ในแวบหนึ่งเหมือนกันนะครับ หนังใหม่

แต่พอเข้าสู่องก์ที่สอง ดูเหมือนว่าตาชั่งในการประคับประคองความเชื่อทั้งสองฝั่งเริ่มก็เริ่มจะเสียสมดุล เพราะกลับพบว่า บทเริ่มกลับพาออกไปไกลจากหลักวิทยาศาสตร์หล่อ ๆ ที่สองหมอหนุ่มหล่ออุตส่าห์ปูเรื่องไว้ให้อย่างดี เพราะแม้ว่าตัวละคร โดยเฉพาะต่อ ธนภพ (ที่กำลังจะเข้ามาแบกหนัง) และตัวหนังเองก็มีปมระทึกขวัญในระดับที่ไม่ควรสปอยล์เป็นอย่างยิ่งอยู่ แต่ดูเหมือนว่าหน้าหนังและเนื้อหาในองก์แรก ที่เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นการ “เอาวิทยาศาสตร์ไปหาผี” กลับกลายเป็นว่าในองก์นี้ กลับเริ่มเอา “ผีโน้มกลับมาหาวิทยาศาสตร์” (และความเชื่อในทางพุทธ/ผี) ไปเสียอย่างนั้น

รีวิวหนังไทย GHOST LAB

GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผีจนทำให้เราแทบสัมผัสหลักการต่าง ๆ แทบไมไ่ด้เลยว่า ผีจะกลับมาด้วยทฤษฏี วิธีการ หรือปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ให้เราเชื่อได้ว่า “ผีมีจริง” ได้ยังไงกันแน่ นอกจากจะใช้ “บางสิ่งบางอย่าง” เอามาเป็น “เครื่องสังเวย” และ “ร่างทรง” ให้กับวิญญาณที่มีห่วงได้ใช้อาศัยในการสื่อสาร เป็นการนำเอาความเชื่อทางพุทธ/ผี รวมถึงความผูกพันในแง่ของความรัก ความแค้น การมีห่วงผูกพัน รวมถึงประเด็นของวิญญาณที่วนเวียนไม่ไปไหน วิญญาณเข้าฝัน ฯลฯ มาครอบด้วยมุมมองทางวิทยาศาสตร์ที่ดูจะเบาบางลงเรื่อย ๆ ในขณะที่เรื่องดำเนินไปเท่านั้นเอง รวมถึงบางประเด็น และบางเรื่องราวที่ยังอธิบายได้ไม่สุด ไม่เคลียร์ รวมถึงบางประเด็นที่ถูกทิ้งขว้างไปแบบดื้อ ๆ เสียอย่างนั้น ทั้งหมดนี้กลายเป็นความ “เบี้ยว” ที่ต้องใช้การแสดงของ ‘ต่อ ธนภพ’ ออกแรงแบกกันหนักหน่อย เว็บดูหนังฟรี

จนพอเข้าองก์ที่สาม ต้องบอกได้เลยนะครับว่า มันพาไปไกลเกินไปจริง ๆ ครับ ถ้าจะบอกว่าดูแล้วยังเข้าใจในธีมที่เรื่องจะสื่อไหม ผู้เขียนคิดว่าเข้าใจครบถ้วนนะครับ แต่เพียงแต่ว่า

บทมันพาไปไกลแบบที่เรียกว่าลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมวิทยาศาสตร์เท่ ๆ และหลักการทุกสิ่งทุกอย่างไปอย่างง่ายดายเสียอย่างนั้น กลายเป็นว่าการสรุปจบธีมที่น่าจะจบลงได้แบบว้าว ๆ กลายเป็นการจบแบบลืมทฤษฏีวิทยาศาสตร์ทุกอย่าง แล้วหันมาใช้ทฤษฏี “ฟ้ามีตา” และบทสรุปในแบบ “พุทธ/ผี” (อีกแล้ว)

เพื่อสรุปผลการทดลองแบบฉลาดเกมส์โกงเข้าขั้นคุ้มคลั่งคลั่งของหมอวี และจบลงด้วยการเผชิญกับผลการทดลองที่ลุกขึ้นมาจัดการกันแบบโต้ง ๆ ชนิดที่ดูแล้วต้องร้องว่า “อิหยังวะ” เลยแหละ

อย่างที่เกริ่นไปบ้างแล้วครับว่า การแสดงของทั้งสองหนุ่มถือได้ว่าเคมีเข้ากันเป็นอย่างดี (แม้ว่าบทจะทำให้การปูให้เห็นความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละตัวจะดู “มาช้า-ไปเร็ว” ไปสักหน่อยก็ตาม) แต่การแสดงของทั้ง ‘ไอซ์-พาริส’ และ ‘ต่อ-ธนภพ’ ถือว่าอยู่ในขั้นที่น่าพอใจครับ โดยเฉพาะการแสดงของ ‘ต่อ-ธนภพ’ ที่นอกจากจะแบกหนังทั้งเรื่องได้อย่างน่าประทับใจแล้ว การสร้างคาแรกเตอร์ “หมอวี” หมอเนิร์ดที่ค่อย ๆ หมกมุ่นและคุ้มคลั่งในการทดลองขึ้นทีละนิด ๆ ทั้งการพูด การแสดงท่าทางของต่อนั้น เรียกได้ว่า “สุด” มาก ๆ เลยครับ ดูหนังฟรี

จริง ๆ หนังเรื่องนี้ก็ยังเป็นหนังที่แนะนำให้ดูได้นะครับ ฉากสยอง ๆ หลายฉากยังทำงานได้ดี มี Jump Scare บาง ๆ พอหอมปากหอมคอ และฉากระทึกให้ลุ้นพองาม แต่ถ้าหากจะแนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้ ขอแนะนำว่าให้ปิดโหมดการทำงานระบบตรรกะ และขอให้ลืมวิธีวิทยาการวิจัย (Research Methodology) หรืออะไรก็ตามที่เคยเรียนหรือรู้ตอนเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เทือก ๆ นี้ไปก่อนนะครับ คือเอาจริง ๆ มันก็เป็นคำแนะนำที่ดูจะขัด ๆ แปร่ง ๆ กับหนังที่ชวนให้เราใช้สมอง ใช้ความคิดหนัก ๆ กับหลักวิทยาศาสตร์ไปหน่อยนั่นแหละ

แต่ผลจากการทดลองของผู้เขียนในการดูแบบปิดโหมดตรรกะ ผลการทดลองพบว่า น่าจะทำให้สามารถเพลินไปกับตัวหนังได้มากกว่าจะมานั่งตั้งสมมติฐาน คิดหาข้อสงสัย จับผิดโน่นนี่ ต้องการคำตอบกับสมมติฐานที่ว่า “ผีมีจริงไหม?” เพราะหนังเรื่องนี้คงให้คำตอบได้ “ประมาณหนึ่ง” เท่านั้นล่ะนะครับ ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังไทย พี่นาค 2

รีวิวหนังไทย พี่นาค 2

รีวิวหนังไทย พี่นาค 2

รีวิวหนังไทย พี่นาค 2 เพราะโดนตามรังควานจึงต้องยอมกลับมาขอบวชแก้คำสาปอีกครั้ง เรื่องราวในพี่นาค 2 จะสานต่อจากภาคแรกทันทีเลย เมื่อเฟิร์สและบอลลูนตัดสินใจแอบสึกออกจากพระพุทธศาสนาแบบเงียบ ๆ โดยที่ไม่ให้ใครรู้ แต่ว่าเรื่องราวมันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเขาทั้งสองกลับถูกผีพี่นาคร่างใหม่ตามไปรังควานและหมายจะเอาชีวิตจนต้องกลับมาขอบวชอีกครั้ง พร้อมกับตัวละครใหม่อย่าง คุณโท อปป้าเกาหลีที่ต้องมาบวชแก้บนในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันพอดี เรื่องราวความวุ่นวายสุดเฮี้ยนจนขนหัวลุกในวัดแห่งนี้จึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

เรื่องย่อ พระบอลลูน พระเฟิร์ส แอบสึกแบบลับ ๆ ปล่อยให้พระโหน่งอยู่รับใช้ศาสนาในวัดธรรมนาคานิมิตรที่มีตำนานความสยองกับสองคู่หู เณรน็อต และ อ๊อด เด็กวัด แต่แล้ว บอลลูน และเฟิร์สก็ย้อนกลับมาที่วัดในสภาพร่อแร่ปางตาย ขอกลับมาบวชซ้ำรอบสอง หวังล้างคำสาปที่วัดแห่งนี้ไม่มีใครเคยได้สึก! ทำไมพระวัดนี้ถึงสึกไม่ได้? แล้ว 2 กะเทยเพื่อนซี้ บอลลูน เฟิร์ส จะรอดถึงวันได้ห่มผ้าเหลืองหรือไม่?

ผ่านไป 1 ปีพอดีหลังจากความสำเร็จของ พี่นาค หนังพระเป็นผีจากค่ายไฟว์สตาร์ที่ทำได้ดีขนาดกวาดรายได้ไปกว่า 150 ล้านบาททั่วประเทศ แถมยังได้ออกไปฉายต่างประเทศแบ่งปันความหลอนถ้วนทั่ว จึงไม่แปลกใจที่ไฟว์สตาร์จะให้ผู้กำกับต้นฉบับที่โตมาจากสายงานกำกับศิลป์อย่าง ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ ที่เคยมีหนังผีบทซับซ้อนอย่าง มอญซ่อนผี เว็บดูหนังรีวิว] พี่นาค 2: ประทับใจในการหาพลอตทำภาคต่อ แต่ก็มีดี-มีดรอปปนกัน - #beartai

เป็นหนังแจ้งเกิดได้มาสานต่อความฮาความเฮี้ยนเป็นแฟรนไชส์ใหม่ของค่าย โดยเอาปมที่หนังภาคแรกทิ้งไว้ก่อนจบว่า นอกจากตำนานเรื่องนาคไม่ได้บวชแล้วยังมีอีกตำนานนั่นคือ พระที่บวชที่วัดนี้ห้ามสึก ด้วย

นอกจากนั้นถ้ามองดี ๆ ตัวผู้กำกับคงไม่ได้มีไอเดียหยุดแค่ต่อภาคสอง แต่จากที่บอลลูนบนไว้ว่าจะบวช 3 พรรษา (3 ปี) เพราะเข้าใจผิดว่าคือแค่ 3 เดือน ก็น่าจะหมายถึงพรรษาละภาคเลยนั่นล่ะ เราอาจได้เห็นพี่นาคเป็นหนังไตรภาคก็เป็นได้ ซึ่งตอนจบของ พี่นาค 2 เองก็มีฉากที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดี แถมมาแบบเหนือความคาดหมายอีกแล้ว

ทั้งนี้ตัวเอกของหนังในภาคที่แล้วอย่างงานศิลป์พิถีพิถันสร้างสรรค์บรรยากาศสะพรึงจากวัดป่า โบถส์ วิหาร ศาลเพียงตา และพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ถูกมองผ่านแว่นแห่งความสยองได้อย่างน่าจดจำนั้น ในภาคนี้ก็ลดบทบาทลงไปมาก เพราะทางผู้สร้างต้องเอาเวลาไปเทให้กับตัวละครที่มากขึ้นแบบมากกว่าภาคแรกเกินเท่าตัวได้เลย

เพราะไม่เพียงเหล่าตัวละครเก่า ๆ ที่ได้กลับมากันครับครันทั้ง พระโหน่ง (ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ จากละคร กรงกรรม) กับ 2 เพื่อนแต๋วอย่าง บอลลูน (เอม-วิทวัส รัตนบุญบารมี หรือ เอม ตามใจตุ๊ด) กับ เฟิร์ส (เจมส์-ภูวดล เวชวงศา ขาประจำหนังค่ายไฟว์สตาร์) ที่ยังคงหาเหาใส่หัวได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง

ทั้งสมทบด้วยเณรไฮเทคอย่าง เณรน็อต (ต้า-อธิวัตน์ แสงเทียน) และเด็กวัดลุกเด็กแว้นที่เลื่อนเวลมาเป็นสัปเหร่อแทนปู่อย่าง อ๊อด (ปอนด์-คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิ) แล้ว

ในภาคใหม่นี้ยังสมทบจัดหนักเสริมแก๊งหลัก แก๊งรองถ้วนทั่ว อย่าง 3 เพื่อนซี้ โหน่ง บอลลูน และเฟิร์ส ก็ได้เพื่อนใหม่เป็นซุป’ตาร์เกาหลี โทมินจุน (มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร) ที่มาขอบวชแก้บนและต้องผจญซวยเพราะไม่รู้ว่าสิ่งลี้ลับที่ตามติดพวกเขาอยู่คือคำสาปเดิมของนาคนนที่ห้ามโทิมินจุนบวช หรือคำสาปของนาคใหม่ที่ห้ามบอลลูนกับเฟิร์สสึกกันแน่ ส่วนแก๊งเณรแก๊งเด็กวัดก็ได้พวกเพิ่มมาเยอะทีเดียว เสียดายว่าคาแรกเตอร์วางไว้จัดแต่ถึงเวลาจริงเราก็แทบแยกความแตกต่างของเหล่าเณรกลุ่มนี้ไม่ออก หนังฟรี

ไม่ว่าจะ เณรกู๊ด สายหน้ามึน เณรบอม สายบ้าพลัง เณรคิดดี สายโลกสวย ส่วนแก๊งเด็กวัดของอ๊อดก็ได้ลูกไล่เพิ่มอย่าง ฟ้าลั่น เด็กวัดสายป่วน กับ เจ ลูกครึ่งสายซ่อม ซึ่งที่ว่ามานี้ตัดออกเกินครึ่งได้เลยแบบไม่มีผลอะไรกับหนัง แต่ที่โดดเด่นสุดในกลุ่มตัวละครใหม่ภาคนี้ก็คงต้องยกให้ผีนาคตนใหม่อย่าง อ้ายสน (ธามไท แพลงศิลป์) ที่แสดงได้เข้มและเมกอัปผีได้โหดไม่แพ้พระนนในภาคแรกเลย เสียดายก็แค่พอหนังต้องกระจายบทไปให้ตัวละครที่มากขึ้น เวลาผีไทม์เลยน้อยลงแถมไม่ค่อยมีเวลาบิ้วแบบภาคแรกที่มาเป็นขบวนแห่นาคไร้หัว

ในภาคนี้เปิดตัวมาดูดีด้วยแฟลชแบ็กที่ตามฆ่าอดีตพระตายคาขบวนแห่ แต่พอถึงเวลาหลอกจริงกับกลุ่มตัวเอกกลับธรรมดามากไปหน่อย เทียบกับตอนนาคนนสิงบอลลูนในภาคแรกแบบเทียบไม่ติดเลยปัญหาใหญ่ของหนังก็มาจากการวางโครงเรื่องมาดี คิดเฉลยคิดฉากจบมาพร้อม แต่ต้องมายำตัวละครและด้นสดระหว่างทางเพื่อพากลุ่มตัวละครไปสู่ตอนจบที่ตั้งใจไว้มากไปหน่อย ทำให้กลุ่มโครงสร้างเนื้อเรื่องแกว่งไปมาเดี๋ยวดราม่าแรง เดี๋ยวตลก เดี๋ยวผี แบบไม่ค่อยไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะซีนดราม่าทั้งหลายมาแบบเด่นเด้งไม่สนใจฉากก่อนหน้าและที่จะตามมาเลยจนรู้สึกหนังคิดรายละเอียดบทมายังไม่เนี้ยบพอ แต่พอโครงสร้างของหนังที่เป็นพลอตใหญ่เริ่มทำงานในช่วงหลังมีการเฉลยนั่นนี่แล้วก็เริ่มดูสนุกขึ้น ดูน่าตื่นเต้นกับเรื่องราวผูกโยงอดีตชาติ แถมยังมีคำสอนต่าง ๆ อิงไปนาคในพระพุทธศาสนาอีก ตรงนี้ประทับใจเลยล่ะ แต่ก็นั่นล่ะถ้าทีมสร้างไม่เร่งทำหนังชนปีต่อปีขนาดนี้ น่าจะมีเวลาเกลาตัวละครและบทบิ้วต่าง ๆ ช่วงแรกได้เยี่ยมกว่านี้ มีคัตการแสดงที่งง ๆ เคมีไม่ล้นก็ขาดน้อยกว่านี้ หนังใหม่รีวิว] พี่นาค 2: ประทับใจในการหาพลอตทำภาคต่อ แต่ก็มีดี-มีดรอปปนกัน -  #beartai

ความตลกของหนังก็มาจากมุกสถานการณ์บ้างอย่างช็อตเจอสิงสาราสัตว์เป็นต้น แต่ที่ทำงานเอาจริง ๆ และรู้สึกตลกธรรมชาติกว่ามากคือการแสดงแบบเป็นตัวเองของ เอม ตามใจตุ๊ด เสียมากกว่า ฉากเล่าเรื่องย้อนอดีตชาติให้ทุกคนฟังคือสนุกมาก เสียดายที่หนังมีอะไรที่ลงตัวพอดีแบบนี้น้อยไปหน่อย แต่โดยรวมก็เป็นหนังที่ดูเอาฮาเอาข้อคิดได้บ้าง และก็ต่อยอดตัวเองได้น่าสนใจ ถ้ามีโอกาสได้ทำภาคต่อไปก็ไม่แปลกใจล่ะนะ เพราะในธีมพระเป็นผีนี่แฟรนไชส์เรื่องนี้เป็นเจ้าตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักหรือคุ้นเคยกับภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้นะครับ พี่นาคเนี่ยเป็น Horror Comedy ครับ ภาคแรกเข้ามาเมื่อปีที่แล้ว และก็กลายมาเป็นม้ามืดที่ประสบความสำเร็จชนิดที่เรียกได้ว่าถล่มทลายครับ รายได้ถึงหลักร้อยล้าน ได้ออกไปฉายถึงต่างประเทศ ตัวผมเองเนี่ย จากแรก ๆ ไม่ได้สนใจนะครับก็ทานกระแสไม่ไหวเหมือนกันก็เลยพากันไปดูทั้งครอบครัวเลยครับ คุณแม่แกชอบหนังแนวนี้ รีวิวสั้น ๆ ตอนภาคแรกก็ต้องเรียนตามตรงนะครับว่าเป็นหนังที่บันเทิงใช้ได้แต่ก็มีความงงอยู่บ้างเหมือนกันนะครับ เว็บดูหนังฟรี

รีวิวหนังไทย พี่นาค 2

เริ่มจากโหน่งกับเพื่อนของเขาอีก 2 คนนะครับที่เป็นสาวประเภทสองอย่าง เฟิร์สและบอลลูน ต้องไปบวชแก้บนในวัดป่าลึกลับ แต่การบวชครั้งนี้ครับมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ที่นั่นมีอาถรรพ์ลึกลับกับผีนาคที่โคตรอาฆาตครับ ที่ไม่อยากจะให้คนมาบวชได้สำเร็จเพราะว่าตัวเองนั้นไม่ได้บวช

แค่โครงเรื่องนี่มันก็แปลกแล้วใช่ไหมล่ะครับ เป็นหนังผีที่บอกตรง ๆ นะครับว่าตอนดูนี่ไม่รู้จะอารมณ์ไหนดี ทั้งน่ากลัวแต่ก็มันส์ แล้วก็ฮาไปด้วยครับ โดยเฉพาะตอนจบเนี่ยที่ทิ้งท้ายให้เหมือนจะเป็นการบอกใบ้กราย ๆ ครับว่าจะมีภาคต่อ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีจริง ๆ หรอกนะครับ นึกว่าเป็นมุกเฉย ๆ ที่ไหนได้ครับดันมีจริง ยังไงก็ต้องพาครอบครัวไปดูอยู่แล้วเพราะว่าภาคแรกเนี่ยดูกันทั้งครอบครัว วันนี้ตัวผมเลยก็เลยจะมาชวนทุกคนไปรีวิวตัวอย่างภาพยนตร์ของพี่นาค 2 ไปพร้อม ๆ กันครับ โดยผมจะใส่ความเห็นส่วนตัวลงไปด้วย เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา ไปดูกันเลยครับ

ขอพูดถึงครึ่งแรกของตัวอย่างกันก่อนแล้วกันครับ ด้านโครงเรื่องของพี่นาค 2 ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่ทิ้งท้ายเอาไว้ในภาคแรกครับที่ทั้งทั้ง 2 ตัวป่วนในภาคที่แล้วอย่างคุณบอลลูนและคุณเฟิร์สครับ ซึ่งถ้าเกิดว่าผมเข้าใจไม่ผิดก็คือทั้งคู่แหละแอบสึกแล้วหนีออกจากวัดไปก่อนกำหนดนะครับ ทำให้เหมือนจะต้องเจออาถรรพ์มารังควานในรูปแบบของผีนุ่งจีวร จนต้องซมซานกลับมาที่วัดเดิม คราวที่แล้วเนี่ยผีไม่อยากให้คนมาบวช คราวนี้ผีดันไม่อยากให้สึก อะไรมันจะขนาดนั้นเนี่ย สิ่งแรกที่สะดุดตาผมในตัวอย่างเลยก็คือโดรนตัวนั้นแหละครับ ดูหนังฟรี

จำได้ไหมครับในภาคแรกที่พระใช้อุปกรณ์ไฮเทคในการช่วยสู้กับผี แต่ภาคนี้เห้นไอเจ้านี่แล้วก็ตะลึงกว่าครับ ที่มันต้องไฮเทคขนาดนี้เลยหรอ แล้วมันจะเอาไปใช้ยังไงได้ในเรื่อง หรือว่าเขาจะขับโดรนไล่ชนผีหรือขับโดรนสาดน้ำมนต์ แค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้วล่ะครับ ว่ามันจะออกมาเป็นอีท่าไหน ส่วนตัวละครเก่า ๆ

จากภาคที่แล้วนะครับก็ดูเหมือนจะอยู่กันครบเลย ไม่ว่าจะเป็นพระโหน่ง เณรอ๊อด หรือว่า เจ้าน๊อต นะครับ แถมยังมีเด็กแว่นปริศนาเพิ่มเข้ามาอีก หน้าตาก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะครับ รวมตัวกันน่าจะแสบขึ้นไปอีกแต่ที่สำคัญก็คือ ตัวละครใหม่นี้ครับ นักร้องเกาหลีสุดฮอตที่ชื่อว่า มินจุน ที่ต้องมาบวชแก้บนที่นี่เช่นเดียวกัน

มาถึงในส่วนของครึ่งหลังกันครับเรียกได้ว่าเปลี่ยนอารมณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็ว่าได้ จากหนังตลกโปกฮากลายเป็นหนังผีอย่างเต็มตัวเลยล่ะครับ มุมกล้องต่าง ๆ โชว์ความเป็นหนังสยองขวัญแล้วก็เปิดโชว์ตัวผีในเรื่องอย่างเต็ม ๆ ตาจากพี่นาคในภาคที่แล้วนะครับ คราวนี้แหละ ดูจะกลายเป็นผีพระอย่างเต็มตัวแล้วแหละครับ อิทธิฤทธิ์ ความโหดเหี้ยมต่าง ๆ ก็ดูมากขึ้นไปอีก ดูจากฉากที่สวดมนต์ตามแล้ว ระดับความเฮี้ยนน่าจะทวีขึ้นอย่างเทียบไม่ติดครับ ดูแค่ในตัวอย่างก็สัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตของผีตนนี้ได้อย่างชัดเจน นี่ยังไม่รวมถึงฉากลากคนต่อหน้าพระและเณรอีกนะครับ แล้วแบบนี้จะเอาอะไรไปรอดล่ะครับ

เพิ่มเติมในส่วนของนักแสดงนะครับ ตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นใคร ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมร้องอ๋อเลยครับ คุณธามไท แพลงศิลป์ ผมนี่เคยเห็นหน้าคาดตาตาม MV เพลงหรือรายการทีวีโชว์มาบ่อย ๆ ครับ มาเห็นเขาในตัวอย่างพี่นาค 2 นี่ถึงกับจำไม่ได้เลยแหละครับ แต่งใบหน้าให้ดูน่ากลัวขึ้นจนไม่เหลือเค้าของหนุ่มคนเดิมสักนิดเดียวเลย ซึ่งหลังจากดูตัวอย่างทั้งหมด ตัวผมนะครับคิดว่าพี่นาคภาค 2 เนี่ยก็น่าจะยังคงอารมณ์เดิมไว้ครับ คือเป็นหนังผีไทยหลากอารมณ์ ทั้งน่ากลัวแล้วก็ตลก เหมือนกับพี่นาคภาคก่อนหน้านี้ครับ แต่ก็ทวีความเข้มข้นขึ้นไปอีก ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังไทย ฮาวทูทิ้ง ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

รีวิวหนังไทย ฮาวทูทิ้ง ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

รีวิวหนังไทย ฮาวทูทิ้ง ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

รีวิวหนังไทย ฮาวทูทิ้ง ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ รีโนเวทบ้านไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเมื่อความทรงจำเก่า ๆ ถูกรื้อขึ้นมา อีกหนึ่งผลงานที่กำกับโดย เต๋อ นวพล เมื่อความทรงจำของวันวานไหลย้อนกลับมาอีกครั้งตอนที่ จีน กำลังจัดบ้านและกำจัดของเก่าหลาย ๆ ชิ้นที่ไม่ได้ใช้แล้วเพราะต้องการจะรีโนเวทบ้านครั้งใหญ่ แต่ว่าการเก็บบ้านในครั้งนี้กลับพาจีนดำดิ่งไปสู่อดีตเพราะดันไปเจอกับกล้องฟิล์มรุ่นคลาสสิกของแฟนเก่าอย่าง เอ็ม เธอจึงตัดสินใจจะเอามันไปคืนเอ็มรวมถึงขอโทษสำหรับเรื่องที่ผ่านมา แต่ว่าการตัดสินใจไปเจอแฟนเก่าในครั้งนี้กลับสะกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาจนทุกอย่างกลายเป็นยุ่งยากกว่าเดิม

สำหรับแฟน ๆ ประจำของ GDH ที่คาดหวังหนังอารมณ์ฟีลกู๊ดจากค่ายนี้ หรือคนที่เคยประทับใจผลงานของเต๋อ นวพล จาก “ฟรีแลนซ์…ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” แล้วคาดหวังความฮาในระดับนั้น ก็ต้องเตือนกันก่อนเลยว่า ห้ามคาดหวังความฟีลกู๊ด หรือความฮาใด ๆ จากเรื่องนี้ ซึ่งถ้าใครได้ชมตัวอย่างหนังกันมาแล้ว ก็พอจะคาดเดาอารมณ์ของ “ฮาวทูทิ้ง ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ” กันได้อยู่บ้างนะ ตลอดเวลา 1 ชั่วโมง 53 นาที ของหนัง แทบไม่มีเสียงหัวเราะให้ได้ยินเลย หรือถ้ามีสอง-สามมุก ก็เป็นหัวเราะแบบหึ ๆ เท่านั้น แต่ถ้าเทียบกับฉากที่ตัวละครน้ำตาไหลพราก นี่อัดแน่นกันมาหลายฉากเลย ดราม่า สาระ มาเต็ม เว็บดูหนัง

เต๋อ นวพล กับทีมนักแสดงนำ

จีน เป็นนักเรียนนอกจากสวีเดนที่กลับมาอยู่กับครอบครัว ที่มี “เจ” พี่ชาย และแม่ที่ยังอยู่บ้านเดิมที่เคยเป็นโรงเรียนสอนดนตรีและรับซ่อมเครื่องดนตรี ที่พ่อเป็นผู้ริเริ่มกิจการแล้วก็จากไปมีครอบครัวใหม่นานมากแล้ว จีนจึงตั้งใจจะรีโนเวตชั้นล่างของบ้านเป็นออฟฟิศ ซึ่งสเต็ปแรกก็คือการโละข้าวของต่าง ๆ ทิ้ง ข้าวของแต่ละอย่างที่จีนและเจ

พบในกองของเก่าเก็บก็ล้วนแต่มีอดีต และหนึ่งในนั้นก็คือกล้องและฟิล์มของเอ็ม อดีตแฟนของจีน ที่เธอเลิกกับเขาตอนที่ไปเรียนต่อสวีเดน จีนตัดสินใจเอากล้องไปคืนแต่ที่จริงนั้นเธอต้องการไปขอโทษเอ็ม เพื่อลบล้างความรู้สึกผิดในใจที่เคยทิ้งเอ็มไปอย่างไม่มีเยื่อใย และนี่คือจุดเริ่มต้นที่จีนกลับไปมีบทบาทในความคิดตัดสินใจครั้งใหญ่ของเอ็ม หนังฟรี

ถ้ามองตามชื่อหนังและตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมา ก็จะสื่อให้เข้าใจว่านี่คือ “หนังรัก” ที่พูดถึงเยื่อใยต่อคนรักเก่า แต่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องราวของเอ็มเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะ “ฮาวทูทิ้ง” ยังพูดถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวจีนอีกมากผ่าน “ของเก่า” ที่ทำหน้าที่ตัวแทนเรื่องราวในอดีตมากมาย ทั้งเรื่องของพ่อที่ทิ้งไป ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเพื่อนอีกหลาย ๆ คน

แต่ละเรื่องก็ทำหน้าที่ประหนึ่งจิ๊กซอว์ที่ต่อกันเป็นภาพที่เด่นชัดของจีน ให้เรารู้จักตัวตนของเธอมากขึ้น ซึ่งจีนเองก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นเช่นกัน จากคำตอบโต้ของเอ็มและเพื่อนหลาย ๆ คน ที่ตำหนิเธอกลับมา ทำให้ “จีน” เป็นนางเอกหนังที่มีความเป็นปุถุชนมากสุดคนหนึ่งบนจอหนังไทย ที่ไม่ได้มีความสมบูรณ์พร้อม มีจุดที่แข็งขณะเดียวกันก็มีจุดที่อ่อนไหวอีกมาก ที่ทำให้เธอไม่สามารถตัดขาดความทรงจำเก่า ๆ ไปได้อย่างที่ตัวเองพูด แล้วทำให้การจัดบ้านของเธอต้องพัวพันไปกับอีกหลาย ๆ ชีวิต หนังใหม่

ถ้ามองว่า “ฟรีแลนซ์” เป็นหนังที่เต๋อ ปรับเปลี่ยนตัวเองเข้าหาความเป็น GDH มากขึ้น แล้วก็ได้ผลตอบรับอย่างดี พอมาถึง “ฮาวทูทิ้ง” เต๋อ ก็ขอหันกลับไปเป็นตัวเองมากขึ้น เอาใจตลาดน้อยลง รอบนี้ไม่มีมุกฮา ไม่มีฉากกุ๊กกิ๊กระหว่างคู่พระนางให้คอยจิ้นเอาใจช่วย

รีวิวหนังไทย ฮาวทูทิ้ง ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

แม้กระทั่งรอยยิ้มของตัวละครยังแทบไม่เห็นเลย ก็เชื่อว่า GDH ก็คงไม่คาดหวังรายได้ระดับร้อยล้านหรอกนะ เพราะการที่ GDH ปล่อยหนังสองเรื่องติดกันแบบนี้ ก็มองเกมการตลาดมาเรียบร้อยแล้วล่ะ ไปหวังกำไรเอาจาก “ตุ๊ดซี่ส์” ส่วน “ฮาวทูทิ้ง” ก็ไปแนวหนังรางวัล ซึ่งตัวหนังเองใช้นักแสดงไม่กี่คน ส่วนใหญ่ก็เป็นนักแสดงโนเนม ก็ไม่น่าจะใช้ทุนสร้างมากมายนัก อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุนแน่นอนล่ะ ซึ่งรอบนี้เต๋อก็ขอตามใจตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ในทุกแง่มุมการนำเสนอ ทั้งการนำเสนอภาพในฟอร์แมต 2:3 ที่มีภาพกระจุกอยู่ตรงกลางจอ พื้นที่ซ้ายขวาของจอปล่อยดำมืดไปเลย สีสันทั้งเรื่องจืดซีด ไม่มีสีฉูดฉาด แดง เหลือง

เขียวให้เห็น เน้นหนักแต่ขาว เทา ดำ โดยเฉพาะตัวจีนนั้นเธอจะใส่เสื้อขาวกางเกงดำตลอดทั้งเรื่อง เรียกได้ว่าเต๋อต้องการปูอารมณ์หม่นซึมให้คนดูตั้งแต่นาทีแรกของหนังเลย ดนตรีประกอบของหนังก็แทบไม่ได้ยิน หลาย ๆ ฉากใช้เสียงเชลโลต่ำ ๆ “ตึ่ม ตึ่ม” เข้ามาประกอบฉากสนทนาแค่นั้น ทำให้ “ฮาวทูทิ้ง”

เป็นหนังที่เดินหน้าไปแต่ละนาทีด้วยความรู้สึกที่ “หนัก” แล้วเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ บนประเด็นที่ค่อนข้างเบา เพราะว่าด้วยปฏิบัติการทิ้งของเก่าของจีน ซึ่งผ่านไปเกือบชั่วโมงกว่า “เอ็ม” จะโผล่เข้ามาในเรื่อง ก็เพิ่มประเด็นหนักหน่วงเข้ามาอีก เพราะจีนเข้าไปในฐานะคนเก่าของเอ็ม ในวันที่เอ็มใช้ชีวิตคู่กับมี่แล้ว

ด้วยความที่หนังเล่าเรื่องผ่าน “จีน” ที่เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง แล้วแทรกประเด็นยิบย่อยรอบตัวจีนเข้ามา ทำให้หนังไม่สามารถลงลึกในแต่ละประเด็นได้ครบถ้วน บางประเด็นก็ถูกทิ้งค้างให้เป็นข้อสงสัย อย่างเรื่องการจากไปของพ่อ ความบาดหมางของจีนกับเพื่อนสาวที่เธอเอาดับเบิ้ลเบสไปคืน แต่เท่าที่เห็นนี่ก็นับว่าหนักพอดูแล้ว ที่เหลือก็เลยถูกทิ้งไว้เป็นที่ว่างในจินตนาการของคนดูให้เลือกเติมเต็มกันเอาเอง เว็บดูหนังฟรี

อาภาศิริ นิติพน หายจากหน้าจอไปนานมาก
คนที่ควรได้รับเสียงชื่นชมมากที่สุดใน “ฮาวทูทิ้ง” ก็คือ ออกแบบ ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง ในบท “จีน” ที่เห็นได้ชัดถึงการก้าวกระโดดของฝีมือการแสดง เป็นบทที่น่าเครียดมาก ไม่มีฉากไหนที่จะดูสบาย ๆ เลย เพราะเต๋อก็เลือกเล่นยาก เพราะหลาย ๆ

ฉากเต๋อก็เลือกที่จะให้นักแสดงสื่ออารมณ์ความรู้สึกผ่านสายตาและสีหน้ามากกว่าคำพูด ฉากดราม่าเยอะมาก มีทั้งที่ต้องระเบิดอารมณ์ใส่กัน และแบบที่ยืนจ้องหน้ากันเงียบ ๆ แต่ต้องสื่ออารมณ์ให้ถึงคนดูให้ได้ ซึ่งออกแบบก็เอาอยู่ในทุกฉาก แล้วเล่นแบบไม่ห่วงสวยเลย ซันนี่ ในบท”เอ็ม” ออกมาไม่กี่นาทีเลย มาในมาดขรึม ๆ พูดน้อย แต่รู้สึกขัดตากับเคราของเอ็มมาก ดูหรอมแหรมไงไม่รู้

ชอบการแคสติ้งที่ใส่ใจในการเลือกคนมาเล่นเป็นพ่อแม่พี่น้องที่ดูมีความละม้ายเป็นไปได้ กับการเลือก อาภาศิริ นิติพน มาเป็นแม่ของจีน และ ถิรวัฒน์ โงสว่าง รับบท เจย์ มาเป็นพี่ชายของจีน ทั้งสามคนมีโครงหน้าเหลี่ยม กรามชัดเจนมาก ดูแล้วเชื่อว่าเนี่ย “แม่ลูก” กัน อาภาศิริ

โผล่มาแค่สองฉาก แต่ทั้งสองฉากที่เธอโผล่มานี่ จัดหนัก จัดเต็ม ได้อย่างน่าชื่นชม โชว์ศักดิ์ศรีนักแสดงรุ่นเก่า แม้หนังจะไม่มีฉากกิมมิคอย่าง “ไปค่ะ พี่สุชาติ” ให้ถูกพูดถึงอย่าง “ฟรีแลนซ์” แต่ฉากโชว์ฝีมือของอาภาศิริก็สมควรได้รับการจดจำจากเรื่องนี้

ถิรวัฒน์ โงสว่าง และ ษริกา สารทศิลป์ศุภา ในบท “มี่” สองรายนี้ผมไม่คุ้นหน้ามาก่อน แต่ก็อยากชื่นชมว่าแสดงได้ดีมากดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งก็ต้องย้อนไปชื่นชมที่ตัวผู้กำกับ “เต๋อ”

ที่รักษาลายเซ็นตรงนี้ไว้ได้ชัดเจน ผมมักจะทึ่งกับการถ่ายทอดการแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติจากบรรดานักแสดงในหนังของเต๋อ บทสนทนา การแสดงออก ที่ไร้ซึ่งการประดิดประดอย ให้ความรู้สึกเหมือนได้ดูสารคดีชีวิตคนจริง ๆ ไม่เหมือนว่ากำลังดูหนังที่สื่อผ่านการแสดงอยู่เลย อีกเรื่องที่อยากพูดถึง คือการรีโนเวตบ้านที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราว ไม่ใช่แค่หยิบเรื่องการทิ้งของเก่า แล้ว Move On มาเป็นประเด็นตั้งต้นเฉย ๆ แต่รีโนเวตให้ดูจริง จากบ้านเก่า ๆ โทรม ๆ ทำออกมาแล้วสวย โล่ง สว่าง น่าอยู่จริง ดูหนังฟรี

สุดท้ายก็อยากจะชมเต๋ออีกในเรื่องการหยิบแง่มุมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตมาขยายความได้น่าสนใจ อย่างเรื่องนี้ก็คือ “ของเก่า” ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมนุษย์เราทุกคน ที่หลายคนมักจะผูกพันแล้วเก็บรักษามันไว้ จะด้วยเหตุผลมากมายทั้งความเสียดาย เป็นตัวแทนความทรงจำดี ๆ แค่จุดเล็ก ๆ เนี่ย เต๋อสามารถหยิบแง่มุมต่าง ๆ ของ “ของเก่า” มาขยายได้มากมาย มันอาจจะเป็นของไร้ค่าสำหรับบางคน แต่ขณะเดียวกันกลับเป็นของมีค่าที่ประเมินค่าไม่ได้กับอีกคน หรือมองในอีกมุมที่จีนตีความว่าของเก่าเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่เหนี่ยวรั้งชีวิต ถ้าปล่อยวางตัดทิ้งได้ ชีวิตก็จะ “Move On” ไปข้างหน้าได้ เช่นเดียวกับที่เธอทำกับเอ็ม ซึ่งการตัดทิ้ง หรือปล่อยวาง บางครั้งก็มีเส้นบาง ๆ คั่นไว้กับ “ความเห็นแก่ตัว” อย่างที่เพื่อน ๆ และเอ็มต่างก็ใช้คำนี้มาตำหนิจีน

อีกจุดที่ชอบคือการตีความ “คำขอโทษ” ที่เต๋อนิยามมันผ่านมุมมองที่แตกต่างไว้ในเรื่องนี้ ว่าบางครั้งการกล่าวคำขอโทษ ไม่ใช่เพื่อให้คนฟังรู้สึกดีแล้วยกโทษให้ แต่บางครั้งคำขอโทษก็ถูกใช้เพื่อประโยชน์ของผู้กล่าว ที่อยากจะใช้ “คำขอโทษ” เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกผิดของตัวเองซะ แล้วก้าวต่อไป เปรียบเหมือนกับการโยนความรู้สึก ความทรงจำ กลับไปที่คู่กรณีให้แบกรับมันเพียงลำพังต่อไป

สรุป “ฮาวทูทิ้ง ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ” หนังน้ำดีที่ไม่เอาใจตลาดวงกว้าง ไปแบบช้า ๆ บนกราฟที่เป็นเส้นตรงไม่มีฉากไคลแมกซ์ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง “ฮาวทูทิ้ง” ก็เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราวในชีวิตที่ใกล้ตัวเราทุกคน ผ่านการแสดงที่ยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ที่ดี ชวนให้เราต้องมาย้อนคิดถึง “ของเก่า” ในบ้านเราเองได้เช่นกัน แล้วการเลือกวันฉายในสัปดาห์สุดท้ายของปี 2562 ก็เหมาะเจาะเสียยิ่งกับคอนเซ็ปต์ของหนัง ที่คนเราจะสามารถตัดเยื่อใย ทิ้งของเก่า แล้ว move on ไปกับชีวิตในปี 2563 กันได้หรือไม่ ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังไทย น้อง. พี่. ที่รัก

รีวิวหนังไทย น้อง. พี่. ที่รัก

รีวิวหนังไทย น้อง. พี่. ที่รัก

รีวิวหนังไทย น้อง. พี่. ที่รัก ชีวิตของหนุ่มโสดรักสนุกของ ชัช (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ต้องเปลี่ยนไปเมื่อจู่ ๆ น้องสาวคนเก่งอย่าง เจน (อุรัสยา เสปอร์บันด์) โผล่มาที่บ้านแบบไม่บอไม่กล่าว แน่นอนว่าเมื่อพี่ชายสุดห่วยและน้องสาวแสนเนี๊ยบต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันจะจ้องมีแต่เรื่องวายป่วงเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน แต่แล้วก็ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างเมื่อชัชแอบสังเกตได้ว่าน้องสาวคนดีกำลังแอบปลูกต้นรักกับ โมจิ (นิชคุณ หรเวชกุล) หนุ่มลูกครึ่งสุดหล่อเหลาและเพอร์เฟคต์ตั้งแต่หัวจรดเท้า งานนี้พี่ชายที่แสนดีต้องออกโรงกันซีนสุดพลัง

หนังจากค่าย GDH ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพอยู่แล้ว และหนังเรื่องนี้ก็ยังคงมาตรฐานเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเพราะมีทั้งฮาทั้งดราม่าครบรส รับประกันคุณภาพด้วยฝีมือการแสดงของหนุ่มซันนี่ที่มาเสิร์ฟทังความฮาและความหล่อแบบเต็มแมกซ์ เสริมทัพด้วยความน่ารักปุ๊กปิ๊กของญาญ่าที่แม้แต่ตอนโกรธก็ยังน่าเอ็นดูสุด ๆ ยังไม่พอเพระาความหล่อตี่ของนิชคุณนี่กระแทกทั้งตาและหัวใจจนต้องอมยิ้มตามตลอดทั้งเรื่อง ในส่วนของเนื้อเรื่องบอกเลยว่าทำได้ดีสุด ๆ ใครมีพี่น้องจะเข้าใจความสัมพันธุ์ของชัชและเจนสุด ๆ

รีวิว+สปอย “น้อง.พี่.ที่รัก” ภาพยนตร์ไทยแนวคอมเมดี้ดราม่า
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานของสตูดิโอ GDH
สำหรับเรื่องนี้ไม่ได้เน้นเป็นหนังรักโรแมนติกของคนรักแบบนั้นอ่ะแต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพี่น้องครอบครัวไรงี้มากกว่า ประมาณว่าน้องสาวเก่งและเป็นคนดีมาก แต่พี่ชายสินิสัยแย่มาก ทำอะไรก็ไม่เคยดีเลยทุกอย่างมันก็เลยเกิดการเปรียบเทียบกันกับสองพี่น้องคู่นี้

ส่วนตัวชอบชื่ออังกฤษมากกว่าชื่อไทยอีกสำหรับ Brother of The Year 2018 ที่ให้อารมณ์ประชดประชันและกวนบาทาใช่ย่อย ส่วนชื่อไทย น้อง.พี่.ที่รัก ก็เล่นคำได้ดีทั้งมีสัมผัสเสียง ทั้งการแบ่งส่วนที่จะถูกเล่าได้อย่างชัดเจนคือ น้องสาวแสนสวย พี่ชายแสนหวงที่คั่นกลาง และแฟนหนุ่มแสนน่ารัก ยังไม่รวมถึงการมีจุดคั่นระหว่างกันให้รู้สึกถึงความไม่เชื่อมโยงขัดแย้งเล็ก ๆ ด้วย ก็ถือว่าคิดเตรียมการบ้านมาดีสมกับเป็นหนังค่าย GDH ที่เชี่ยวชาญเรื่องการทำหนังได้มาตรฐานอยู่แล้ว

หนังเรื่องนี้เป็นการกลับมาท้าทายตลาดครั้งที่ 3 แบบงานเดี่ยว สำหรับ บอล – วิทยา ทองอยู่ยง ผู้กำกับที่มุ่งมั่นกับสายตลกนำ ที่คงมีอยู่ไม่กี่คนในค่าย GDH ที่จะมุ่งทางชัดขนาดนี้ ทั้งจาก เก๋า..เก๋า (2549) และ บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) ครั้งนี้ไม่มี .. ในชื่อหนัง แต่ใช้ . เดี่ยวคั่นแทน ก็จะนับว่าเป็นลายเซ็นของบอลอย่างหนึ่งได้แล้วมั้งกับเรื่องการมี . ในชื่อหนัง และครั้งนี้มีถึง 3 . เลยด้วย นั่นเลยหวังได้ว่ามันคงมีอะไรมัน ๆ ขึ้น (ฮา) คือส่วนตัวเลยยอมรับว่าชอบงานที่ไม่สมบูรณ์แบบของเขานะ มันมีความสดและความดิบใน เก๋า..เก๋า พอสำเร็จระดับหนึ่งเขาก็ลองเพิ่มความละมุนลงไปใน บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน แต่ก็ยังไม่ทิ้งเรื่อง “ตลก” ที่เป็นสิ่งที่เขาสนใจไป และแม้ตลาดอาจไม่ได้ตอบรับหนังของบอลในระดับยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับงานเรื่องดังของค่าย แต่ก็ต้องบอกว่า บอล มีแฟนคลับของเขาที่เข้มข้นพอสมควรทีเดียว และน่าชื่นชมที่เขาไม่พยายามเป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ใช่ เว็บดูหนัง

เรื่องนี้เขาได้องค์ประกอบนักแสดงที่เด็ดดวงยิ่งกว่าครั้ง เก๋า..เก๋า ที่ตอนนั้นก็นับว่าเด็ดจนไม่น่าจะทำได้ในยุคนี้อีกแล้ว เพราะรอบนี้ได้ดาราเบอร์ต้นของประเทศมาแสดงนำถึง 3 คนเลย (ซึ่งทั้งเรื่องก็เหมือนจะเน้นแค่นี้จริง ๆ) คือ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ (ในบท ชัช พี่ชายจอมป่วนหวงน้องสาว) ญาญ่า – อุรัสยา เสปอร์บันด์ (ในบท เจน น้องสาวสุดเพอร์เฟกต์) และแม่เหล็กอันดับหนึ่งแห่งวงการติ่งเกาหลีไทย คุณ – นิชคุณ หรเวชกุล (ในบท โมจิ หนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นสุดคิ้วท์)

เรื่องราวว่าด้วยสายสัมพันธ์ของพี่น้องที่อาจจะรักกันแบบซึน ๆ หน่อย จนกลายเป็นทั้งความดราม่า และความตลกฮาไปพร้อมกัน เมื่อน้องสาวที่มีพี่ชายไม่เอาอ่าว และพยายามขัดขวางความรักของน้องสาวทุกทาง เธอจะต้องสู้เพื่อความรัก และเอาตัวปัญหาออกจากชีวิตให้ได้ ซึ่งในอีกทางคำว่าพี่น้องมันก็ตัดกันไม่ขาด แล้วจะลงเอยอย่างไร เพราะตัวพี่ก็แสบเสียเหลือเกิน

ด้วยเนื้อหาที่เอาจริง ๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเหมาะเป็นหนังไหม หรือควรแค่ซีรีส์ แต่ด้วยฝีมือการเขียนบทของ GDH ก็สามารถหากิมมิกนู่นนี่มาเสริมเนื้อหา ให้มีแง่มุมมากขึ้นได้อย่างน่าสนใจ ทั้ง

การที่ซันนี่เป็นผู้ชายคนเดียวในบ้านเพราะพ่อที่เป็นฝรั่งทิ้งไปตั้งแต่เด็ก ลุงที่เป็นเหมือนพ่อก็แปลงสภาพเป็นคุณป้า เขาต้องแบกรับความเป็นตัวแทนพ่อจนอาจเกิดความกดดันและหนีปัญหาเมื่อพบว่าตัวเองห่วยเกินกว่าจะเป็นผู้นำครอบครัวให้น้องภูมิใจ ด้วยการทำตัวเละเทะเกินเยียวยาให้ทุกคนสนใจแทน
น้องสาวอย่างญาญ่าที่รู้ตัวอีกที พี่ที่เป็นโรลโมเดลตอนเด็กจนทำให้เธอสนใจความเป็นญี่ปุ่นทุกอย่าง ทั้งจากการ์ตูนที่พี่อ่าน เบสบอลที่พี่ชอบเล่น จนได้สอบชิงทุนไปญี่ปุ่นสำเร็จ แล้วก็พบว่าจริง ๆ พี่ชายคือตัวปัญหา ตัวภาระ ที่โยนทุกอย่างมาให้น้อยสาวอย่างเธอจัดการ แต่เธอแม้จะปากว่าหน้าร้ายกับพี่ แต่ลึก ๆ เธอก็ห่วงและพยายามช่วยพี่ชายทุกทาง หนังฟรี
นิชคุณในบทหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นที่ตกหลุมรักญาญ่าแบบแทบจะทันที เขาพร้อมยอมแลกทั้งหน้าที่การงาน ทั้งชีวิตที่เหลือหากต้องทิ้งญี่ปุ่นมาอยู่ไทย และเงินสินสอดที่พี่ชายจอมป่วนพยายามสร้างกำแพงขวางไว้ เขาคือความมุ่งมั่นความรักของผู้ชายอบอุ่นในแบบที่ซันนี่ให้ไม่ได้กับครอบครัวนี้

รีวิวหนังไทย น้อง. พี่. ที่รัก

แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ หนังไม่ได้ใช้โมเม้นท์ใดมาขยายเพิ่มมิติทางตัวละครได้คมคายพอ ทั้งเรื่องปมในตัวซันนี่ ที่สุดท้ายก็มาแค่คำพูดว่า จริง ๆ รักน้องสาวแต่เกลียดความห่วยของตัวเอง ซึ่งจนแล้วจนรอดจนจบหนังเราก็ไม่ได้เห็นความพยายามในการเป็นฝ่ายให้น้องสาวใด ๆ เลย ไม่มีมุมแบบที่รู้สึกเลยว่าคนเป็นพี่ชายเป็น

เป็นหนังเรื่องแรกของ GDH เลยมั้ง ที่รู้สึกว่าบทพร่องมากจนเราไม่อิน พร่องถึงขนาดว่าตัวละครหลักไม่มีพัฒนาการใด ๆ ต้นหนัง กลางหนัง และจบหนัง ซันนี่คือคนเดิมที่เพิ่มเพียงคำพูดเก๋ ๆ และการกระทำที่เกิดมาก็แค่ไหลไปตามสถานการณ์ ไม่ได้พิสูจน์ตัวอะไรเลยว่าจริง ๆ เขารักน้องสาว ไม่มีการเสียสละอะไรเลยสักอย่างทั้งแรงกายแรงใจในแบบพี่ชาย ซึ่งในขณะที่ทุกคนในหนังทั้งตัวน้อง ตัวแฟน ตัวแม่ ทุกคนเป็นฝ่ายให้ตัวพี่ชายมาตลอด จนถึงสุดท้ายเราอาจโอเคกับบทสรุปฟีลกู้ด แต่เราก็ยังไม่อินกับสายสัมพันธ์คู่นี้จริง ๆ ว่ามันเป็นพี่น้องซึน ๆ ที่รักกัน คือหนังฟีลกู้ดที่มีคนห่วย ๆ แต่รักจริง มันก็จะใช้ความจริงใจแบบห่วย ๆ แสดงการกระทำแบบทื่อ ๆ จริงใจ ๆ เรียกน้ำตาได้ หนังใหม่

เป็นเรื่องราวของ “ชัช” พี่ชายแสนห่วย กับ น้องสาวสุดเนี้ยบ ในเรื่องชัชไม่เคยทำหน้าที่เป็นพี่ชายที่ดีให้น้องสาวได้เลย แต่ถ้าเวลามีคนมาจีบน้องสาวตัวเองนะ เขาจะเข้ามาทำตัวเป็นพี่ชายทันที ประมาณว่าหวงน้องสาว และชอบทำตัวกร่างไล่หนุ่ม ๆ ที่เข้ามาจีบน้องหนีหายไปหมด แต่วันหนึ่ง “เจน” ก็มีแฟนชื่อ “โมจิ” เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เธอปิดบังเรื่องนี้กับพี่ชาย เพราะกลัวว่าพี่ชายของเธอจะทำความรักครั้งนี้พังเหมือนที่ผ่านมาอีกหน่ะสิ แต่สุดท้ายทัชพี่ชายของเธอ ก็รู้ความจริงจนได้ ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้น เมื่อชัชไม่ยอมให้ทั้งสองคบหากัน เขาจะหาวิธีทำลายความรักของเธอให้ได้ จนทำให้เธอกับพี่ชายต้องทะเลาะกันรุนแรงเพราะเรื่องนี้ และไหนจะเรื่องอื่นที่พี่ชายไม่เคยช่วยหรือทำอะไรให้มันดีขึ้นมาเลย เรียกได้ว่าสร้างความปวดหัวให้เธอแทบทุกเรื่อง จึงเกิดความอัดอั้นและทนไม่ไหวของ “เจน” ต้องเด็ดขาดกับพี่ชายจริง ๆ เธอตัดสินใจย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นกับแฟน เพราะอยู่กับพี่ชายแบบนี้ไม่ไหวแล้ว เมื่อต่างคนต่างอยู่ไกลกัน จึงเกิดความค้างคาของพี่น้องคู่นี้ ที่ไม่ได้พูดมันออกไป และเมื่อเวลาผ่านไปทำให้พี่ชายแสนห่วยกลับคิดได้ขึ้นมาในตอนที่น้องสาว
เดินทางไปต่างประเทศแล้ว เว็บดูหนังฟรี

1. ฉากตอนจบ
ส่วนตัวชอบฉากสุดท้ายอ่ะ เหมือนประมาณว่า ฉากสุดท้ายที่ซันนี่ร้องไห้ เขาเหมือนได้ปลดปล่อยความเป็นห่วงน้องออกมา เพราะได้มาเห็นเจนมีชีวิตที่ดี โดยแค่เพียงมองหน้ากัน มันเหมือนแบบ ความเป็นพี่น้องกันอ่ะ รู้ ๆ กันอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดหรืออธิบายอะไรเลยก็เข้าใจและรู้สึกถึงกัน ชัชไม่ต้องขอโทษเจนก็รู้สึกสื่อถึงได้ ว่าพี่ชายตัวเองมีความรู้สึกในใจยังไง อาจจะเคยทะเลาะกันแทบตาย แต่สุดท้ายแค่มองหน้ากันก็หายโกรธแล้ว เป็นฉากที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จริง ๆ

2. ฉากตกปลา
ฉากที่ชัชพยายามตกปลา เหมือนเป็นสัญลักษณ์จะบอกคนดูว่า ชัชพยายามที่จะหาปลากินเอง ชัชพยายามหาปลานานมากแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ปลา
ผลสุดท้ายชัชก็ทำไม่สำเร็จ กลับไปซื้อปลากิน
ประมาณว่า ถ้าชัชตกปลาได้จะเอาไปให้น้องสาวตัวเองที่งานแต่งรึปล่าวอ่ะ เหมือนว่าประชด ว่านี่ไง อย่างน้อยกูก็หาปลากินเองได้นะ 5555 ดูหนังฟรี

เป็นหนังที่ไม่ได้โรแมนติกเท่าไหร่นะ ออกแนวตลกคอมเมดี้มากกว่าในช่วงต้นเรื่องจนไปถึงกลางเรื่องเลย แล้วก็มีแบบดราม่าหนักมากช่วงท้ายเรื่อง มันจะเน้นไปทางความรักของพี่น้องมากกว่านะในฉาก มีบางช่วงที่เรารู้สึกเหมือนมันยังอั้น ๆ อยู่ เหมือนว่าในฉากมีเด็กสาวออฟฟิศ เดียร์ เข้ามาได้รับบทบาทบ่อยหลายซีนเลย คอยมาช่วยพระเอก ในหลาย ๆ เรื่อง แต่จริง ๆ แล้ว เดียร์ นางก็แค่อยากมีพี่ชายเพราะนางก็ปูมาตลอดว่านางเป็นลูกคนเดียว ที่มาสนิทกับชัช เพราะเดียร์อยากมีพี่ชาย สายตาของเดียร์ที่มองชัชคือพี่ชายที่ดี แต่พอชัชจะจูบเดียร์ เดียร์เลยผิดหวังที่ชัชไม่ได้รักเดียร์แบบน้องสาว

สุดท้ายตอนจบก็ไม่ได้คบหากัน กลายเป็นว่าใจรู้สึกไปคนละแบบ ทั้งที่เหมือนจะเลิฟซีนกันอยู่แล้วนะไรงี้ แอบจิ้นนิดนึงเลยเสียดาย เพราะรู้สึกว่าเหมือนคู่รัก ไม่รู้สึกถึงความรักของพี่น้องอ่ะ

อาจเป็นหนังที่ไม่ได้ชอบทุกซีน แต่เป็นหนังที่อยากชวนคนไปดูอ่ะ เพราะโดยรวมก็สนุกดีนะ มีฉากฮา ๆ เยอะเลย แต่ถ้าใครอยากดูแบบโรแมนติกมาก ๆ ผ่านก่อนเลย เรื่องนี้เน้นคอมเมดี้มากกว่า ซึ่งพี่ซันนี่ทำได้ดีอยู่แล้วในเรื่องของบทบาทแนวนี้เราจะเห็นกันบ่อย ไม่รู้พี่แกตีบทแตกตลอด หรือแกเล่นเป็นตัวเองนะ คะแนนความชอบส่วนตัวเราให้ 7/10 ในปัจจุบันนี้สามารถรับชม ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังไทย ขุนแผนฟ้าฟื้น

รีวิวหนังไทย ขุนแผนฟ้าฟื้น

รีวิวหนังไทย ขุนแผนฟ้าฟื้น

รีวิวหนังไทย ขุนแผนฟ้าฟื้น ชีวิตของ แก้ว (มาริโอ เมาเร่อ)หนุ่มพเนจรผู้ไร้ซึ่งความทรงจำกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อเขาได้พบกับ อาจารย์เดช (ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ)จอมขมังเวทย์ที่สอนอาคมให้คนกระจอกอย่างเขาได้มีโอกาสสู้เพื่อหัวใจตัวเองหลังได้พบกับ พิม (ยงวรี งามเกษม)คนรักในอดีตที่ปัจจุบันเป็นคู่หมั้นของ ช้าง (ฟิลลิปส์ ณัทธนพล ทินโรจน์) เพื่อนรักผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลจนเกิดรักสามเส้าขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ยูท่า หรือ อโยธยากำลังตกอยู่ในอันตรายเมื่อ แสนตรีเพชรกล้า (ปราโมทย์ แสงศร) จอมขมังเวทย์แห่งดินแดนลับแลคิดก่อวินาศกรรมในงานสมโภชกรุงครั้งสำคัญ บางทีชะตากรรมของยูท่าอาจต้องพึ่งชายพเนจรอย่างแก้วก็ได้

หลังโด่งดังจากการร่วมเขียนบทหนังสยองขวัญอย่าง ลองของ หรือ เปนชู้กับผี แล้ว ก้องเกียรติ โขมศิริ ถือเป็นผู้กำกับที่ทำหนังหลากหลายแนวที่สุด ทั้งดราม่าอาชญากรรมอย่าง ไชยา ระทึกขวัญอย่าง เฉือน และ สุขสันต์วันกลับบ้าน หรือกระทั่งแอ็กชันอย่าง อันธพาล และ ขุนพันธ์ทั้งสองภาค ซึ่งจากเครดิตจะเห็นว่า ก้องเกียรติมักวนเวียนอยู่กับความดำมืด

อาชญากรรม มนตร์ดำ มาตลอด นั่นทำให้ ขุนแผนฟ้าฟื้น กลายเป็นงานขายตลกแฟนตาซีจริงจังที่เปิดซิงด้านสว่างของเขาที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งด้วยชื่อชั้นงานเขียนบทที่ไม่ใช่ของไกลตัวทำให้บทหนังเต็มไปด้วยไอเดียเด็ด ๆ มากมายทั้งการแอบแซวตัวเองในฉากเปิดเรื่องของขุนพันธ์ ยันล้อไปยังตุ๊กตาผีแอนนาเบล หรือจะเป็นการเล่าเรื่องแบบโพสต์โมเดิร์นใส่องค์ประกอบโลกปัจจุบันเข้าไปในเนื้อหาที่ดูเป็นพีเรียต

แบบไม่สนความถูกต้องเชิงประวัติศาสตร์ก็ทำให้ ขุนแผนฟ้าฟื้น กลายเป็นงานหนังไทยขายครีเอทีฟที่น่าสนใจในเชิงแนวคิดไม่น้อยแต่อาจเป็นโชคร้ายที่กรอบการเล่าเรื่องของหนัง 2 ชั่วโมงอาจยังไม่สามารถรองรับไอเดียดี ๆ หรือองค์ประกอบกาว ๆ ที่พยายามจะเล่าได้มากนัก ผลลัพธ์คือหนังออกมาไม่ลงตัวเท่าที่ควรดังจะกล่าวถึงต่อไป เว็บดูหนัง

มาริโอ้ เมาเร่อ ในหนัง ขุนแผนฯ
ว่าด้วยเส้นเรื่องของหนังเอง เหมือนขุนแผนฟ้าฟื้นจะพยายามผูกโยงเส้นเรื่อง 3 เส้นไว้ด้วยกันได้แก่ การตามหาความทรงจำเรื่องพ่อของแก้ว , เรื่องรักสามเส้าแต่ครั้งอดีตระหว่างแก้ว ช้าง และ พิม ส่วนสุดท้ายคือ ตำนานแห่งนักรบอัฐมารถที่ต้องปกป้องยูท่าจาก แสนตรีเพชรกล้าและเหล่าสมุน โดยมีแทรกการฝึกวิชาอาคมของแก้วกับอาจารย์เดชเป็นระยะ ซึ่งลำพัง

3เส้นเรื่องหลักหนังยังไม่สามารถเล่าได้เคลียร์นัก เพราะพอยัดเส้นเรื่องที่คนต้องติดตามเยอะเกินไปเลยเกิดอาการความจำเสื่อมแก่คนดูเป็นระยะ คือพอแก้วอยากจะตามหาพ่อ ไป ๆ มา ๆ หนังก็จะไปเล่าเรื่องรักสามเส้า แถมพอแทรกเรื่องนักรบอัฐมารถเข้ามา กว่าจะมาสรุปเรื่องก็ปาไปเกือบหนังจบแล้ว จนคนดูประมวลผลอารมณ์ตัวเองได้ยากจริง ๆ และยิ่งหนังเล่าไปเรื่อย ๆ เราก็สัมผัสได้เลยว่า ก้องเกียรติ ไม่ถนัดกับงานคอเมดี้ ยิ่งหนังพยายามดึงอารมณ์คนดูให้ตลกด้วยการถล่มมุกต่าง ๆ ทุก30 วินาทีก็สัมผัสได้แต่ความฝืดเฝือไปพร้อมกับอาการสะดุดในการเล่าเรื่องไปอย่างน่าเสียดาย

จุดขายสำคัญสำหรับหนัง ขุนแผนฟ้าฟื้น จริง ๆ คงหนีไม่พ้นเหล่านักแสดงที่ทำหน้าที่เรียกแขกได้ไม่ยาก ทั้งมาริโอ เมาเร่อ ที่มีชื่อเป็นพระเอกพันล้านจากพี่มากพระโขนง หรือจะเป็นหน้าใหม่ที่น่าสนใจมาก ๆ ทั้ง ฟิลลิปส์ ณัทธนพล ทินโรจน์ หนุ่มหล่อจากรายการ The Face Men ที่พกพาความหล่ออินเตอร์มาลบภาพขุนช้างอ้วนหัวล้านที่เราคุ้นเคย รวมถึงนางเอกสาวสวยอย่าง ฟ้า ยงวรี งามเกษม นางเอกช่อง 3 ที่เพิ่งผ่านละครเพชรกลางไฟ มาเรื่องเดียว รับบท พิม ชนวนเหตุรักสามเส้า แถมยังแพ็กนักแสดงรุ่นกลางอย่าง ปราโมทย์ แสงศร และ ต็อก ศุภกร กิจสุวรรณ กะมาเอาใจคอหนังรุ่นใหม่เต็มที่ ด้วยหน้าหนัง ขุนแผนสไตล์ซูเปอร์ฮีโร

แต่สุดท้ายก็กลายเป็นความรับผิดชอบของผู้กำกับเมื่อภาพรวมทางการแสดงของหนังกลับออกมาพังพินาศอย่างเห็นได้ชัด ที่ออกหน้าออกตามากคือ มาริโอ เมาเร่อ ที่พยายามทุ่มเทให้กับการเล่นมุกที่บทเขียนมาแบบไม่ห่วงหล่อ แต่ด้วยจังหวะการกำกับตัดต่อที่ดูรีบ ๆ หนังฟรี

จบซีนบ้างหรือตัดฉับแบบไม่ทันตั้งตัวบ้างก็ทำให้มุกต่าง ๆ ทำงานกับคนดูได้น้อยเหลือเกิน ส่วนฟ้า ยงวรี กับหนุ่ม ฟิลิป ก็ยังไม่อาจทำให้เราหลงรักหรือมีเสน่ห์มากพอให้ติดตามตัวละครได้มากเท่าใดนัก ผิดกับ หมอริท เดอะสตาร์ ที่มาน้อยแต่บันเทิงมาก ๆ จนขโมยซีนนักแสดงอื่น ๆ ที่เล่นมาทั้งเรื่องได้อย่างไม่น่าเชื่อ ส่วน เจด แองเจลิน่า โฟรม็องโต นางเอกจากหนัง โนราห์ ปีที่แล้วก็มาในบท เหมรัศมี สีจันทน์ นักฆ่าสาวสุดเซ็กซี่ จนหนุ่ม ๆ ละสายตาไม่ได้เลยทีเดียว.

ขุนแผน ฟ้าฟื้น อันเป็นผลงานการกำกับของก้องเกียรติ โขมศิริ เป็นความพยายามล่าสุดในการหยิบเอาตัวละครในวรรณคดีไทยเรื่องดังอย่าง “ขุนช้าง ขุนแผน” เอามาบอกเล่าใหม่ ปรับแต่งให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

โครงเรื่องคร่าวๆของ “ขุนแผน ฟ้าฟื้น” เลือกเล่าช่วงเวลาที่แก้ว (มาริโอ้ เมาเร่อ) หนุ่มพเนจรที่ประกอบสัมมาชีพ เป็นพวกมิจฉาชีพลักเล็กขโมยน้อย โดยเขาและเพื่อนสนิทอย่างเพชรได้ออกรอนแรมไปเรื่อยจนกระทั่งเดินทางมาถึงเมืองอยุธยา เมืองหลวงแห่งความศิวิไลซ์ การเดินทางมายังเมืองนี้ทำให้ความทรงจำของแก้วเริ่มกลับคืนมาตั้งแต่ที่เขาได้พบกับ ช้าง (ฟิลลิปส์ ณัทธนพล ทินโรจน์) และ พิม (ยงวรี งามเกษม) เพื่อนเก่าสมัยเด็ก ที่ร้านเหล้าซึ่ง ช้างได้แสดงวงดนตรีสดที่นั่น

รีวิวหนังไทย ขุนแผนฟ้าฟื้น

ไม่นานนักแก้วได้มีโอกาสพบกับ อาจารย์เดช (ศุภกร กิจสุวรรณ) จอมอาคมที่เห็นแววในตัวแก้ว และอยากจะถ่ายทอดวิชาให้กับเขา ในเวลาเดียวกันแก้วเองได้ตัดสินใจลงสมัครเป็นทหารอาสาเพื่อปกป้องอารักขาในงานฉลองพระนครที่จะมีแขกจากต่างเมืองเข้ามาเยือน ระหว่างที่ฝึกฝนทหารนั้นเอง ความสัมพันธ์ของแก้ว ช้าง และพิม ก็เดินทางมาสู่จุดพลิกผัน เมื่อครั้งเก่าก่อน แก้วกับพิมเหมือนเคยมีสัญญารักต่อกัน แต่หลังจากที่แก้วหายตัวไป พิมถูกหมั้นหมายกับช้างในเวลาต่อมา ถ่านไฟเก่ากำลังลุกโชน ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังมีภัย ดูหนังฟรี

ลักษณะของขุนแผน ฟ้าฟื้น คือหนังแนว Postmodern ที่หยิบยืมเอาวรรณกรรมในอดีต นำมานำเสนอใหม่ภายใต้บริบทและวิธีการคิดแบบใหม่ๆ จะเห็นได้ว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่ดูมีความเป็นคนที่มีความคิดหัวสมัยใหม่ แต่บริบทและฉากหลังเกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ทรงผม แฟชั่น หรือวิถีชีวิตของพวกเขา ล้วนแล้วแต่มีความเก๋ เปรี้ยว เป็นฮิปสเตอร์แตกต่างจากหนังไทยย้อนอดีตเรื่องอื่น หนังใหม่

ฟ้า ยงวรี ในหนังขุนแผนฯ ของ ก้องเกียรติ โขมศิริ

วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการหยิบสไตล์หนังมิวสิคัลเอามาใส่ไว้ในช่วงต้นเรื่อง (ฉากที่แก้วเดินทางมาถึงพระนคร ด้วยการร้องรำทำเพลงแบบแอนิเมชั่นดิสนีย์) ตัวละครอย่างช้างและพิม มีวงดนตรีที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น ระบบคมนาคมขนส่งในเมืองที่มีลักษณะคล้ายกับแท็กซี่และรถประจำทาง สิ่งเหล่านี้ทำให้คนดูเห็นความพยายามใส่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดี

แต่น่าเสียดายที่ความร่วมสมัยในหนัง กับบทภาพยนตร์ที่ค่อนข้างสะเปะสะปะและไม่ค่อยคืบหน้าไปไหน ทำให้ “ขุนแผน ฟ้าฟื้น” วนเวียนอยู่แต่ความทรงจำของแก้วที่ขาดหายไป คำถามถึงการหายไปของพ่อแก้ว ซึ่งเมื่อเราพิจารณาจิกซอว์ต่างๆหลังจากชมภาพยนตร์ไปสักระยะ ก็บทสรุปของหนังก็แทบไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย อีกทั้งความสัมพันธ์แบบรักสามเส้าของตัวละครเอก ก็ไม่ได้หนักแน่นเข้มข้นจนผู้ชมต้องรู้สึกอยากจะเอาใจช่วยตัวละครไหน เพราะท้ายที่สุดแล้ว หนังก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะนำเสนอหนัง “ภาคนี้” ให้มีความเคร่งขรึมจริงจัง แต่มาในโทนหยอกล้อ ซึ่งอาจจะเป็นความ “ล้อเล่น” ที่มากเกินไปก็เป็นได้

พื้นหลังดูโบราณ แต่จิกกัดสังคมปัจจุบัน เว็บดูหนังฟรี

วิถีทางในการเดินเรื่องนั้นให้ความรู้สึกว่าหนังมีความ “กาว” มากตั้งแต่ต้นยันท้ายเรื่อง ไปให้สุดในลู่ทางของตนเอง

เป็นหนังที่เล่าเรื่องอดีต บ้านเมืองที่ยังใช้ดาบรบพุ่งกัน มีคาถาอาคมและใช้มันขับเคลื่อน แต่หนังก็สาดใส่มุกล้อเลียนสังคมปัจจุบันอยู่ไม่น้อย เล่นเอาฮาไปหลายดอก มันก็เรื่องจริงทั้งนั้น

ทั้งวิธีพูดก็ดูสมัยใหม่ การละเล่น เพลงประกอบ อะไรๆ ก็ดูไม่ใช่ของยุคนั้นเลยสักนิด แต่กลับเป็นหนังที่ถูกจริตเพราะความที่มันขัดแย้งกัน มันเลยดูแปลกตา เคล้าไปกับการล้อเลียนทุกสิ่ง และหยิบเอาวรรณคดีไทยมาเติมต่อจนคนดูอย่างผมนั้น ระหว่างดูแทบไม่ทันคิดว่านี่เขาเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผนแดนสุพรรณกันอยู่

วรรณคดีไทยที่ตีความเสียใหม่
ด้วยความที่ไม่อยากจะแตะประวัติศาสตร์มากนัก คิดว่างั้น เขาเลยเปลี่ยนชื่อเมืองเสียง ทั้งๆ ที่เราก็รู้กันอยู่ว่านี่มันคือเมืองไทย แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ออกแบบเสียใหม่ให้ดูคล้ายว่าโบราณ

เมืองนี้กำลังจะมีงานเอ็กซ์โป งานใหญ่ยักษ์ที่กำลังจะมีคนก่อกวนด้วยการแทรกซึมเข้ามา ประจวบเหมาะพอดีกับที่สองตัวเอกอย่าง แก้ว-ช้าง เข้าไปเป็นทหาร ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังไทย อีเรียมซิ่ง

รีวิวหนังไทย อีเรียมซิ่ง

รีวิวหนังไทย อีเรียมซิ่ง

รีวิวหนังไทย อีเรียมซิ่ง คอมเมดี้กาว ๆ ที่ยังฮาไม่สาแก่ใจ ความจริงชื่อของอีเรียมซิ่งผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ในโปรแกรมมาตั้งแต่ต้นปี 2020 แล้วและนี่น่าจะเป็นหนังไทยตกค้างมาจากช่วงการระบาดของโควิด19เมื่อตอนต้นปีที่อยู่ในการรับรู้ของคนไทยมากที่สุดแล้ว และหลังจากที่เลื่อนไปมาจนลงตัวในที่สุดเราก็จะได้เห็นเบลล่า ราณี แคมเปน ในมาดอีเรียมวีรสตรีแห่งบางน้ำกร่อยกันแล้ว

อีเรียมซิ่ง – คอมเมดี้กาว ๆ ที่ยังฮาไม่สาแก่ใจ
ความจริงชื่อของอีเรียมซิ่งผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ในโปรแกรมมาตั้งแต่ต้นปี 2020 แล้วและนี่น่าจะเป็นหนังไทยตกค้างมาจากช่วงการระบาดของโควิด19เมื่อตอนต้นปีที่อยู่ในการรับรู้ของคนไทยมากที่สุดแล้ว และหลังจากที่เลื่อนไปมาจนลงตัวในที่สุดเราก็จะได้เห็นเบลล่า ราณี แคมเปน ในมาดอีเรียมวีรสตรีแห่งบางน้ำกร่อยกันแล้ว

เมื่อโจรปากแดงสุดโฉดออกล่าพรหมจรรย์สาว ๆ เพื่อความเป็นอมตะ และจุดหมายของมันคือ อีเรียม (ราณี แคมเปน) สาวแสบแห่งบางน้ำกร่อยที่ต้องรวบรวมความกล้าและของดีของหลวงพ่อไปช่วยแม่และแรม (ณปภา ตันตระกูล) พี่สาวกุลสตรีแสนเรียบร้อยของนาง แต่งานนี้อีเรียมไม่ได้สู้เพียงลำพังเพราะยังมีพรรคพวกสุดแสบทั้งฟักทอง (เดียร์ริส สุภัทรภณ กสิกรรม) เพื่อนกะเทยร่วมเรือน, ศรฆ้อนมหากาฬ (น้าค่อม ชวนชื่น), โตโล่บิน (โรเบิร์ต สายควัน) และ หมอ (บอล เชิญยิ้ม) หมอยาสมุนไพรวิเศษ งานนี้อเวนเจอร์แห่งบ้านบางน้ำกร่อยจะช่วยครอบครัวจากโจรร้ายได้หรือไม่ เว็บดูหนัง

รายได้เปิดตัว อีเรียมซิ่ง วันแรกทะลุ10ล้าน!! - Pantip

สิ่งที่ทำให้คนดูสนใจในตัวหนังอย่าง อีเรียมซิ่ง คงหนีไม่พ้นบรรดามุกกาว ๆ สไตล์หนังผจญภัยตลกและการได้เห็นเบลล่า ราณีมาทำหน้าเป็นและเล่นมุกสไตล์ตลกคาเฟ่พร้อมเสริมทัพด้วยบรรดานักแสดงตลกขาประจำทั้งน้าค่อม คุณโรเบิร์ต สายควันและคุณบอล เชิญยิ้มที่เห็นหน้าก็การันตีได้เลยว่าหนังต้องสนุกสนานและสร้างเสียงหัวเราะได้แน่นอน แต่ผิดคาดเราไม่แน่ใจว่าด้วยความที่หนังออกฉายช้าหรือตัวหน้งจริงมีปัญหาการถ่ายทำอะไรหรือเปล่าถึงทำให้มันออกมาเป็นต้มยำที่ไม่จี๊ดจ๊าดและดูจืดชืดเกินไปหน่อย

ปัญหาแรกต้องยอมรับเลยว่าตัวบทหนังดูจะยังไม่สามารถทำให้เรารักอีเรียมได้มากพอจะเอาใจช่วยนางเท่าไหร่นัก คือจากตัวอย่างเราเห็นเรียมเปิ่นฮาและก๋ากั่นยังไงตัวหนังจริงก็ไม่ได้ให้อะไรเรามากกกว่านั้นสักเท่าไหร่ และยิ่งการให้เบลลาเล่นมุกตลกแบบรวมฮิตทั้งมุก “ท่านเกียรติผู้มีแขก” มุกปักตะไคร้ หรือบรรดามุกสังขารต่าง ๆ ก็ทำให้เบลลาดูเป็นหุ่นยนต์ก๊อปปี้มุกตลกมากกว่าจะสร้างเสน่ห์ให้เธอเหมือนอย่างบทแม่การะเกดในบุพเพสันนิวาส แม้ว่าต้องยอมรับว่าเธอก็เล่นตลกแบบไม่ห่วงสวยจนสร้างความครื้นเครงให้หนังได้อยู่บ้างก็ตาม

ส่วนปัญหาต่อมาแม้ว่าหนังจะมีคอนเซ็ปต์การเป็นหนังผจญภัยสไตล์นิยายเพชรพระอุมาที่มีทั้งจระเข้ยักษ์ งูเห่าเพลิง มีคาถาอาคมแต่ด้วยคุณภาพงานสร้าง CG ต่าง ๆ ที่ทำได้ไม่ถึงพอมันอยู่ในหนังก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นอะไรนักและด้วยจังหวะหนังที่เหมือนถูกบังคับท่าไม้ตายให้เป็นหนังตลกหรือเปล่าก็ไม่ทราบมันเลยถูกนำเสนอแบบขอไปที แถมยังต้องเจียดเวลาของหนังมาให้น้าค่อม โรเบิร์ตสายควันและบอล เชิญยิ้ม ได้เล่นมุกสังขารปากบวมตัวบวมอะไรอีก จนฉากผจญภัยที่ควรสร้างความตื่นเต้นหมดพลังไปอย่างน่าเสียดาย หนังฟรี

แต่กระนั้นตัวหนังก็ยังมีจุดที่ทำให้เราได้สนุกไปกับมันอยู่บ้างโดยเฉพาะการมีอยู่ของแพท ณปภา ตันตระกูล ที่สามารถฉายเสน่ห์ในมุกโดนวางยาว่านราคะที่ทั้งเซ็กซี่และฮาสุด ๆ รวมไปถึงมุกบีตบ็อกซ์ที่ต้องยอมรับเลยว่าขโมยซีนเบลลาเห็น ๆ แถมการปรากฎโฉมของแพทในชุดเกาะอกแบบไทย ๆ ยังน่าจะได้ใจหนุ่ม ๆ ได้ไม่ยากเลยทีเดียว

และอีกส่วนที่ดีงามมากของหนัง อีเรียมซิ่ง คือคอนเซ็ปต์ของการแอบหยอกหนังนอกทั้งดนตรีประกอบฉากที่อีเรียมเตรียมไฝ่ว์นี่อย่างกับดนตรีในเทรลเลอร์ Wonder Woman 1984 หรือการคิดคอนเซ็ปต์ให้บรรดาแก๊งน้าค่อม คุณโรเบิร์ตและคุณบอลได้กลายเป็น Thor, Captain America และ Doctor Strange แบบเพี้ยน ๆ ก็เรียกเสียงฮาได้ดีเลยทีเดียว และเป็นจุดแข็งแรงที่ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของนักแสดงตลกทั้ง 3 ท่านที่ถือเป็น MVP ที่ทำให้หนังอย่าง อีเรียมซิ่ง ยังคงมีความสนุกอยู่บ้าง

รีวิวหนัง ความจริงชื่อของอีเรียมซิ่งผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ในโปรแกรมมาตั้งแต่ต้นปี 2020 แล้วและนี่น่าจะเป็นหนังไทยตกค้างมาจากช่วงการระบาดของโควิด19เมื่อตอนต้นปีที่อยู่ในการรับรู้ของคนไทยมากที่สุดแล้ว และหลังจากที่เลื่อนไปมาจนลงตัวในที่สุดเราก็จะได้เห็นเบลล่า ราณี แคมเปน ในมาดอีเรียมวีรสตรีแห่งบางน้ำกร่อยกันแล้ว
เมื่อโจรปากแดงสุดโฉดออกล่าพรหมจรรย์สาว ๆ เพื่อความเป็นอมตะ และจุดหมายของมันคือ อีเรียม (ราณี แคมเปน) สาวแสบแห่งบางน้ำกร่อยที่ต้องรวบรวมความกล้าและของดีของหลวงพ่อไปช่วยแม่และแรม (ณปภา ตันตระกูล) พี่สาวกุลสตรีแสนเรียบร้อยของนาง แต่งานนี้อีเรียมไม่ได้สู้เพียงลำพังเพราะยังมีพรรคพวกสุดแสบทั้งฟักทอง (เดียร์ริส สุภัทรภณ กสิกรรม) เพื่อนกะเทยร่วมเรือน, ศรฆ้อนมหากาฬ (น้าค่อม ชวนชื่น), โตโล่บิน (โรเบิร์ต สายควัน) และ หมอ (บอล เชิญยิ้ม) หมอยาสมุนไพรวิเศษ งานนี้อเวนเจอร์แห่งบ้านบางน้ำกร่อยจะช่วยครอบครัวจากโจรร้ายได้หรือไม่

สิ่งที่ทำให้คนดูสนใจในตัวหนังอย่าง อีเรียมซิ่ง คงหนีไม่พ้นบรรดามุกกาว ๆ สไตล์หนังผจญภัยตลกและการได้เห็นเบลล่า ราณีมาทำหน้าเป็นและเล่นมุกสไตล์ตลกคาเฟ่พร้อมเสริมทัพด้วยบรรดานักแสดงตลกขาประจำทั้งน้าค่อม คุณโรเบิร์ต สายควันและคุณบอล เชิญยิ้มที่เห็นหน้าก็การันตีได้เลยว่าหนังต้องสนุกสนานและสร้างเสียงหัวเราะได้แน่นอน แต่ผิดคาดเราไม่แน่ใจว่าด้วยความที่หนังออกฉายช้าหรือตัวหน้งจริงมีปัญหาการถ่ายทำอะไรหรือเปล่าถึงทำให้มันออกมาเป็นต้มยำที่ไม่จี๊ดจ๊าดและดูจืดชืดเกินไปหน่อย หนังใหม่

รีวิวหนัง "อีเรียมซิ่ง" ถึงจะเป็นตลกสูตรสำเร็จ  แต่ถ้าจังหวะดีก็มีชัยกว่าครึ่ง

ปัญหาแรกต้องยอมรับเลยว่าตัวบทหนังดูจะยังไม่สามารถทำให้เรารักอีเรียมได้มากพอจะเอาใจช่วยนางเท่าไหร่นัก คือจากตัวอย่างเราเห็นเรียมเปิ่นฮาและก๋ากั่นยังไงตัวหนังจริงก็ไม่ได้ให้อะไรเรามากกกว่านั้นสักเท่าไหร่ และยิ่งการให้เบลลาเล่นมุกตลกแบบรวมฮิตทั้งมุก “ท่านเกียรติผู้มีแขก” มุกปักตะไคร้ หรือบรรดามุกสังขารต่าง ๆ ก็ทำให้เบลลาดูเป็นหุ่นยนต์ก๊อปปี้มุกตลกมากกว่าจะสร้างเสน่ห์ให้เธอเหมือนอย่างบทแม่การะเกดในบุพเพสันนิวาส แม้ว่าต้องยอมรับว่าเธอก็เล่นตลกแบบไม่ห่วงสวยจนสร้างความครื้นเครงให้หนังได้อยู่บ้างก็ตาม
ส่วนปัญหาต่อมาแม้ว่าหนังจะมีคอนเซ็ปต์การเป็นหนังผจญภัยสไตล์นิยายเพชรพระอุมาที่มีทั้งจระเข้ยักษ์ งูเห่าเพลิง มีคาถาอาคมแต่ด้วยคุณภาพงานสร้าง CG ต่าง ๆ ที่ทำได้ไม่ถึงพอมันอยู่ในหนังก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นอะไรนักและด้วยจังหวะหนังที่เหมือนถูกบังคับท่าไม้ตายให้เป็นหนังตลกหรือเปล่าก็ไม่ทราบมันเลยถูกนำเสนอแบบขอไปที แถมยังต้องเจียดเวลาของหนังมาให้น้าค่อม โรเบิร์ตสายควันและบอล เชิญยิ้ม ได้เล่นมุกสังขารปากบวมตัวบวมอะไรอีก จนฉากผจญภัยที่ควรสร้างความตื่นเต้นหมดพลังไปอย่างน่าเสียดาย เว็บดูหนังฟรี

แต่กระนั้นตัวหนังก็ยังมีจุดที่ทำให้เราได้สนุกไปกับมันอยู่บ้างโดยเฉพาะการมีอยู่ของแพท ณปภา ตันตระกูล ที่สามารถฉายเสน่ห์ในมุกโดนวางยาว่านราคะที่ทั้งเซ็กซี่และฮาสุด ๆ รวมไปถึงมุกบีตบ็อกซ์ที่ต้องยอมรับเลยว่าขโมยซีนเบลลาเห็น ๆ แถมการปรากฎโฉมของแพทในชุดเกาะอกแบบไทย ๆ ยังน่าจะได้ใจหนุ่ม ๆ ได้ไม่ยากเลยทีเดียว

และอีกส่วนที่ดีงามมากของหนัง อีเรียมซิ่ง คือคอนเซ็ปต์ของการแอบหยอกหนังนอกทั้งดนตรีประกอบฉากที่อีเรียมเตรียมไฝ่ว์นี่อย่างกับดนตรีในเทรลเลอร์ Wonder Woman 1984 หรือการคิดคอนเซ็ปต์ให้บรรดาแก๊งน้าค่อม คุณโรเบิร์ตและคุณบอลได้กลายเป็น Thor, Captain America และ Doctor Strange แบบเพี้ยน ๆ ก็เรียกเสียงฮาได้ดีเลยทีเดียว และเป็นจุดแข็งแรงที่ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของนักแสดงตลกทั้ง 3 ท่านที่ถือเป็น MVP ที่ทำให้หนังอย่าง อีเรียมซิ่ง ยังคงมีความสนุกอยู่บ้าง

อีเรียมซิ่ง เป็นภาพยนตร์ไทยซึ่งอันที่จริงต้องเข้าฉายไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นๆ แต่เพราะพิษ Covid-19 ทำให้ต้องเลื่อนฉายมาจนป่านนี้ และกลายเป็นงานภาพยนตร์ลำดับสุดท้ายของพี่โรเบิร์ต สายควัน ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ และหากใครกำลังมองหางานที่จะรับชมเพื่อ Tribute ให้แก อีเรียมซิ่งก็สามารถเป็น 1 ในตัวเลือกนั้นได้อย่างไม่ยากไม่เย็น แต่ถ้าจะไปดูเอาสนุก เอาบันเทิงตามที่หน้าหนังได้โฆษณาไว้… อีเรียมซิ่งก็ยังเป็นคำตอบที่ใช่อยู่ดี เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยฮาจัดส่งท้ายปีที่สามารถไปดูกันได้โดยไม่ติดขิดตะขวงใดๆ

รีวิวหนังไทย อีเรียมซิ่ง

อีเรียมซิ่ง เป็นผลงานกำกับลำดับที่ 4 ของผู้กำกับ “ตุ๋ย” พฤกษ์ เอมะรุจิ ถัดจาก ป้าแฮปปี้ She ท่าเยอะ และ ไบค์แมนทั้ง 2 ภาค ซึ่งส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าแกเป็นเหมือน Legacy ของ “ยอร์ช” ฤกษ์ชัย พวงเพชร อดีตผู้กำกับดังที่ตอนนี้ก็นั่งแท่นเป็นโปรดิวเซอร์ค่าย “รฤกษ์” ซึ่งทำหนังเรื่องนี้นี่แหละ เนื่องจากพวกจังหวะยิงมุกหรือการคัทฉากเพื่อให้เกิดเป็นซีนลั่นๆ ขึ้นมานี่คล้ายสไตล์ของคุณยาร์ชสมัยทำหนังซีรีส์ “ส่ายหน้า” มากๆ และด้วยความที่ผมค่อนข้างซื้อมุกสไตล์นี้อยู่พอสมควร เลยค่อนข้างไฮป์ตอนไบค์แมนภาคแรกมากๆ แม้ภาค 2 จะดรอปมาหน่อยแต่ในภาพรวมผู้กำกับพฤกษืก็ยังไม่สิ้นเครดิตในสายตาผมนัก และผมยินดีจริงๆ ที่อีเรียมซิ่งเหมือนเป็นงานคืนฟอร์มเบาๆ ของแกอีกครั้ง แม้เนื้อเรื่องกับพล็อตจะธรรมดาไปหน่อย แต่การเล่าเรื่องที่จงใจให้คอนทราสต์กับยุคสมัยและการรัวมุกจากดาวตลกและดาราสายฮาระดับแถวหน้าของเมืองไทย ก็ช่วยให้อีเรียมซิ่งกลายเป็นเมนูธรรมดาที่อิ่มอร่อยไปโดยปริยาย ดูหนังฟรี

เบลล่า ขอสวมบทอีเรียมขี่ควายขายฮาใน อีเรียมซิ่ง

อีเรียมซิ่ง เป็นหนังตลกที่มาแรงมากมาก เข้าฉายเพียงไม่นานก็ปักธงจะมุ่งสู่ร้อยล้านแล้ว ด้วยหน้าหนังตอนแรก แอบนึกว่านี่เป็นหนังตลกที่ออกมาดาษดื่น แต่พอได้ข้อมูลว่าเป็นของค่ายรฤก เราก็แอบวางใจ เพราะผลงานของค่ายนี้ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าแม้จะเป็นหนังตลกตบมุก แต่ก็ได้เสียงหัวเราะแน่นอน

พลอตเรื่องของหนังเรื่องนี้จริง ๆ แล้ว ไม่มีอะไรมาก เป็นเรื่องของ เรียม ที่อิจฉา แรม พี่สาวของตน ซึ่งมีคนรักเยอะ เพราะเป็นสาวเรียบร้อย ตามแบบอย่างกุลสตรีในอุดมคติ แบบกรอบของสังคมสมัยก่อน ในขณะที่เรียมเป็นสาวห้าว ทะมัดทะแมง เล่นต่อสู้กับผู้ชาย

บทหนังเดินเป็นเส้นตรง ๆ ตามสไตล์หนังขายตลกในลักษณะคาเฟ่ แต่ก็มีการผูกโยงเรื่องกันแบบหลวม ๆ แม้ว่าโครงเรื่องหลักจะเดาได้ไม่ยาก แต่ก็ทำออกมาได้ตลก และมีมุกที่อาศัยเซอไพร์สหลายอย่าง ซึ่งบางมุกอาจจะเหมาะกับคนที่ตามข่าวสารวงการบันเทิงอยู่แล้วนิดหน่อย แต่ถึงไม่ได้ตามผมก็ว่ายังฮาได้ครับ

โดยรวมหนังเรื่องนี้ขายขำ เอาฮา ใครอยากดูหนังคลายเครียดผมแนะนำเลยครับ จังหวะตบมุกเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อยเลย ใครชอบหนังของค่ายนี้อย่าง ไบค์แมน เรื่องนี้ก็มาในสไตล์เดียวกันครับ

เรื่องย่อ

เรื่องราวของ เรียม ตัวอิจฉาประจำหมู่บ้านบางน้ำกร่อย เพราะเธอเติบโตมากับการถูกเปรียบเทียบกับ แรม พี่สาวที่แสนจะเรียบร้อยและเป็นกุลสตรี ทำให้เธอมักจะคลุกคลีอยู่กับเพื่อนๆ และญาติๆ ที่เป็นผู้ชายมากกว่า ฝึกวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวเป็นงานอดิเรก แม่ของเรียมได้แต่กลุ้มใจและคิดไม่ตก กระทั่งทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะการมาของแก๊งโจรฟันแดง ที่ต้องหญิงสาวพรหมจรรย์ไปสังเวยบูชา และเรียมก็คือเป้าหมายของพวกมัน ทำให้เธอต้องลุกขึ้นสู้

การกลับมาสู่จอใหญ่ของนางเอกซุปตาร์แถวหน้า “เบลล่า ราณี” ที่พลิกคาแรกเตอร์ต้องมาเล่นตลกสุดโต่ง ในฐานะ “อีเรียมซิ่ง” หนังตลกไทยที่ถือว่าเข็นออกมาได้ถูกช่วงเวลา หลังจากที่เลื่อนฉายมาตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา และสามารถบอกได้ว่าผลงานชิ้นนี้อาจจะกลายเป็นอีกมาสเตอร์พีชเรื่องสำคัญของนางเอกสาวผู้นี้เลยก็ว่าได้

ความจริงชื่อของอีเรียมซิ่งผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ในโปรแกรมมาตั้งแต่ต้นปี 2020 แล้วและนี่น่าจะเป็นหนังไทยตกค้างมาจากช่วงการระบาดของโควิด19เมื่อตอนต้นปีที่อยู่ในการรับรู้ของคนไทยมากที่สุดแล้ว และหลังจากที่เลื่อนไปมาจนลงตัวในที่สุดเราก็จะได้เห็นเบลล่า ราณี แคมเปน ในมาดอีเรียมวีรสตรีแห่งบางน้ำกร่อยกันแล้ว

อีเรียมซิ่ง เป็นผลงานการกำกับหนังเรื่องล่าสุดของ “พฤกษ์ เอมะรุจิ” หลังจากที่ประสบความสำเร็จได้ดีจากหนังไบค์แมน ทั้ง 2 ภาค กลับมาในคราวนี้เขายังคงหยิบเอาประสบการณ์และสิ่งที่เขาทำเอาไว้ได้ดีจากเรื่องก่อน นั่นก็คืองานออกแบบและสร้างจังหวะเชิงขบขันที่อยู่ในหนัง กลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้มีจุดเด่นที่ดีในเรื่องจังหวะของหนัง ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังไทย เรื่อง ผี เล่า

รีวิวหนังไทย เรื่อง ผี เล่า

รีวิวหนังไทย เรื่อง ผี เล่า

รีวิวหนังไทย เรื่อง ผี เล่า ระทึกไปกับ 3 เรื่องสั้นสุดสยอง ที่จะพาคุณไปหลอนกับความลี้ลับ หากคุณชื่นชอบหนังผีสไตล์เรื่องสั้นอย่าง 4 แพร่ง ห้ามพลาดภาพยนตร์ เรื่อง ผี เล่า เลยค่ะ เพราะตัวหนังจะรวมเอา 3 เรื่องสั้นสยองขวัญมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน โดยจะประกอบไปด้วยตอน มันอยู่ในรถ เรื่องราวของนักธุรกิจที่เก็บงำความลับเอาไว้มากมายระหว่างนั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน, ตอนใบลาน กล่าวถึงนักเขียนนิยายสยองขวัญที่ได้รับอีเมลปริศานาเกี่ยวกับตำนานสมุดใบลาน และตอนไปผุดไปเกิด เดินเรื่องโดยมีสาวลึกลับที่ตามหาบางอย่างในโรงแรมผีดุแห่งหนึ่ง เธอต้องเอาชีวิตรอดและปลดปล่อยวิญญาณร้ายให้ได้

รีวิวหนัง วิจารณ์หนัง เรื่อง ผี เล่า Haunted Tales
ย้อนกลับไปเมื่อเกือบจะ 20 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่หนังผีของไทยกำลังหุงขึ้นหม้อแบบสุดๆ มีการผลิตสร้างหนังหลอนๆ ออกมาเป็นกำไรของคนดู โดยมีระยะเวลาหนึ่งที่มักจะสร้างออกมาเป็นลักษณะหนังแบบทรี อิน วัน ที่ผสมผสานเรื่องราว 3 เรื่อง เอาไว้ในหนังเรื่องเดียว แล้วปัจจุบันสไตล์หนังแบบนั้นก็ได้กลับมาอีกครั้งใน “เรื่อง ผี เล่า” (Haunted Tales) ที่ได้ประเดิมเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ออกฉายในปี 2564 กับการเล่าเรื่องตำนานเฮี้ยนทั้ง 3 เรื่อง ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

เรื่อง ผี เล่า เป็นผลงานการกำกับของ “เอ๋-ศุภกร เหรียญสุวรรณ” ที่คนดูอาจจะไม่คุ้นชื่อเขาสักเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าเขาเคยเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังซิตคอมดังๆ “เป็นต่อ” หรือ “เฮง เฮง เฮง” มาก่อน ทุกคนคงจะร้องอ่อ ในหนังเรื่องนี้เขาได้เก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์ที่เคยสัมผัสเรื่องราวและเรื่องราวมาจากคนรอบๆ ตัว หยิบเอามาทำเป็นหนังที่แบ่งออกเป็น 3 เรื่อง แน่นอนว่าเขาเองก็มีประสบการณ์เอาดีทางด้านนี้อยู่บ้าง จากการที่เคยกำกับซีรีส์ลึกลับ “เซน สื่อรักสื่อวิญญาณ” และเขาก็ได้หยิบเอามาใช้ในการสร้างหนังเรื่องนี้ด้วย

สำหรับหนัง 3 เรื่องนั้นได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 3 บทอย่างชัดเจน ผ่านการแสดงหลักๆ ของทั้ง 4 นักแสดง ไม่ว่าจะเป็น “เป้ อารักษ์”, “เอก ธเนศ”, “ปราง กัญญ์ณรัณ” และ “หมาก ปริญ” ดังนั้นในบทความนี้จะขอจำแนกและแยกวิจารณ์หนังในแต่ละบท ทั้ง 3 เรื่อง ที่รวมกันออกมาเป็นหนัง เรื่อง ผี เล่า เรื่องเดียวในครั้งนี้…รีวิวหนัง เรื่อง ผี เล่า (Haunted Tales) หนังผีหลอน ๆ ทาง Netflix | TrueID  Creator

 

อยู่ในรถ (Taxi) เว็บดูหนัง
ในช่วงของพาร์ตแรกประเดิมเปิดเรื่องมาได้ค่อนข้างขึงขังดุดันพอสมควร หนังเปิดเรื่องมาแบบไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงใดๆ เพียงแค่ไม่ถึง 5 นาทีแรกก็เข้าประเด็นได้อย่างรวดเร็ว หนังพาร์ตนี้ได้ เป้ อารักษ์ กับ เอก ธเนศ มาประชันบทบาทกันแบบซอฟต์…หอมปากหอมคอ แต่ดูเหมือนว่านักแสดงรุ่นใหญ่รายหลังจะวินๆ เฉือนชนะนักแสดงรุ่นน้องไปได้ด้วยฝีมือ เป้ อารักษ์ ยังดูติดเป็นการแสดง ประกอบกับบทไม่ส่งเสริมเขาสักเท่าไหร่

ในขณะที่ เอก ธเนศ มาแบบนิ่งๆ แต่ทรงพลังแทบจะทุกช็อต อีกทั้งคาแรกเตอร์ตัวละครของเขาก็ดูจะมิติให้คนดูได้นึกคิดตามไปต่อ หนังผสมผสานความหลอนสไตล์หนังผี กับพล็อตแนวหนังจับตัวประกันได้อย่างลงตัว กลายเป็นมุมมองใหม่แบบที่ค่อยได้เห็นในหนังไทยสักเท่าไหร่ แต่ก็น่าเสียดายที่ความรวบรัดของหนังพาร์ตนี้ ค่อนข้างมาไวไปไว ปุบปับก็หักเลี้ยวและปิดฉากลงด้วยบทสรุปแบบง่ายๆ แฝงด้วยคติสอนใจแบบเชยๆ

ไปผุดไปเกิด (Stuck)
ถัดมาในพาร์ตที่สองของเรื่อง ที่เพิ่มบรรยากาศความวังเวงให้กับตัวหนังได้เป็นอย่างดี ปราง กัญญ์ณรัณ มาทำหน้าที่แบกรับหนังตอนนี้เอาไว้เพียงคนเดียว แต่ก็เกือบจะไม่รอดซะทีเดียว ต้องยอมรับว่าเนื้อหาพาร์ตค่อนข้างชวนติดตาม เป็นสไตล์พล็อตผีแนวสืบสวนคลายปมปริศนา คนดูจะค่อยๆ ลุ้นหาเบาะแสไปตามตัวละครทีละเรื่อยๆ แต่หนังก็เล่าเรื่องแบบราบเรียบ ไม่มีจุดไหนพีคสุดๆ หลอนสุดๆ เต็มไปด้วยสูตรสำเร็จเดิมๆ ที่เคยเห็นในหนังผีมาหลายเรื่องแล้ว

และก็ได้พบเจอกับปัญหาเดิมอีกครั้ง อีกวิธีการเล่าเรื่องที่เหมือนไปไม่สุดทาง ล่อลวงคนดูไปเกือบจะฟินได้อยู่แล้วเชียว กลับตัดบทและหักเลี้ยวเข้าสู่บทสรุปไม่ได้เหนือความคาดหมายเลยแม้แต่นิดเดียว อีกทั้งยังออกจะไปในทิศทางที่แปลกประหลาดไปสักหน่อยด้วย เพราะอยู่ๆ นางเอกของเราก็กลายเป็นหมอผีมาเองเสียอย่างนั้น และก็เช่นเดิมหนังก็ทิ้งท้ายด้วยคำสอนใจที่แสนเชยเอาไว้อีกรอบ หนังฟรี

รีวิวหนังไทย เรื่อง ผี เล่า

ใบลาน (Book of the Truth)
ปิดท้ายกับพาร์ตที่สาม ที่ต้องยอมรับว่าเป็นพาร์ตที่บทหนังค่อนข้างดูมีมิติมากที่สุดในทั้ง 3 เรื่องแล้ว การหยิบเอาประเด็นความเชื่อแต่โบราณกาลของใบลานมาเป็นประเด็นเล่าเรื่อง เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย หนังได้สร้างบรรยากาศความขวัญผวาไปกับความวังเวงแบบไทยโบราณที่มีความน่าเกรงขามอยู่ในตัว แต่กลับน่าเสียดายที่เมื่อออกมาดูภาพรวมทั้งหมดแล้ว หนังพาร์ตนี้กลับไม่พบจุดไหนที่จะทำให้หวาดกลัวได้เต็มที่สักช่วงได้เลย

หมาก ปริญ ทำหน้าที่แบกรับหนังทั้งพาร์ตเอาไว้ได้สบายๆ การแสดงของเขาสามารถไว้วางใจได้ ผู้ชมต้องทึ่งกับฉากที่เขาต้องเล่นและเพ้อเองอยู่คนเดียว อินเนอร์ต่างๆ ออกมาอย่างน่าหวั่นเกรง แต่…ก็ต้องมีแต่ในหนังพาร์ตนี้อยู่ดี เพราะในท้ายที่สุดหนังก็มาเผชิญหน้ากับการเล่าเรื่องที่ไม่สุดทาง บทที่เหมือนจะปูทางมาดี สร้างมิติเอาไว้ค่อนข้างน่าสนใจ กลับล้มเหลวเหมือนแหกโค้ง เมื่ออยู่ๆ ก็รวบรัดตัดตอนสรุปจบแบบหักศอกอีกครั้ง ทำให้สิ่งที่สาธยายเล่ามาทั้งเรื่องนั้น กลับไม่มีอะไรให้น่าสนใจ และแทบจะไม่มีความน่ากลัวเลยสักนิด หนังใหม่รีวิวหนังไทย "เรื่อง ผี เล่า Haunted Tales" เอ๊ะ!  หรือนี่จะคือฟ้ามีตา...เวอร์ชั่นผี

โดยสรุปในภาพรวมแล้ว เรื่อง ผี เล่า ก็เป็นหนังผีที่ไม่ได้ชวนขนลุกขนพองสยองขวัญอะไรขนาดนั้น หนังกลายเป็นการสะท้อนประเด็นเรื่องกฎแห่งกรรมและสอดแทรกด้วยข้อคิดในการดำรงชีวิตอยู่เสียมากกว่า บทหนังยังเต็มไปด้วยปัญหาอยู่เต็มไปหมด อีกทั้งเรื่องเวลาในการเล่าเรื่องที่จำกัดก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หนังไม่สามารถเล่าเรื่องได้อย่างเต็มที่ หนังทั้ง 3 ตอนยังไม่สามารถส่งคนดูไปได้ถึงสุดทาง

แต่กระนั้นหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่หนังที่แย่อะไร เพราะหนังก็สร้างความบันเทิงและพอจะดูได้เพลินๆ อยู่ในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังแอบฉุกคิดอยู่เลยว่า เรื่องราวทั้ง 3 ตอนของหนังเรื่องนั้น อาจจะคล้ายรายการซีรีส์เตือนใจอย่าง “ฟ้ามีตา” ที่อาจจะปรับโทนเป็นเวอร์ชั่นสยองขวัญ หรืออาจจะเป็นซีรีส์เรื่องผี ที่มักจะนำมาออนแอร์ทางโทรทัศน์ ทุกคืนวันพุธ เมื่อประมาณ 10-20 ปีที่แล้ว หนังบางตอนยังสามารถนำเอาไปขยายเป็นหนังเรื่องยาวได้สบายๆ แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีเวลาและพื้นที่เพียงพอที่จะยัดเยียดทุกสิ่งออกมาให้สมบูรณ์แบบได้

เรื่อง ผี เล่า เป็นภาพยนตร์จะเล่าเรื่องสยองขวัญที่เป็นเรื่องสั้น 3 เรื่องมารวมกัน อันได้แก่ ‘มันอยู่ในรถ’ จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับนักธุรกิจหนุ่มที่ไม่ได้ขาวสะอาดเท่าไหร่ และในช่วงเวลาที่เขากลับบ้านด้วยแท็กซี่นั้นก็ต้องประสบพบเจอกับความสยองขวัญในรถ ตามมาด้วยเรื่อง ‘ใบลาน’ ที่เล่าเรื่องของนักเขียนนิยายสยองขวัญที่ได้รับอีเมลปริศนาเล่าถึงตำนานของสมุดใบลาน ทำให้เขาเอาแรงบันดาลใจเรื่องนี้มาเขียนจนต้องพบกับเรื่องสยองขวัญเสียอีก อีกเรื่องคือภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘ไปผุดไปเกิด’ ซึ่งเล่าเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งที่พยายามเอาชีวิตรอดในโรงแรมผีดุ โดยเธอต้องการปลดปล่อยวิญญาณร้ายในนั้น เว็บดูหนังฟรี

การเล่าเรื่องโดยภาพรวมของทุกเรื่องนั้นบอกเลยว่าค่อนข้างจะทำมาได้น่าผิดหวังครับ แต่ละเรื่องค่อนข้างจะมีจุดบอดหนักๆ เป็นของตัวเอง ตอนที่ ‘เป้ อารักษ์’ แสดงนำนั้น (อยู่ในรถ) พล็อตเรื่องน่าเบื่อและเดาตอนจบได้ตั้งแต่เห็นตัวอย่างด้วยซ้ำ นี่คือตอนที่แย่ที่สุด เพราะเชยมาก ขณะที่ตอน ‘ไปผุดไปเกิด’ ก็นำเสนอออกมาได้ค่อนข้างน่าเบื่อ พล็อตเรื่องเหมือนไม่ได้ถูกพัฒนาพอให้มาชมอะไรแบบนี้ในโรงภาพยนตร์ เหมือนกำลังอ่านนิยายเลขายอยู่ เหมือนกำลังดูละครสมัยยี่สิบปีที่แล้ว แบบที่แม่บ้านแค่ฟังเสียงเอาแล้วก็ทำงานไปด้วย ขณะที่อีกเรื่องอย่าง ‘ใบลาน’ ก็ดูเร่งรีบ ให้เวลาในการเล่าเรื่องไม่พอ รู้สึกว่าสามารถเป็นหนังยาวได้เลยด้วยซ้ำ ก็เลยทำให้เรื่องดูสะเปะสปะ ขาดความประณีตและจังหวะที่ถูกที่ควร จู่ๆ ก็เหมือนถูกตัดจบ และรู้สึกว่าบางอย่างที่ปูเรื่องมาก็ไม่ได้นำกลับมาใช้อีก ก็ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องหรือจะมีการเล่ารายละเอียดบางอย่างใส่ลงมาในตอนนี้ไปทำไมถ้าจะไม่ได้ใช้ในตอนจบ

1. อยู่ในรถ ( TAXI )
พีท นักธุรกิจหนุ่ม นั่งรถแท๊กซี่จากสนามบินดอนเมือง เพื่อเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทาง ลุงขับรถแท๊กซี่ ชวนคุย หลังจากนั้น พีท เจอผีหลอกในรถ และได้รู้ความจริงว่า เขาได้ตายแล้ว จากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ลุงคนขับรถแท๊กซี่ พาพีทมาส่งที่ดินแดนแห่งความตาย ที่นั่น พีทได้เจอวิญญาณพ่อแม่ ดูหนังฟรี

2. ไปผุดไปเกิด ( STUCK )
ทิวา สาวญาณทิพย์ เดินทางมาที่โรงแรมผีสิงเพื่อมาช่วยเหลือดวงวิญญาณที่ยังไม่ยอมไปผุดไปเกิด ในห้องพักหมายเลข 646 เธอได้เห็นภาพ
ฆาตกรรมในอดีต ทิวาได้ให้ ส้ม เพื่อนสนิทค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เนต และค้นหาความจริงด้วยตัวเอง เธอทำลายยันต์สะกดวิญญาณ ทำให้วิญญาณร้าย โมโหเข้ามาทำร้ายเธอ ด้วยความช่วยเหลือจากวิญญาณที่สิงในโรงแรม ทำให้เธอปราบวิญญาณร้าย และส่งดวงวิญญาณในโรงแรม ไปผุดไปเกิด

3. ใบลาน ( THE BOOK OF TRUTH )
นักเขียนหนุ่มนิยายสยองขวัญ ได้เดินทางมาพัก ที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง เพื่อเขียนนิยายสยองขวัญเรื่องสุดท้าย ที่นี่มีกฎอยู่ 3ข้อ ได้ยินเสียงแปลกในเวลากลางคืนอย่าทัก , อย่าไปดงกล้วยข้างบ้าน ,ไหว้พระชั้นลอยก่อนนอนเขาเจอใบลานลึกลับ ใบลานดึงความทรงจำจากอดีตชาติ ทำให้เขารู้ว่า ชาติที่แล้วเขาชื่อ จันเมื่อชาติที่แล้ว เขาพาเพื่อนรัก ไปสู้กับทหารพม่าแต่ฝ่ายทหารพม่ามีจำนวนมากกว่า ทำให้ เพื่อนของเขาต้องตาย แผน เพื่อนสนิทได้สาปแช่งเขาจากการช่วยเหลือของ ป้าบ้านเช่า และ คมทำให้ดวงวิญญาณของแผนไปสู่สุขคติ ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังไทย กวน มึน โฮ

รีวิวหนังไทย กวน มึน โฮ

รีวิวหนังไทย กวน มึน โฮ

รีวิวหนังไทย กวน มึน โฮ เป็นภาพยนตร์ไทยที่เล่นได้กวนและมึนสมชื่อหนังมาก โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ ผลิตโดยจอกว้างฟิล์ม และจัดจำหน่ายโดย จีทีเอช ออกฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ หญิงสาวและชายหนุ่มชาวไทยที่จู่ ๆ ก็ได้บังเอิญมาพบเจอกันที่กรุงโซลต่างคนต่างอกหัก เดินทางมาเที่ยวเกาหลีคนเดียวทั้งคู่ และได้ตกลงเที่ยวด้วยกัน โดยไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนาม เพราะไม่ต้องการรู้จักกันแบบลึกซึ้ง

 

เรื่องย่อ – กวน มึน โฮ

หญิงสาว(หนูนา หนึ่งธิดา) ผู้หญิงที่โกหกแฟนว่าไปงานแต่งกับเพื่อน แต่จริง ๆ แล้ว เพื่อนไม่ว่าง เลยมาคนเดียว แฟนเธอมีนิสัยจู้จี้ขี้บ่น ทำอะไรก็ห้ามไปหมด ชอบหัวร้อนและอารมณ์เสียใส่ ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ตลอด ดุหมือนพ่อ !! ชายหนุ่ม(เต๋อ ฉันทวิชช์) ผู้ชายที่ไปเที่ยวเกาหลีคนเดียว แต่งตัวโคตรชิลล์ ใส่เสื้อยืดแขนสั้น ย้วย ๆ กางเกงขาสั้น รองเท้าหูคีบ ชิลล์เกิ๊น !! เดินทางมาเที่ยวเกาหลีเพราะว่าอกหัก ลืมแฟนเก่าที่คบกันมานานหลายปีไม่ได้ เลยหนีมาเที่ยว เผื่อจะดีขึ้น มีอยู่คืนนึงชายหนุ่มก็เมาเละเทะเลย อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำของโรงแรม นอนสลบอยู่หน้าเกสเฮ้าส์แห่งหนึ่ง โดยมีรองเท้าของใครก็ไม่รู้

เป็นหมอนคู่ใจของเขายันเช้าติสวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มก็ลุกพรวดขึ้นมา เห็นหน้าหญิงสาวพอดี เธอเอะอะโวยวายเพราะต้องการจะทวงเสื้อคลุมที่เธอเสียสละให้ห่มกายนอนเมื่อคืน หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ตีมึน บอกว่าหลงทางกลับโรงแรมไม่ถูก จึงอยากขอให้หญิงสาวช่วยไปส่งหน่อยได้มั้ย แต่สุดท้ายเขาก็ไปไม่ทันทัวร์ พลาดตกรถ เพราะว่ากว่าจะเจอโรงแรมก็สายแล้ว ทัวร์กรุ๊ปของชายหนุ่มได้ไปทัวร์ที่อื่นต่อแล้ว เลยทำให้ชายหนุ่ม(เต๋อ ฉันทวิชช์) ต้องย่องตามหญิงสาวไป เพราะอยากขอวอนให้เที่ยวด้วยกันได้มั้ย ทั้งที่หญิงสาวตั้งใจจะมาเที่ยวคนเดียวแบบสาวติส จนทั้งสองได้ตกลงปลงใจเที่ยวด้วยกัน แต่มีข้อแม้ว่า จะไม่รู้จักชื่อของกัน ไม่เอ่ยข้อมูลส่วนตัวเลย โดยเที่ยวด้วยกันแบบ ใช้นามสมมุติ เรียกกันแทน เพราะไม่อยากเป็นคนรู้จักกัน เวลาพูดอะไร ทำอะไรจะได้ไม่ต้องเกรงใจใคร หรือทะเลาะกับใคร ให้เป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าสองคนที่มาเที่ยวต่างประเทศด้วยกันแค่นั้น เว็บดูหนังกวน มึน โฮ (ไม่ประทับใจเท่ารถไฟฟ้าฯ) : ยินดีที่ไม่รู้จัก  ได้มาพบรักที่เกาหลี จากบล็อก โอเคเนชั่น oknation.net

ความรู้สึกหลังดูจบ –

เป็นหนังที่หลังดูจบคือ ไม่อยากให้จบเลยอ่ะ น่าจะเล่นต่ออีกหน่อยนึง อย่างน้อยขอรู้ชื่อ พระเอกนางเอกก่อนได้มะ ทั้งเรื่องสรุปไม่มีใครรู้ชื่อนักแสดงนำเลย คือตอนจบกำลังจะบอกชื่อ หนังก็จบเลย มันค้างคามากเลยครับ >< นอกนั้นฉากอื่น ๆ คือดีหมดเลย ยกเว้นแต่ตอนจบน่าจะเล่นไปให้สุดกว่านี้ จะดีมาก ปล. อยากให้มีภาคสอง แต่น่าจะฝันสลายเพราะหนังก็ฉายไปนานแล้ว อดเบย อาจจะค้างคานิดนึง แต่เดาว่าตอนจบมันต้องแฮปปี้แน่ ๆ เพราะพระเอก บอกรักผ่าน วิทยุพี่อ้อยพี่ฉอด ขนาดนั้น จนนางเอกร้องไห้ออกมาด้วยความซึ้งใจ หนังฟรี

ฉากที่ประทับใจ –

1. ฉากที่พระเอกไปเที่ยวที่เกาะนามิ

หรือ ที่คุณเต๋อเขาเรียกว่า เกาะฮานามิ อ่ะ >< แล้วได้ไปนั่งกินอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งกับนางเอก แล้วก็ชมเจ้าของร้านว่า ลุง ลุง อาหารร้านลุงแม่งรสชาติเหี้ยมากเลย หมาไม่แดกอ่ะ โคตรห่วยแตกเลย พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้ลุงเจ้าของร้านด้วย แล้วลุงเขาก็ก้มหัวลงขอบคุณใหญ่เลย เพราะเข้าใจว่าลูกค้าชม คือแบบซีนนี้ฮามาก ประมาณว่าที่พระเอกจะสื่อให้รู้ว่า ไหน ๆ ก็จะเที่ยวแบบไม่รู้จักใครไงละ เราพูดอะไรไปเขาก็ฟังไม่ออกหรอกไรงี้ เลยแกล้งลุงให้นางเอกดู ชอบความเล่นพิเรนของพระเอกมาก

2. ฉากที่นางเอกต่อว่าแฟนตัวเองทางโทรศัพท์

คือปกติจะยอม ๆ ไปไง แต่พอเธอโดนแฟนด่ายับ แถมยังบอกเลิกอีก ทั้งที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ แล้วนางเอกก็ทนไม่ไหว ใส่เป็นชุดเหมือนกัน เรารู้สึกว่าเหมือนนางเอกอัดอั้นตลอดเวลาที่คบกับแฟนคนนี้ไม่เคยได้เป็นตัวเองเลย โดนสั่ง โดนห้าม ไอนั่นไอนี่ จนข้างในมันอึดอัดมาก เลยพอแฟนบอกเลิกมาแบบนี้ ก็จัดไปด่าตัดไฟ ระเบิดความในใจออกมาทั้งหมดเพื่อจบความสัมพันธ์นี้ซักที

แล้วก็ยังมีอีกหลายซีนเลยที่ชื่นชอบ ส่วนใหญ่จะเป็นฉากตลกคอมเมดี้ต้องยกนิ้วให้คนเขียนบทเลย มันฮามาก เข้ากับนักแสดงสุด ๆ โดยปกติแล้วพระเอกนางเอก ก็เป็นคนกวน ๆ อยู่แล้วด้วย แต่ละซีนมันเลยออกมาลงตัวมากขึ้น หนังใหม่

รีวิวหนังไทย กวน มึน โฮ

ใครที่ต้องการชมภาพยนตร์ที่คลายเครียดเพราะเหนื่อยจากการทำงานเซ็งกับสิ่งรอบข้าง ในเรื่องไม่ได้ดราม่าจนเกินไป เน้นไปทางคอมเมดี้มากกว่า รับรองว่าคุณจะอารมณ์ดีและผ่อนคลายขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อได้มาลองชมภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ ซึ่งทางทรูไอดีก็มีให้ชมนะ

ภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ เป็นภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก คอมเมดี้ ผลงานการกำกับของ บรรจง ปิสัญธนะกูล ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มและหญิงสาวชาวไทยที่ต่างคนก็ต่างไปเที่ยวประเทศเกาหลีคนเดียว ความบังเอิญทำให้พวกเขาได้พบกัน ทั้งสองจึงทำข้อตกลงที่จะไม่บอกชื่อแก่กัน เพื่อจะได้ออกเที่ยวเกาหลีด้วยกันอย่างสบายใจ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักแสดงมากความสามารถมากมายมาร่วมแสดงไม่ว่าจะเป็นฉันทวิชช์ ธนะเสวี ที่มารับบทเป็น ด่าง (นามแฝง) ผู้ชายที่จะไปเที่ยวประเทศเกาหลีใต้ ด้วยรองเท้าแตะ และเสื้อยืดย้วย ๆ เขาเป็นคนเดียวในกรุ๊ปทัวร์ที่ไม่มีครอบครัวหรือคนรักมาด้วย ด้วยความเหงาและเดี่ยวดายของเขานี่เองที่ทำเขาเมา จนไม่สามารถตื่นทันทัวร์ได้

เขาจึงถูกทิ้งไว้ที่โรงแรมคนเดียว คนต่อมาคือหนึ่งธิดา โสภณ มารับบทเป็น (เม) หญิงสาวที่แอบแฟนไปเที่ยวประเทศเกาหลีเพียงคนเดียว เพราะต้องการที่จะไปงานแต่งเพื่อน และตามรอยซีรี่ย์เกาหลีที่เธอชอบ และคนสุดท้ายที่จะมาแนะนำในวันนี้คือวรัทยา นิลคูหา ที่มารับบทเป็น ก้อย อดีตแฟนเก่าของด่าง ที่เคยทิ้งเขาไปเพราะเขาไม่ได้ให้ความมั่นคงแก่เธอ เธอกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับแฟนใหม่ จนเมื่อเธอได้รับจดหมายจากด่าง เธอจึงเดินทางมาประเทศเกาหลีเพื่อบอกเขาว่าคนที่เธออยากแต่งงานด้วยจริงๆคือเขา โดยภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ เป็นภาพยนตร์เมื่อปี 2553 เว็บดูหนังฟรี

ภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ เปิดเรื่องราวมาที่ หนุ่มคนหนึ่งที่เหมือนเพิ่งจะอกหักมา เลยตัดสินใจไปเที่ยวประเทศเกาหลีกับกรุ๊ปทัวร์ การไปเที่ยวครั้งนั้นของเขา เป็นการไปที่ชิวมาก ๆ เพราะเขาไม่มีสัมภาระใด ๆ มีแต่เสื้อผ้าชุดที่เขาใส่อยู่เพียงชุดเดียว และเมื่อไปถึงเกาหลีความเหงา ก็ทำให้เขาดื่มเหล้าไปเยอะ จนไม่สามารถที่จะตื่นทันกรุ๊ปทัวร์ทัวร์ได้ เขาตกรถและถูกทิ้งไว้ที่โรงแรม แต่ความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่ เพราะเขาได้มาเจอกับสาวไทยคนหนึ่ง ที่ก็มาเที่ยวคนเดียวเช่นกัน

เขาจึงขอช่วยให้สาวไทยคนนั้นเป็นไกด์นำเที่ยวให้ สาวคนนั้นตกลง และก่อนจะไปเที่ยวกันพวกเขาก็ได้ทำข้อตกลงกันว่า ขณะที่อยู่ที่เกาหลี พวกเขาจะไม่บอกชื่อกันและกัน เพื่อจะได้เที่ยวกันอย่างเต็มที่ และไม่ต้องรู้สึกอะไรเมื่อต้องแยกจากกัน แล้วเรื่องราวของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามชมได้ในซีรี่ย์เรื่อง กวน มึน โฮ

ในช่วงที่ออกฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก จนเป็นกระแสให้คนไทยต่างพากันไปเที่ยวเกาหลี เพราะเนื้อเรื่องที่มีความสนุก น่าติดตาม มีทั้งความโรแมนติก และความตลก แถมเรายังจะได้ชมภาพวิวของประเทศเกาหลีใต้ไปในตัวอีกด้วย กับภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ

ตอนที่หนังเรื่องนี้เข้าฉาย ผมไปถ่ายรูปเล่นตามอารมณ์ตามใจชอบที่ประเทศลาวและอยู่ที่นั้นยาวเกือบเดือน เวลานั้นผิดหวังและอกหักเลยไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มีโปรแกรมฉายในโรง และมีโอกาสมาดูจริงๆจังในอีก 10 ปีต่อมา
.
สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ หนังอยู่ในหมวดที่ไม่เข้าพวกของค่าย GTH หรือ GDH เลยสักนิด มันแฝงห้วงอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งเรื่องความสัมพันธ์อันรวดเร็วของชายหญิงแปลกในต่างแดน ที่เกิดเป็นความรู้สึกดีๆต่อกัน ทั้งที่มีเวลาอันแสนสั้น หรือแม้กระทั่งวัฒนธรรมคนไทยที่มีต่อดินแดนเกาหลี รวมไปถึงมุมมองทัศนคติชีวิตคู่ของชายหญิง โดยใช้ความคอเมดี้ผสมผสานกับเคมีนักแสดงที่เข้าขากันมากมาเล่าเรื่องให้คมคายตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นงานที่ชอบมากสำหรับ บรรจง ปิสัญธนกุล ดูหนังฟรี
.
ข้อดี
ปกติเราคงคุ้นชินหนังรักเลียนๆหวานโรแมนติกจนเคยชิน ภาพลักษณ์หนังเรื่องนี้ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่ามันต้องคอเมดี้แน่ๆ ส่วนหนึ่งมันไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด เมื่อมองดูองค์ประกอบหนังจริงๆแล้ว มันมีข้อความมากมายที่แฝงลงไปในตัวหนัง จนรู้สึกว่า มันยอดเยี่ยมมาก ปกติคนเราจะคบกันรักกัน ต้องทำความรู้จัก ซึ่งมันต้องใช้เวลา กว่าที่ความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้ “พี่โต้ง” ก็ฉลาดมากที่นำ ประเด็นนี้มาเป็นตัวชูโรงว่า ความรักมันจะเกิดได้จริงใช่ไหม ในเวลาที่จำกัด มันยังต้องการพิสูจน์จริงไหม
.
ชายหญิงแปลกหน้า 2 คน ที่มีปมในใจ มาเที่ยวแดนโสมขาวด้วยจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน คนหนึ่งซื้อทัวร์หวังจะมากับแฟน แต่ถูกบอกเลิกกลางทางเพราะไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนสถานะเป็นสามีภรรยา อีกคนหลอกแฟนว่ามากับเพื่อน เพื่ออยากไปเที่ยวคนเดียว ไปงานแต่งงานเพื่อน ได้ทำอะไรที่ตัวเองอยากเป็น โดยปราศจากแฟนจอมบงการ จากนั้นสถานการณ์นำพาตัวละครค่อยๆเชื่อมเข้าหากัน ภายใต้ความหรรษาความคอเมดี้ ที่หนังพาทัวร์โลเคชั่นสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะไปตอบรอยสถานที่ถ่ายทำซีรีส์เกาหลี ร้านกาแฟ แลนมาร์ครอบๆกรุงโซล ด้วยสถานการณ์บังคับเพราะความเป็นคนไทย การที่ทั้งคู่ได้พบปะพูดคุยกันเหมือนละลายพฤติกรรม ความอคติต่อกันลงไป ดูหนังออนไลน์