Category Archives: หนังไทยnetflix

หลงไฟ รีวิวหนังไทย

หลงไฟ รีวิวหนังไทย

หลงไฟ รีวิวหนังไทย

 

 

คนจำนวนไม่น้อยพร่ำบ่นกันว่าละครไทยมันน้ำเน๊า.. น้ำเสีย นั่งมองแต่ละทีมีแม้กระนั้นยุงบินว่อน หนังไทยnetflix แถมยังรังควานสังคมทางอ้อมด้วยฉากชิงรักหักสวาท อารมณ์ทำนองว่าข่มขืนกระทำชำเราโรแมนติก (ดารานำชายปลุกปล้ำนางเอก แล้วนางเอกก็ตกลง.. ให้หัวใจไปซะงั้นกระทั่งผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยเริ่มเอือมสุดจะทนกับละครไทย แล้วก็หันไปให้ความชื่นชอบกับซีรี่ส์ของฝรั่งมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระนั้นวันนี้บอกได้เลยว่าคุณกำลังเริ่มจะหันมาพบแสงไฟแล้ว เพราะเหตุว่าละครไทยเวลานี้เค้าทำดี๊ดี.. ไม่ใช่ละครไทยแบบที่เมินหน้าหนีอีกแล้ว อย่างละครที่กางไต๋จะมาเอ่ยถึงในวันนี้โน่นเป็นละครที่พึ่งจบไปหมาดๆอย่างเรื่อง หลงไฟ” ละครที่ไม่ใช่แค่สะท้อนสังคม แม้กระนั้นยังสอนสังคม กระทั่งผู้ชมจะต้องเศร้าใจ กลัวแนวทางการทำชั่วช้าสารเลวอย่างยิ่งจริงๆเชียว!! แถมความครีเอทของละครหัวข้อนี้ยังมาเต็ม พูดได้ว่าเป็นมิติใหม่ของละครไทยอย่างยิ่งจริงๆ

 

หลงไฟ รีวิวหนังไทย

“หลงไฟ” บทประพันธ์แนวเมโลดรามาของกฤษณา อโศกสิน ที่เคยถูกสร้างออกมาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งแรกคือเมื่อปี 2533 และครั้งต่อมาในปี 2544 แต่ไม่ได้ออกอากาศ และกลับมาได้รับความนิยมและเป็นกระแสอีกครั้งในปี 2560 โดยเวอร์ชั่นปี 2560 นี้ มีผู้กำกับการแสดงคือ กู่ – เอกสิทธิ์ ตระกูลเกษมสุข  และคฑาเทพ ไทยวานิช โดยมีผู้ทำบทโทรทัศน์คือ ธัญลักษณ์ จุลพงษ์

และมีนักแสดงนำของละครคือ พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, ปฐมพงศ์ เรือนใจดี,จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล,มชณต สุวรรณมาศ, กัลยา เลิศเกษมทรัพย์, ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม, พิษณุ นิ่มสกุล, ภัทรภณ โตอุ่น, กิจเกษม แมคแฟดเดน, ณัฐภัสสร สิมะเสถียร, กฤตธวัฒน์ เอกชัย, สรัณณัฏฐ์ ประดู่คู่ยามดี และ วรินดา ดำรงผล ดูหนังฟรี,ดูหนังออนไลน์

 

เรื่องย่อ

หลงไฟ ep 1 เป็นเรื่องราวของหญิงสาววัยมหาวิทยาลัย ชื่อก้านแก้ว ที่นอกจากเธอจะมีความสวย ความสามารถ และกริยาอันน่าดึงดูดใจแล้ว เธอยังมีอาชีพเสริมที่คนภายนอกไม่รู้ นั่นคือ เป็นสาวไซด์ไลน์ในมาดของพริตตี้สาวสวยสุดฮอต ความที่เธอรับงานเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว จึงทำให้เธอมีโอกาสได้รู้จักคนมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะคนมีชื่อเสียงต่างๆ ในสังคม และนั่นทำให้เธอดูเป็นคนที่มีกริยาและความสามารถเกินวัย จนทำให้ใครๆ อดอิจฉาในตัวเธอไม่ได้

ก้านแก้วเอง มีเพื่อนสนิทชื่อชาลา และกุญชร ชาลาแม้จะเกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจนไม่ต่างจากก้านแก้ว แต่เธอกลับเป็นสาวที่มีอุปนิสัยตรงข้ามกับก้านแก้วอย่างสิ้นเชิง เธอเป็นเพียงนักศึกษาธรรมดา มุ่งหวังเพียงว่าเมื่อเรียนจบ จะได้ทำงานประจำ ที่มั่นคงสักแห่ง และสามารถเลี้ยงแม่และน้องชายได้ บุคลิกของเธอแตกต่างกับก้านแก้วอย่างมาก เธอชอบความเรียบง่าย ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย ไม่ทะเยอทะยาน และอยากพัฒนาตนเองจนเกินตัว ด้วยอุปนิสัยและทัศนคติหลายอย่างที่ตรงข้ามกับก้านแก้วอย่างสิ้นเชิง ก้านแก้วจึงมักรู้สึกรำคาญและอึดอัดที่เพื่อนของเธอเป็นเช่นนี้ จนก้านแก้วอดที่จะบ่นในความเรียบง่ายของชาลาไม่ได้

 

หลงไฟ รีวิวหนังไทย

 

แต่ถึงอย่างนั้นก้านแก้วเองก็หวังดีกับชาลา เธอจึงแนะนำให้ชาลาตกลงปลงใจกับดุรงค์ หนุ่มไฮโซเจ้าของโรงแรมที่ชาลาฝึกงานอยู่ ซึ่งเขาหลงรักเธอด้วยใจจริง และพยายามทำดีกับครอบครัวชาลา ขณะเดียวกันกุญชรก็เป็นเพื่อนสนิทที่ตามจีบด้วยความดีและหลงรักก้านแก้วอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้น  ก้านแก้วก็ไม่ได้สนใจในตัวกุญชรมากนัก เพราะกุญชรไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ ในชีวิตเธอ

ชีวิตการทำงานพริตตี้และไซด์ไลน์ของก้านแก้วดำเนินไปเรื่อยๆ เธอมีโอกาสเจอผู้ชายดีๆ และร่ำรวยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโชน ชายหนุ่มไฮโซที่มีคู่หมั้นอยู่แล้ว อาวุธ ชายหนุ่มวัยกลางคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตในบริษัทที่ก้านแก้วฝึกงาน แต่มีภาระครอบครัวต้องดูแล และชายที่ซื้อบริการคนอื่นๆ ที่มาพัวพันในชีวิตเธอ..

 

เรื่องราว

แม้จะดูเป็นสาวที่สวย ไฮโซ และเก่งในสายตาคนภายนอก แต่ชีวิตของก้านแก้วก็ต้องมาพลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อโชนตัดสินใจโบกมือลาคู่หมั้นแล้วมาใช้ชีวิตกับเธออย่างเป็นจริงเป็นจัง จากหนุ่มไฮโซ ก็กลับกลายมาเป็นหนุ่มแมงดา ให้เธอหาเลี้ยง

ด้วยงานพริตตี้และไซด์ที่เคยทำอยู่ ไม่สามารถหาเลี้ยงชีวิตไฮโซของโชน และผ่อนคอนโดสุดหรูของเธอได้ เธอจึงหาลู่ทางใหม่ๆ จนได้รู้จักกับ เขียว ผู้ดูแลสถานบันเทิงชื่อดัง เขียวหลอกให้เธอทำงานกับเขา ใช้งานเธออย่างคุ้มค่า และโกงเธออย่างเลือดเย็น หากเธอปฏิเสธที่จะทำงาน เขาจะลงไม้ลงมือกับเธออย่างเหี้ยมโหด หลงไฟ ep 11

ขณะเดียวกัน โชนก็ได้สืบรู้ว่าก้านแก้วทำอาชีพไซด์ไลน์ เขาจึงเลือกเดินจากเธอไปอย่างไม่ใยดี ปล่อยให้เธอตกอยู่ในนรกของการขายบริการกับนายหน้าอย่างเขียว

 

หลงไฟ รีวิวหนังไทย

 

เขียวทั้งข่มขู่ ทำร้ายก้านแก้ว.. จากหญิงสาวสวย ที่ดูไฮโซ จึงค่อยๆ กลายเป็นหญิงสาวที่โทรมและโหมงานหนัก เขียวทั้งกักขังและรังแกเธอสารพัด จนเมื่อก้านแก้วถึงขีดสุด จึงหาทางหลุดพ้นจากวงจรนี้ด้วยการติดต่อกับลูกค้าหนุ่มชาวเยอรมัน ที่เคยซื้อบริการของเธอ นั่นคือจาโคบี้ หลังจากเธอติดต่อจาโคบี้ได้ เขาจัดการปลดพันธนาการของเธอจากเขียว ด้วยการจ่ายเงิน 2 ล้านบาทให้กับเขียว พร้อมกับข่าวดีที่ว่าก้านแก้วจะได้ย้ายไปอยู่กับเขาที่เยอรมันในฐานะภรรยาของจาโคบี้

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ชาลาเองก็ไม่ได้มีความสุขกับดุรงค์นัก เพราะหลังจากที่เริ่มสนิทสนมกับเขามากขึ้น และรู้สึกดีกับดุรงค์แล้ว เธอจึงพบว่าแท้จริงแล้ว ดุรงค์ได้แต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอจึงตัดสินใจเลิกกับดุรงค์ และเริ่มความสัมพันธ์กับกุญชรแทน

เมื่อก้านแก้วมาถึงเยอรมัน เธอเริ่มสงสัยและประหลาดใจเกี่ยวกับงานที่จาโคบี้ทำ ก่อนรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาหลอกเธอมาขายให้กับซ่องในเยอรมัน.. ฝันที่เธอเคยวาดไว้ว่าจะมีชีวิตที่ดีก็พังทลายลงในพริบตา วันทั้งวันเธอวุ่นกับการรับแขกนับสิบคน ไม่ได้พักผ่อน และเธอเริ่มโทรมตามวิถีชีวิต ไม่ใช่เพียงร่างกายที่บอบช้ำ หากเป็นจิตใจเธอด้วย เธอรู้ว่าไม่มีทางหนีรอด และเริ่มตรอมใจ หวนคิดถึงคำพูดของชาลาที่เคยตักเตือนเธอต่างๆ นานา ภาพความหลังต่างๆ เกี่ยวกับผู้คนในชีวิตของเธอค่อยๆ ไหลผ่านเข้ามาในความคิด ขณะเดียวกันเธอก็เริ่มต่อต้านพวกคุมซ่องที่ใช้กำลังกลับเธอ จนพวกคุมซ่องเหล่านั้นขาดสติและยิงเธอทิ้ง

 

พล็อตเรื่องที่น่าสงสารของตัวละครก้านแก้ว

เรื่องราวของก้านแก้ว จึงเป็นเรื่องที่สะเทือนใจในความรู้สึกคนดูอย่างมาก แม้ว่าการอ่านเรื่องย่อชีวิตของเธอ และหลายคนต้องอดที่จะสมน้ำหน้าเธอในใจไม่ได้ หากแต่ได้ดูในเวอร์ชั่นเต็มของละครแล้ว จะคิดว่าได้ว่า ชีวิตของเธอนั้นช่างน่าสงสารและสังเวชใจในเวลาเดียวกัน อีกทั้งการนำเสนอในเวอร์ชั่น 2560 นี้ หลงไฟได้ถือเป็นละครที่น่าสนใจแห่งปีเลยก็ว่าได้ เพราะละครเรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสอนสังคมด้วย ในขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็นรูปแบบการโปรโมทละคร และทำให้ละครเป็นกระแสทางโลกออนไลน์ได้เป็นอย่างดี จนถึงขั้นทุบสถิติยอดเข้าชมทางโลกออนไลน์เลยทีเดียว

 

หลงไฟ รีวิวหนังไทย

 

เรามาดูกันดีกว่า ว่ามีเหตุผลอะไรบ้าง ที่ละครเรื่องนี้สมควรอย่างยิ่งที่ควรจะโปรโมทให้เป็นที่รู้จักไปทั่วบ้านทั่วเมือง และเป็นละครที่ควรปลุกให้คนที่กำลังหลับใหลหรือหลงระเริง เข้ามาดู!

 

ครั้งแรกของการรับบทนี้ของ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก

นับเป็นครั้งแรกของการพลิกบทบาทของนักแสดงนำอย่าง ใบเฟิร์น – พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ใบเฟิร์น มักได้รับบทนางเอกใส หวาน หรือห้าวแบบน่ารัก ตามฉบับของนางเอกละครไทย ซึ่งเธอก็ได้แสดงให้เห็นถึงฝีมือการแสดงที่เรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์ของเธอมาบ้างแล้ว และดูเหมือนว่าการพลิกบทบาทการแสดงในครั้งนี้ จะกลายเป็นผลงานครั้งสำคัญที่สร้างชื่อให้เธออีกครั้ง ชนิดที่สามารถติดแฮชแทคใส่รัวๆ ว่า #นักแสดงสายฝีมือ เพราะทั้งท่าทาง น้ำเสียง สีหน้า และสายตาที่ใบเฟิร์นแสดงออกมาได้อย่างมีมิติและเป็นธรรมชาติ จนทำให้ผู้ชมเคลิ้มและสัมผัสได้ถึงความเป็นสาวไซด์ไลน์ของเธอ จนลืมภาพนางเอกหวานใสจากละครที่ผ่านมาไปโดยปริยาย หลงไฟตอนจบ

 

 

ในขณะเดียวกัน การทำให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงละครหลงไฟได้ผ่านการอัพโหลดลงช่องทาง Youtube และวิดีโอ Live ยิ่งทำให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงและง่ายต่อการติดตามละครอย่างมาก จึงไม่แปลกใจ ที่ละครเรื่องนี้จะเป็นกระแสในโลกออนไลน์อย่างมาก (เพราะผู้ชมดูผ่านสมาร์ทโฟนได้ยังไงหล่ะ ไม่ต้องเปิดจอโทรทัศน์ แต่อยู่ที่ไหนก็ดูได้แล้ว แถมยังดูย้อนหลังได้ด้วย จึงเป็นการกวาดกลุ่มเป้าหมายของคนยุคใหม่ ที่นิยมดูวิดีโอทาง Youtube ได้ดี) และคงต้องกล่าวชมทีมการตลาดหรือครีเอทีฟของหลงไฟ เวอร์ชั่น 2560 ด้วย เพราะในขณะ Live วิดีโออยู่นั้น ได้ใช้โอกาสในการพักเบรค หากิจกรรมที่ทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วมใน Live ทั้งการทำให้ผู้ชมคอมเม้นแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น หรือการกดอิโมติคอนต่างๆ เพื่อให้ผู้ชมได้เลือกฝั่งของตน

 

หลงไฟ รีวิวหนังไทย

ละคร หลงไฟ ทุกตอน มีการปรับบทละครให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างกลมกลืน แน่นอนว่าบทประพันธ์และบทโทรทัศน์ของละครแต่ละเรื่องย่อมได้รับการปรับให้เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ก็ยังอดชื่นชมในผู้เขียนบทละครโทรทัศน์ของหลงไฟไม่ได้ เพราะสามารถเข้าถึงยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี จับประเด็นและกระแสแรงๆ ที่คนชอบจับกลุ่มเม้าส์มาใส่ในละครได้หมด ชนิดที่ว่ากวาดเรียบในการดึงความสนใจของคนยุค 2017 ทั้งการเปลี่ยนให้หญิงสาวโสเภณีธรรมดาๆ ในยุคก่อนที่ปรากฎในบทประพันธ์ฉบับเดิม กลายมาเป็นพริตตี้สาวไซด์ไลน์สุดฮอตในยุคปัจจุบันและจากสาวโสเภณีผิวแทน ที่คนยุคก่อนตีค่าว่าเธอเป็นเมียฝรั่งในบทประพันธ์ต้นฉบับ ก็ได้กลายเป็นสาวสวยหมวยเกาหลี ที่เป็นค่านิยมความงามของสังคมไทยในยุคนี้

หรือแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างการเช่ากระเป๋าแบรนด์เนม หรือการอัพโหลดชีวิตดีๆ บนโซเชี่ยล การตัดต่อรูปไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อสร้างภาพ ก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกอินตามละครได้ เพราะหลายคนก็คุ้นเคยหรือรับรู้กับเรื่องแบบนี้มาพอสมควร

 

 

ตอนจบในบทประพันธ์และบทละครเวอร์ชั่น 2560 ไม่ได้แตกต่างกันนัก นั่นคือก้านแก้วต้องเสียชีวิตลงในซ่องที่ต่างประเทศ เพราะโดนหลอกไปขายตัว ซึ่งต้องบอกว่าตอนจบแบบนี้คลาสสิคและดึงความรู้สึกของผู้ชมให้จมดิ่งสู่ความเศร้าและสะเทือนใจได้เป็นอย่างดี และนับว่าเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของละครเรื่องนี้เลยทีเดียว

นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้ผู้ชมต้องอมยิ้ม นั่นคือการทำตอนจบอีกแบบออกมาเอาใจผู้ชม ที่รู้สึกหดหู่ใจจากการชมหลงไฟตอนจบด้วยการทำให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่ก้านแก้วฝันร้ายไป และกลับให้ชาลากลายเป็นหญิงสาวที่ขายบริการเอง และแม้การจบแบบนี้จะทำให้ผู้ชมอมยิ้มได้ แต่ก็ยังอดคิดถึงชีวิตชาลาไม่ได้ ว่าจะมีจุดจบแบบก้านแก้วรึเปล่า

รีวิวหนังไทย the underclass ห้องนี้ไม่มีห่วย

รีวิวหนังไทย the underclass ห้องนี้ไม่มีห่วย

รีวิวหนังไทย the underclass ห้องนี้ไม่มีห่วย

 

 

The Underclass ห้องนี้ไม่มีห่วย

แนว : Drama / วัยรุ่น

กำกับโดย ภาส พัฒนกำจร

แสดงโดย มิวสิคBNK48, มิวนิคBNK48, ฝ้ายBNK48, ฟ้อนด์BNK48, สตางค์BNK48, พาขวัญBNK48, จ๋าBNK48, ก่อนBNK48, มิโอริBNK48, จิ๊บBNK48, เปี่ยมBNK48, Sailor Nink

ผลิตโดย : GMM

ถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงของแนวทางการทำ Series ไทย ทาง Netflix ชอบมีกระแสที่มีทั้งคนถูกใจและไม่ถูกใจออกมามีความคิดเห็น ยิ่งมีอีกสายกระแสเข้ามาผสมอย่างน้องๆBNK48 แน่ๆละครับ อีกทั้งการผลิต การโหน รวมทั้งการชนกระทบกระแทกย่อมมา
ซีรี่ย์ห้องนี้ไม่มีไม่ดี Underclass กระจายเสียงทุกๆวันอาทิตย์ 21:30 น. ทาง GMM25 แล้วก็ 23:00 น. ทาง Netflix

ได้ ภาส พัฒนกำจร จากหนังอินดี้ มาสู่หนังแมสอย่าง เรื่องผีมีอยู่ว่า ,รักจัดหนัก มาทำหน้าที่กำกับ แล้วก็ดาราหนังจากค่าย BNK48 รุ่น มิวสิค ก่อน จ๋า จิ๊บ เปี่ยม โอคุโบะ มิโอริ สมาชิก BNK48 รุ่น มิวนิค พาขวัญ ฝ้าย สตางค์ ฟ้อนด์ และก็ผลงานท้ายที่สุดในฐานะสมาชิก BNK48 ก่อนที่จะประกาศสำเร็จการศึกษา นิ้ง สมาชิก BNK48 รุ่น ร่วมด้วย แสดงชายหนุ่ม ม่อน ธนัชชัย ปลาย แล้วก็ ไม้เอก มาสร้างสีสันให้ซีรีย์เรื่องนี้

 

เรื่องย่อ

เรื่องนี้เป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกวงไอดอล BNK48 เหล่าโอตะ น่าจะคอยเรื่องนี้อยู่เช่นกันละเนอะ GMM25 เขาก็เสิร์ฟร้อนมาให้ดูอาทิตย์ละตอนกับลงใน หนังไทยnetflix ด้วย ซึ่งทีแรกๆถูกเสิร์ฟออกมาแล้วเป็นระเบียบเรียบร้อยโรงเรียน BNK เป็นเรื่องของโรงเรียนมัธยมศึกษาหญิงล้วนแบบกินนอนชั้นแนวหน้าแห่งหนึ่ง ซึ่งแบ่งห้องเรียนตามระดับคะแนนการศึกษาของนักเรียน ตั้งแต่ห้อง ไปถึงห้อง โดยที่ไม่มีการแบ่งสายการเรียน ใช้เพียงแค่หลักสูตรเดียว แต่ว่ามีวิชาเลือกให้เลือกลงได้ตามคะแนนรวมทั้งหน่วยกิตที่มี ก็ไม่ได้ยากอะไรเลยนะ ห้อง เป็นแหล่งรวมของเด็กที่เยี่ยมแล้วแต่ห้อง เป็นห้องที่บรรจุไปด้วยเด็กห่วยในสายตาของรอง ผู้อำนวยการ ที่มีค่านิยมเป็นวิสัยทัศน์ที่ว่า เด็กจะต้องเรียนเก่งและก็ได้คะแนนดีเพียงแค่นั้นถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้และการจบการศึกษาออกไปจากโรงเรียนนี้ นับว่าเป็นเกียรติยศที่น่าภูมิใจดูหนังฟรี

 

รีวิวหนังไทย the underclass ห้องนี้ไม่มีห่วย

 

เด็กทุกคนจะมีคะแนนคล้าย ๆ กับการประกวดวงเกิร์ลกรุ๊ป มีการเลื่อนลำดับจาก A-F โดยที่คะแนนของทุกคนจะขึ้นโชว์อยู่ที่แอปพลิเคชันของโรงเรียน ใครเก่งใครห่วยก็รู้เช่นเห็นชาติกันหมด มีแต้มสะสมคะแนนจากการเช็กอินเข้าชั้นเรียน
พะแพง (มิวนิค-นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล) เด็กห้อง A คนเก่งต้องตกไปอยู่ห้อง F เพราะเธอดันถูกจับได้ว่าโกงข้อสอบ ทำไมอยู่ห้อง A แล้วต้องโกงข้อสอบล่ะ ซีรีส์ทำให้เห็นว่าเด็กเครียดค่ะ กลัวลำดับจะร่วงลงมาแล้วพ่อแม่จะผิดหวังจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ชีวิตในห้อง F มันไม่ง่ายเพราะพะแพงเข้ากับใครไม่ได้ สังคมต่างจากห้อง A ที่เธอมาโดยสิ้นเชิง แถมเธอยังมีเรื่องกับ มีน (มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์) หัวโจกของห้องอีกต่างหาก แถมเธอยังเข้าไปพัวพันกับขบวนการ “แกะดํา” โดยไม่ตั้งใจ นี่คือเนื้อหาของ Ep1 ดูหนังออนไลน์

 

พล็อตเรื่องและบทบาท

พล็อตเรื่องวางมาดีมาก ๆ นะคะมีความร่วมสมัยและเข้ากับเหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน ที่การแข่งขันทางด้านการศึกษาเข้มข้นไม่เลิก จริง ๆ แล้วค่านิยมเด็กเก่งเด็กเรียนและการตั้งความหวังของพ่อแม่เรื่องการศึกษาของลูก มันอยู่คู่โลกใบนี้มานานแล้วละ ตัวบทเมื่อดูไปเพียงแค่ Ep เดียวก็สัมผัสได้เลยว่ามีการจิกกัดวัฒนธรรมการศึกษาในระบบ พยายามสะท้อนค่านิยมการศึกษาที่พุ่งเป้าไปที่ผลการเรียน คะแนน เกรดแถมยังใส่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเข้าไปอีกด้วยการเขียนให้เด็กห้อง A ได้รับสิทธิพิเศษแบบเกินต้านจนแตกต่างกับเด็กห้อง F ราวฟ้ากับเหว ห้องนี้ไม่มีหวย เต็มเรื่อง

ไม่ว่าจะเป็นทางเดินในโรงเรียนที่มีทางพิเศษเฉพาะเด็กห้อง A เท่านั้น เรือนนอนที่หรูหราหมาเห่าในขณะที่เด็กห้อง F ได้นอนในบ้านพักโทรม ๆ อาหารที่แตกต่างไปตั้งแต่ห้องที่จัดให้รับประทาน ภาชนะที่ใส่ไปจนถึงเมนูอาหาร ทั้ง ๆ ที่เด็กทุกคนที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้ จ่ายค่าเทอมเท่ากันทุกคน อ้าวววว ไหงงันล่ะ ก็เข้าใจได้ในระดับหนึ่งค่ะว่าบทพยายามจะให้เห็นความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำที่ทางโรงเรียนปฏิบัติ คุณต้องพยายามไปยืนในจุดที่สูงที่สุดเท่านั้นถึงจะได้รับการปฏิบัติที่ดี

 

รีวิวหนังไทย the underclass ห้องนี้ไม่มีห่วย

 

พล็อตเรื่องดีนะคะ แต่บทมีความ contrasts กับโลกแห่งความเป็นจริงอยู่มากจนไม่สามารถสร้างความรู้สึก อินไปกับพล็อตดี ๆ ที่วางเอาไว้ได้ ความเป็นไปได้ในส่วนนี้เท่ากับศูนย์กันเลยทีเดียว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ความโกลาหลจะไม่เกิด ไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองบ้านไหนยอมให้ลูกถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมเพียงเพราะลูกของฉันการเรียนแย่กว่าเพื่อน ๆ แน่นอน จ่ายเงินเท่ากันอ่ะค่ะคุณ มันบ่ได้เลยนะ อย่าหาทำ

 

รีวิวหนังไทย the underclass ห้องนี้ไม่มีห่วย

ต้องถามว่าหนู ๆ มาเล่นอะไรกันตรงนี้คะลูก น่ารักน่าเอ็นดูสมวัยพวกเขาค่ะ แต่ถ้าจะเคี่ยวให้ข้นอีกสักหน่อย ศักยภาพของเด็กกลุ่มนี้ที่เราเคยเห็นในผลงานที่ผ่านมาอย่าง 365วัน บ้านฉันบ้านเธอ , Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า , App War แอปชนแอป , Homestay ที่ทำเอาไว้ได้ดีมาก ๆ จะต้องเฉิดฉายออกมาอีกครั้งกับซีรีส์เรื่องนี้อย่างแน่นอน บอกตามตรงว่า Ep แรกทำให้รู้สึกเสียดายฝีมือที่เชื่อว่าน้อง ๆ ทำได้แน่ ๆ ก็เราเคยชื่นใจกับผลงานในเรื่องอื่น ๆ มาแล้วนี่

 

รีวิวหนังไทย the underclass ห้องนี้ไม่มีห่วย

 

บทสนทนาในหลาย ๆ ช่วง ขาดความเป็นธรรมชาติไปแล้วครึ่งหนึ่งจากสายตาและความรู้สึก แอกติ้งของตัวแสดงที่หลายฉากไม่ควรปล่อยผ่านแต่ก็ผ่านออกมาซะแล้ว จนกลายเป็นการทำงานที่จบด่วน ห้วนสั้นไปซะอย่างงั้น มุกตลกที่เกือบตลก ฉากซึ้ง ๆ คำพูดกินใจหรืออารมณ์ร่วมที่จะดึงความรู้สึกได้แน่ ๆ กลับดึงออกมาไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็น เสียดายค่ะ

 

คาแรคเตอร์ของตัวละคร

ในส่วนคาแรคเตอร์ “มีน” แสดงออกมาว่าไม่สนใจในเรื่องของตัวเลข สถิติต่างๆและให้ความสำคัญกับเพื่อนๆ หรือสิ่งรอบข้างมากกว่า ทำให้เราเห็นภาวะในตัวเด็กที่มีความคิดที่ดีมากๆคนนึง และเราไม่สามารถตัดสินว่าเธอเป็นคนนอกคอก เพียงเพราะการย้อมหัวสี หรือมีความดื้อต่อกฎระเบียบ เพราะเราเห็นว่ามีนจะเอาใจใส่เพื่อนๆ รวมไปถึงครูประจำชั้นด้วย แม้ว่าเธอจะดูแรงแค่ไหน ดุยังไง ก็ยังอยู่ในลิมิต และยังคิดถึงครูประจำชั้นที่อยู่ตรงหน้าด้วย

 

 

คือปกติถ้ามีนมาพูดจาหาเรื่องแพงกันขนาดนี้ ปกตินี่ต้องมีฝ่ายเปิดต่อยกันตรงนั้นแล้ว
คาแรคเตอร์ “พระแพง” น่าสนใจมากๆ ซีนอารมณ์ในห้องน้ำ คือการระเบิดพลังของทั้งสองคน มิวนิค และ มิวสิค เป็นซีนที่บอกเล่า Background ของพระแพงได้ดีซีนหนึ่ง เพราะเธอเองก็อยากจะเป็นคนที่อยู่ในระบบอันแสนโหดร้าย ที่พลาดเพียงคะแนนสองคะแนนหมายถึงชะตาชีวิตที่พลิกผัน เพียงเพื่อให้พ่อ แม่ได้ภูมิใจ ห้องนี้ไม่มีหวย ซีซั่น 2
ส่วนตัวละครอื่นๆ ก็ยังไม่มีอะไรให้เห็นชัดนัก แหม่ ซีรี่ส์เนอะ จะให้เล่าครบทุกตัวละครเลยคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน

 

รีวิวหนังไทย the underclass ห้องนี้ไม่มีห่วย

ต้องยอมรับในส่วนนี้ค่ะว่าใส่ลงมาได้พอเหมาะพอเจาะ กับสัจธรรมในการใช้ชีวิตบนโลกทุกวันนี้ การจมให้ลง การยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตและต้องปรับตัวให้ได้กับผลของการกระทำที่สร้างขึ้นเองในบทของ พะแพง ตรงนี้ดีมาก ๆ เลยแหละ เป็นแง่คิดที่หากดูแบบไม่ปล่อยผ่าน ไม่มองข้ามจะรับรู้ได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้มีข้อคิดที่เป็นเครื่องเตือนใจได้ดีเรื่องหนึ่ง ห้องนี้ไม่มีหวยตอนที่ 1

แต่ก็แอบเห็นความจิกกัดที่เหมือนจะกัดไม่ปล่อย กับความเหลื่อมล้ำในสังคมในเรื่องของการถูกเลือกปฏิบัติ มิตรภาพความรักที่แท้เทียมระหว่างสังคมสองสถานะ คือความสัมพันธ์ที่ดูก็รู้ว่าปลอมของเด็กห้อง A กับความสัมพันธ์ที่มีแต่ความจริงใจเข้าหากันของเด็กห้อง F แทนการแบ่งชนชั้นทางสังคม ซีรีส์สามารถทำให้รู้สึกได้แบบนั้นใน Ep เดียวนี่แหละค่ะ จนเด็กห้อง F ต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติด้วยการก่อตั้งขบวนการ “แกะดํา” ใส่ชุดดำ สวมหน้ากากเป็นฮีโร เพื่อต่อกรกับอำนาจมืดและทวงคืนความยุติธรรม แถมยังมีความพิเศษตรงที่หนึ่งในเด็กกลุ่มนี้กลับมีพลังฮึดจนพังประตูเหล็กได้เมื่อถูกทำให้โมโห อาย หรือโกรธ

 

 

แถมยังมีอาจารย์ฝึกสอน รู้เห็นเป็นใจในการทำงานของขบวนการแกะดำซะอีกด้วย เรียกได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐก็หลับตาข้างเดียว กับการเป็นฮีโร่ของกลุ่มคนที่รัฐบาลต้องการตัวในครั้งนี้ ณ จุดนี้ OST Batman ต้องขึ้นแล้วค่ะ ซีรีส์เขาจริงจังนะ บทสนทนาก็จริงจังขึงขัง แต่ทำไมดิฉันขำกับการกระทำแบบเด็ก ๆ ของหนู ๆ ก็ไม่รู้สิ

ส่วนเวอร์ชั่น NETFLIX เอาจริงๆ ดูไม่ออกนะว่ามันมีซีนไหนตัดออกไปบ้าง ใครรู้บอกที เพราะตัดมาเนียนดี ห้องนี้ไม่มีหวย pantip

รีวิวหนังไทย app war แอปชนแอป

รีวิวหนังไทย app war แอปชนแอป
รีวิวหนังไทย app war แอปชนแอป

App War แอปชนแอป เป็น หนังไทยnetflix แนวโรแมนติกคอมเมดี้ ควบคุมโดย ยรรยง คุรุอังกูร ผลิตและก็จำหน่ายโดย หน โมเมนต์ แสดงนำโดย ณัฏฐ์ กิจจริต ริศรา ยู พัศชนันท์ เจียจิโชติ สิราษฎร์ อินทรโชติ ธนาภพ อยู่วิจิตร ธิชา วงศ์ทิพย์กานนท์ และก็อภิวิชญ์ เรียร์ดอน โดยมีระบุฉายอย่างเป็นทางการในวันที่ ส.ค. พุทธศักราช 2561 เกี่ยวกับเรื่องราวของกรุ๊ปนักธุรกิจคนใหม่ที่อยากชิงทุนจากบริษัทดังด้วยการผลิตแอ

เนื้อเรื่องย่อ

บอมบ์กับจูนสองหัวหน้าทีมทำแอปหน้าใหม่ที่ไม่เคยประสบความสำเร็จในการประกวด Startup เวทีไหนมาก่อนเลย วันหนึ่งพวกเขาได้เจอกันโดยบังเอิญเมื่อได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นก็พบว่าต่างคนต่างก็ชอบอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกัน จนคุยกันถูกคอ และเกิดเป็นความรู้สึกดีๆ ขึ้น ค่ำคืนนั้นทำให้บอมบ์ได้แรงบันดาลใจและปิ๊งไอเดียแอป แอปหนึ่งขึ้นมา แต่หลังจากเปิดตัวแอปได้ไม่นานก็มีอีกแอปหนึ่งเปิดตัวในเวลาไล่เลี่ยกันทั้งไอเดียและคอนเซปต์ของแอปคล้ายของเขาจนแทบจะเรียกได้ว่า “ก๊อบ” กันออกมาทีเดียว และเมื่อสืบถึงตัวเจ้าของแอปก็พบว่า แอปนั้นเป็นของจูน นั่นเอง ดูหนังฟรี,ดูหนังออนไลน์
รีวิวหนังไทย app war แอปชนแอป
ทั้งบอมบ์และจูนได้เจอกันอีกครั้ง แต่เป็นในฐานะคู่แข่ง เมื่อต่างคนต่างก็เชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นเจ้าของไอเดียแอปนี้และไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองเป็นฝ่าย “ก๊อบ” แถมเวลาของการแข่ง Startup ครั้งใหม่ก็กำลังจะมาถึง และครั้งนี้มันคือการเดิมพันด้วยอนาคตของทั้งสองทีม โดยมีการระดมทุนระดับร้อยล้านเป็นเดิมพัน ทั้งสองทีมต่างต้องเอาตัวรอด พวกเขาเริ่มคิดวิธีตุกติก ยิ่งเวลาดำเนินไปแผนการล้วงลับแอปคู่แข่งของทั้งสองต่างก็เริ่มเลยเถิด และอยู่นอกเหนือการควบคุมมากขึ้นทุกขณะ แอปชนแอป ดูได้ที่ไหน

รีวิวหนังไทย app war แอปชนแอป

หนังจากค่าย T Moment ที่ส่วนตัวคิดว่าเป็นบริษัทผลิตภาพยนตร์ความมุ่งมาดหนึ่งของคนชอบดูหนังไทยเลยนะโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหนังระลอก ที่ค่ายนี้จัดเตรียมปลดปล่อยโดยเริ่มที่หนังเรื่องแรกเป็น App War นี่เอง หนังสำเร็จงานดูแลของ เสือ-ยรรยง คุรุอังกูร ที่เคยดูแลภาพยนตร์ไทยที่ลำพองใจไปแบบม้ามืดในปี 2558 เรื่อง 2538 อัลเทอร์มาจีบของค่ายโมโนพิคพบร์ก่อนจะมารวมกับ ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์  ก็ถือว่ามารอบใหม่ยังคงเก็บคุณลักษณะเด่นในเรื่องภาพหรูงามรายละเอียดมันเข้าใจง่ายเข้าอกรู้เรื่องวัยรุ่นวัยศึกษาเหมือนเคยส่วนที่ปรับปรุงขึ้นอาจจะเป็นการกล้าที่จะเล่าเนื้อหาใหม่ไม่อิงความนิยมชมชอบเดิมแบบนอสตัลเกียอปิ้งเรื่องก่อน เนื่องจากสตาร์ทอัปถึงจะเป็นคำได้รับความนิยมที่ได้ยินหลายครั้งในตอนไม่กี่ปีนี้แต่ว่าเอาเข้าจริงเด็กไทยก็มิได้พอใจหรือต้องการจะรู้เรื่องอะไรไปๆมาๆนัก นี้ทำให้ App War มีจุดกำหนดมมาตรฐานใหม่ๆให้ภาพยนตร์ไทยอย่างที่ฉลาดหลักแหลมเกมคดโกงเคยทำไว้เช่นเดียวกันหนังที่กล้าสร้างเทรนด์ที่ดีให้สังคมแบบงี้ก็เลยเป็นอะไรที่จะต้องสรเสริญไม่ใช่แค่สรรเสริญเลยครับผม
รีวิวหนังไทย app war แอปชนแอป

ความหวัง ความฝัน บวกกับไอที และสตาร์ตอัป

ใน ‘แอปชนแอป’ วัยรุ่นสองกลุ่มกำลังคร่ำเคร่งกันสร้างแอปที่มีคอนเซปต์ความสัมพันธ์ที่ใช้ความชอบเฉพาะอย่างเป็นตัวเชื่อม กับธุรกิจ Startup อันเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่จะ “เจ๊ง” และมีเพียงสวนน้อยเท่านั้นที่จะสำเร็จ

สิ่งนี้ถูกเน้นย้ำไว้มากพอในหนัง

มากกว่านั้น หนังยังพยายามเล่นกับคำว่า Start ด้วยการบอกให้มองถึงจุดเริ่มต้นของการสร้างแอปขึ้นมาสักตัว แต่อย่างไรก็ดี Startup ก็เป็นธุรกิจ แผนการตลาดที่เป็นไปได้ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ นอกเหนือไปจากเงินทุนที่ต้องพึ่งคนมีกะตังค์ วัยรุ่นหลายๆ คนก็อาจจะประสบความสำเร็จในฐานะมือใหม่ที่สร้างธุรกิจใหม่ๆ และประสบความสำเร็จ การเล่าเรื่องด้วยการแข่งขันเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายสำหรับคนดูมากที่สุด ทีม Inviter และทีม Amjoin จึงถูกเลือกมาเพื่อสร้างเป็นหนังเรื่องนี้

 

ดาราหน้าใหม่

รีวิว app war แอปชนแอป หนังใช้ดาราหน้าใหม่เป็นตัวหลักแม้เราจะคุ้นหน้าจากงานโฆษณา หรือเอ็มวีมาบ้างแต่ก็ต้องยอมรับว่า ฐานแฟนคลับยังไม่ใช่ขนาดตัวเรียกเงินทองได้ ดังนั้นค่ายก็ต้องมั่นใจในฝีไม้ลายมือกันระดับหนึ่งเลยล่ะตรงนี้ก็ขอพูดรวบทีเดียวเลยว่ากลุ่มนักแสดงตัวหลักทั้งฝั่งพระเอก และนางเอก นั้นมีเสน่ห์น่าสนใจแต่การแสดงนั้นอยู่ในกรอบมาตรฐานที่ดี ยังไม่ได้โดดเด้งจนจดจำนักอย่างพระเอก ณัฏฐ์ กิจจริตในบท บอมบ์ โปรแกรมเมอร์เทพก็ถูกนำเสนออย่างเด็กเนิร์ดจัดที่มีปัญหาในการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ตามเนื้อเรื่องก็ทำให้ไม่ได้โชว์ฝีมือการแสดงได้จะแจ้งจนไปตัดสินได้ ฝั่งนางเอกอย่าง จูน ที่แสดงโดย วริศรา ยู แม้จะทำได้ดีในบทปะทะอารมณ์และบททั่วๆ ไป แต่ในโมเม้นท์เขินอายเข้าพระเข้านางก็ยังมีจังหวะแปลกๆ ที่เห็นชัดว่าเคมียังไม่เข้ากันกับพระเอกดีนัก แต่ก็เป็นฉากสั้น ๆ ที่อาจปล่อยผ่านไปก็ได้ล่ะนะ
App War ด้านเพื่อนพระเอกนางเอก ก็มีความชัดเจนดีตัวละครฝั่งจิตใจด้านมารของทั้งสองทีมอย่าง ตัวละคร ฝ้าย (ธิชา วงศ์ทิพย์กานนท์) และบิ๊วท์ (อภิวิชญ์ เรียร์ดอน) ก็แสดงด้านเทาที่ความต้องการชนะอยู่เหนือความถูกต้อง ทำให้เรื่องขับไปข้างหน้าได้สนุก เพราะมันเป็นทั้งฝั่งตัวเอกที่เราอยากเอาใจช่วยแต่มันก็มีจุดหลงผิดที่เราอยากห้ามเหมือนกัน เป็นพวกเทาๆ ที่น่าสนใจ ส่วนอีกตัวละครเพื่อนพระเอกอย่าง ไต๋ (สิราษฎร์ อินทรโชติ) คาแรกเตอร์อาจใกล้กับบอมบ์มากไปนิดแต่ ทู-สิราษฎร์ ที่เริ่มเชี่ยวชาญงานแสดงก็หาจุดน่าจดจำของตัวละครนี้ได้ เรียกว่าเอาตัวรอดเก่ง
รีวิวหนังไทย app war แอปชนแอป
ความเซอร์ไพร้ส์และต้องยืนปรบมือให้รัวๆ กลับเป็น 2 นักแสดงสมทบที่ได้พื้นที่และเวลาของตัวเองแบบพอดีมากๆ ไม่ล้นจนอวยและไม่น้อยจนไม่รู้จะใส่มาทำไมแถมการแสดงของทั้งสองคนก็ทำให้หนังสนุกขึ้นมาก ดีขึ้นมากด้วย และคนแรกก็คือ เอ็ดดี้ เสือร้องไห้ในบทรุ่นพี่แก๊งยิงเลเซอร์ ที่ต้องบอกว่าขโมยซีนได้โคตรเก่งฉากของเขาเรียกสีสันความฮาได้มาก แล้วยังทำให้ตัวละครอื่น ๆ อย่างพระเอกนางเอกดูเล่นได้ตลกเข้าขามากขึ้นด้วย คือเป็นอาวุธลับที่สุดยอดมากของหนังสำหรับเอ็ดดี้ส่วนอีกคนคงเป็นคนที่หลายคนจับตามองนั่นก็คือ อร-พัศชนันท์ เจียจิรโชติ หรือ อรอุ๋ง แห่ง BNK48 นั่นเอง ที่ต้องบอกว่าแม้จะเป็นการแสดงครั้งแรกก็ฉายเสน่ห์ออกมาได้อย่างไม่เก็บเม้มกันเลย คือเราโดนตกกันผ่านการแสดงของเธอจริงๆ ทั้งบทอ้อน และบทดราม่า คือน่าประทับใจจริงๆ
ซึ่งอรได้ถามเหล่าแฟน ๆ ให้คอมเม้นท์อย่างตรงไปตรงมาถึงการแสดงของเธอเพื่อให้เธอตัดสินใจอนาคตการแสดง ก็ขอวิจารณ์ตรง ๆ ตามเนื้อผ้านะครับว่า มีหลายช่วงที่เราเห็นการแสดงแบบเล่นตามแพทเทิร์นและยังไม่ค่อยลงตัว แต่ก็รู้สึกแค่ช่วงแรก ๆ ของหนัง เมื่อเล่นไปเรื่อย ๆ กลับพบว่าอรเล่นได้เนียนขึ้น อาจเพราะบทใกล้กับวัยตัวเอง จนฉากที่เธอต้องดราม่านั่นล่ะครับ เราเชื่อได้ว่าอรต้องเป็นนักแสดงที่ดีได้แน่ ๆ แต่ก็ต้องขอให้เก็บประสบการณ์และฝึกฝนด้านการแสดงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน เพราะยังต้องลดจุดบกพร่องในการเล่นแนวตามสูตรและสมาธิความนิ่งในจังหวะที่รอบทเล่นให้มากขึ้นด้วย

รีวิวหนังไทย app war แอปชนแอป

 

 

โดยสรุปหนังเรื่องนี้จัดเป็นหนังไทยที่ภาพเท่มากๆ คอสตูมดีไซน์ต่างๆ คิดมาอย่างมีรสนิยม เนื้อเรื่องมีการนำเทรนด์ทางปัญญาให้เด็กๆ มีฝันในยุคแห่งนวัตกรรมและยังให้เห็นอุปสรรคชีวิตจริงว่าความสำเร็จมันไม่ได้มาง่ายๆ ไม่ฟุ้งลอยเกินไปด้วย ในขณะเดียวกันแม้ข้อคิดและสาระจะมากมี แต่ก็สมดุลกับความบันเทิงที่มีเรื่องของมิตรภาพและความรักเป็นพื้นได้อย่างไม่ขาดไม่เกิน หนังอาจไม่เด็ดขาดอย่างหนังแนวธุรกิจแบบเดียวกันของฝรั่ง หรือเข้มข้นระทึกขวัญขนาดฉลาดเกมโกงแต่ก็มีความดีงามไปอีกทางหนึ่งที่หนังเรื่องที่กล่าวมาไม่อาจนำเสนอได้ คือจากใจเลยคือมองว่าสำหรับช่วงปีสองปีนี้หนังเป็นรองแค่ ฉลาดเกมโกง เท่านั้นเอง ดังนั้นเชื้อเชิญอย่างยิ่งเลยให้ทุกคนไปดูครับ
และน่าจะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า BNK48 ที่เคยช่วยชุบชีวิตวงการสิ่งพิมพ์ไทยให้รอดตายมาได้ แล้วครั้งนี้ก็น่าจะช่วยวงการหนังไทยที่ลูกผีลูกคนอยู่ได้อย่างมากทีเดียว

วิจารณ์และสรุปหนัง

บทวิจารณ์ : ไม่ได้อยากจะอวยอะไรทั้งสิ้นแล้วก็ไม่เคยเป็นโอตะของ BNK48 มาก่อน แต่ต้องยอมรับว่าน้องอรทำให้กระแสของหนังเรื่องนี้ดังเอามากๆ จนต้องหาเวลามาดู แล้วก็ได้พบว่า App War แอปชนแอป เป็นหนังที่มีเทสต์ดี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกนักแสดง วางคาแรคเตอร์ ไปจนถึงเรื่องคอสตูม และเลือกโลเกชั่น ด้วยองค์ประกอบหลายๆ ด้าน ทำให้ App War แอปชนแอป นั้นมีความโดดเด่นกว่าหนังไทยทั่วๆ ไป แอปชนแอป netflix
นอกจากนี้พล๊อตเรื่องการเดินเรื่องก็น่าสนใจเป็นการหยิบยกเอาประเด็นใหม่ๆ ขึ้นมานำเสนอได้อย่างเรียบง่ายแต่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตและความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงวิธีการคิดและการตัดสินใจด้วย เช่น คนสมัยก่อนจะคิดว่าต้องอายมากๆ ถึงจะเริ่มทำธุรกิจได้ และก็ต้องเริ่มต้นจากการเป็นหนี้ โดยการไปกู้เงินจากธนาคาร แต่โลกของคนรุ่นใหม่กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงพวกเขาเลือกที่จะขายความฝันให้นายทุนเพื่อนำเม็ดเงินมาเนรมิตแนวความคิดของพวกเขาให้กลายเป็นจริงจนในบางครั้งก็อาจจะต้องใช้วิธีสกปรกเข้าแลก แต่อย่างน้อย App War แอปชนแอป ก็ทำให้เราได้รู้ว่า จริงๆ แล้วความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกันและในบางครั้งชัยชนะบนซากปรักหักพังอาจดดูไร้ค่าถึงอย่างนั้นก็อย่าได้จมจ่อมอยู่กับความเศร้านานเกินไป แต่จงลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่เพราะความพ่ายแพ้นั้นไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิตแต่มันเป็นเพียงบางสิ่งที่อาจจะผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณ
สรุป : App War แอปชนแอป เป็นหนังที่ให้แง่คิด โดยใช้การเล่าเรื่องของวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ อาจจะไม่ได้สวยงามเหมือนวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าลาแวนเดอร์ แต่กลับงดงามชวนติดตาม และควรค่าต่อการรับชม app war เต็มเรื่อง

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

รีวิวหนังไทย รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด ผลิตซ้ำกันแบบวนลูป เมื่อภาพยนตร์เรื่อง ‘Love เลย 101’ ที่กำลังจะได้ฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 8 กันยายน 2565 หนังออนไลน์ล่าสุด ได้พบกับกระแสตีกลับจากโลกโซเชียลเพราะพล็อตเรื่องที่เป็นปัญหา เนื่องจากทำให้ประเด็นความรุนแรงอย่างการคบหาเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดูหนังฟรี ดูหนังฟรี ซึ่งสุ่มเสียงต่อการ ‘พรากผู้เยาว์’ กลายเป็น ‘เรื่องราวดี ๆ’ ผ่านคำโปรยแสนโรแมนติกอย่าง “รักต่างวัย” ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

Love เลย 101 ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ ‘หนังรักอารมณ์ดี’ ด้วยการนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์รักเชิงชู้สาวของ ดาบแดง (รับบทโดย หม่ำ จ๊กม๊ก) ตำรวจวัย 40 ปี และ แพ็ต (รับบทโดย ธัญญ่า อาร์สยาม) นักเรียนระดับชั้นมัธยมปลายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ที่ดูจะเป็นการโรแมนติไซส์ (Romanticize – ทำให้กลายเป็นเรื่องดี หรือโรแมนติก) ความบิดเบี้ยวมากมายในสังคม ซึ่งกระทำโดยผู้รักษากฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คือการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นได้หยิบยกเนื้อหาบางส่วนมาจากชีวิตจริงอีกด้วย

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด
.
หากพูดถึงการพรากผู้เยาว์และกรูมมิ่ง (Grooming – การเลี้ยงดู หรือเตรียมเด็กเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศในอนาคต) จะพบว่า ประเทศไทยประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่เสมอ บ้างกระทำไปโดยเจตนา บ้างเข้าใจว่าไม่มีความผิด บ้างรู้ว่ามีความผิดแต่ก็ยังกระทำ หรือกระทั่งได้รับการสนับสนุนจากคนรอบตัวให้กระทำ แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก จะบัญญัติไว้อย่างชัดเจน ว่า
“ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีหรือสิบปีและปรับตั้งแต่สี่พันถึงสองหมื่นบาท”

อย่างในเรื่องนี้ที่ตัวเอกเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่หากประมาณจากอายุก็น่าจะไม่เกิน 18 ปี นอกเสียจากว่าแพ็ตจะซ้ำชั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ยากอยู่ดีว่าจะมีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งถือเป็นอายุที่ถือว่าบรรลุนิติภาวะ อีกทั้งภาพยนตร์ยังฉายภาพของความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวนี้ผ่านตัวละครหลักที่เป็น “ตำรวจ” ซึ่งควรจะเป็นผู้ปกป้อง คุ้มครองกฎหมายเป็นหน้าที่หลัก แต่กลับมาเป็นผู้ที่ทำผิดเสียเอง

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

ในสังคมไทย มีเด็ก และเยาวชนหลายคนที่ต้องเผชิญกับการพรากผู้เยาว์

หรือกรูมมิ่ง เพื่อหวังผลประโยชน์ทางเพศ โดยผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือ ตลอดจนคนใกล้ตัวอย่างคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นการสร้างหนังที่ชุบปัญหาความรุนแรงทางเพศต่อเยาวชนให้กลายเป็นเรื่องราวความรักใส ๆ รูปแบบนี้ จึงเป็นการลดทอนความรุนแรงของประเด็นดังกล่าว และมองข้ามความเจ็บปวดที่มีอยู่จริงในสังคมอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งประเด็นถูกวิจารณ์ นั่นก็คือ การผลิตซ้ำภาพจำคนอีสานให้ไปในทางที่ไม่ดี ที่สามารถก่อให้เกิดภาพจำที่ไม่ถูกต้อง เป็นผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และการเหยียดโดยที่ผู้ชมรับมาทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ซึ่งถือเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับประเทศไทยมานาน และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการผลิตภาพแบบนี้ในวงการภาพยนตร์ไทยอีกเช่นเคย

เป็นที่รู้กันดีว่า การที่สื่อนำเสนอภาพสิ่งที่เป็นปัญหาให้กลายเป็นเรื่องปกติหรือโรแมนติกนั้น มีส่วนในการสร้างปัญหา และอนุญาตให้พฤติกรรมที่เป็นปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง เพราะผู้คนรู้สึก ‘ชินชา’ และมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่อง ‘ปกติสามัญ’ หลังจากได้รับชมผ่านจอซ้ำไปซ้ำมา
ดังนั้นเมื่อมีการโปรโมทหนังอีกครั้งหลังจากถูกเลื่อนฉายจนลากยาวมาจนถึงปลายปี 2565 สังคมจึงได้มีโอกาสตั้งคำถามกลับไปยังทีมผู้สร้างหนังว่า ทำไมถึงยังมีการผลิตซ้ำเนื้อหาแบบนี้อยู่ หากสื่อไม่ได้มีหน้าที่เพียง ‘สะท้อน’ สังคม แต่อาจจะต้อง ‘นำ’ สังคมให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน
อาจถึงเวลาแล้วที่สื่อบันเทิงต้องหยุดการผลิตซ้ำเนื้อหาที่เป็นปัญหา เพื่อยกระดับวงการภาพยนตร์ไทยไปอีกขั้น และคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ทางทีมผู้จัดทำภาพยนตร์ ‘Love เลย 101’ นี้ จะมีการออกมาแถลงการณ์หรือเทคแอคชันอย่างไรบ้าง หรือจะแค่ปล่อยผ่านไปอย่างที่เคย ๆ เป็นมา
หนังยังไม่ทันเข้าฉายแต่โดนดราม่าร้อนๆ บนโลกโซเชียล สำหรับภาพยนตร์ เรื่อง “Love เลย 101” ผลิตโดย บั้งไฟฟิล์ม มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 8 กันยายนนี้ ทำให้ หม่ำ จ๊กมก หรือ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา นักแสดงตลกชื่อดัง-ผู้กำกับ ได้เปิดใจเคลียร์ดราม่าไม่ได้มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิดกันไว้ พร้อมเผยสาเหตุที่ทำตาเพราะแก้ปัญหาหนังตาตกเท่านั้น

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

“เรื่องนี้ตั้งใจจะเล่าเรื่อง รักครั้งแรกกับรักครั้งสุดท้ายของผู้ชายผู้หญิง ซึ่งวัยแตกต่างกันมาก เป็นเรื่องรักต่างวัย คนนึงจะเกษียณอยู่แล้ว อีกคนเรียนอยู่ ม.ปลาย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แต่ตัวอย่างหนังเหมือนเป็นไปแล้วที่จริงไม่ ต้องไปดูตัวเนื้อหนัง หนังฮา รักแบบใสๆ ความรักมันมีหลายรูปแบบ จะมีรักของผู้หญิง ผู้ชาย ผู้หญิงกับผู้หญิง ความรักมันไม่มีขีดจำกัดหรอก”
แค่โปรโมตก็มีดราม่า โดนวิจารณ์เป็นหนังพรากผู้เยาว์
“ก็ยังไม่ได้ไปดูหนังกันไง ถ้าไปดูแล้วจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ต้องไปดูในหนังจะรู้ว่ามันมีอะไร ยังไงๆ รักกันไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเป็นเรื่องจริงพ่อแม่ก็คงไม่ยอมเหมือนกัน ถึงเป็นเรื่องสมมติมันก็เป็นไปไม่ได้”
คนดราม่ากันเยอะ “ด้วยอายุของตัวละคร มันพรากผู้เยาว์อยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่ ยังไม่ได้พราก ก็บอกแล้วไงรักครั้งแรกกับรักครั้งสุดท้าย”
“ผมว่าเขายังไม่ได้ดูหนัง ถ้าดูหนังจะได้รู้ไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิด ไม่หนักใจ ให้มาดูหนังก่อนค่อยวิเคราะห์เพราะยังไงก็รักกันไม่ได้อยู่แล้ว มันได้แค่คิด และตัวหนังไม่ได้สื่อแบบนั้นอยู่แล้ว เป็นรักใสๆ ของชายมีอายุคนนึงกับเด็กใสๆ ที่ยังไม่เคยรักใครเท่านั้นแหละ ไม่รู้อะไรที่ดลจิตดลใจให้ไปรักผู้ชายอายุมากกว่า”

การทำงานกับธัญญ่า อาร์สยาม เป็นอย่างไรบ้าง

“ธัญญ่ามืออาชีพอยู่แล้ว เหมือนเดิม จริงๆ แคสนักแสดงหลายคนก็ยังไม่เหมาะกับบทนี้ ตอนแรกบทดาบแดง ผมก็ไม่ใช่เล่นด้วยนะ เป็นพี่บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ตอนนั้นเขาติดธุระเป็นช่วงน้ำท่วมเลยไม่อยากไปเบียดเบียนคิวของเค้า ตอนแรกจะไม่เล่นเองเพราะผมเป็นคนขี้เขิน มีจับมือถือแขนอะไรแบบนี้คือมันไม่ใช่ เขินแต่ฝืนตัวเองให้เป็นธรรมชาติเค้าไว้ ทุกคนในกองจะรู้ว่าพี่หม่ำเขินนะ ไม่ต้องบอก หน้ากับแววตามันบอก หนังเรื่องนี้ไม่มีหอม ไม่มีกอด ไม่มีจูบ แค่จับมือเยอะสุดแล้ว แค่จับมือยังเขินเลย เหมือนๆกับตอนที่เคยเล่นกับนุ่น-วรนุช (เรื่อง เฉิ่ม) ครั้งนึง อันนั้นเขินหนักด้วย เขินตัวเกร็งเลยแหละ”

 

ที่เขินเป็นเพราะเกรงใจมด ภรรยาหรือเปล่า
“ก็มีส่วนประมาณนึงแหละ ถ้ามีฉากโรแมนติก เกิดความไม่มั่นใจทันที แต่ก็เล่นได้นะแต่ไม่อยากเล่น คนคาดหวังเห็นหม่ำจะต้องยิ้ม หัวเราะ อยากให้มีความสุข หนังเรื่องนี้เป็นหนังโรแมนติก ภาคใต้จะได้ดูภาษาใต้นะ ทางเหนือก็จะเป็นภาษาอีสาน เพราะภาคเหนือกับอีสานภาษาจะใกล้เคียงกันอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้ก็จะมีสองเวอร์ชัน ตั้งแต่ชุมพรลงไปคนจะได้ดูเป็นภาษาใต้”
ก่อนหน้านี้พี่หม่ำเพิ่งไปทำตามาเลยโดนแซวหนักว่าเดี่ยวนี้ห่วงหล่อ รีวิวหนัง LOVEเลย101 รักต่างวัย
“ไปทำตามาเพราะหนังตาตกแล้วก็มันบังตาดำ ตาข้างซ้ายจะตกเยอะหน่อย ทางข้างขวาก็ตกแต่ยังตกไม่มาก ต้องไปดูภาพเก่าๆ หนังตาข้างซ้ายมันตกไม่ได้ อยากจะทำตาสองชั้นไม่ได้ชอบอยู่แล้ว แต่ต้องขอบคุณสยามเลเซอร์ ซอยทองหล่อตอนนี้ เริ่มยุบลงมาแล้วเริ่มเป็นตาชั้นเดียวแล้ว”
หลังจากแฮปปี้กับรายได้ของหนัง “แดง พระโขนง” แล้วไปซุ่มโมดิฟายหนังตาให้หล่อเหลากว่าเดิม เราเองก็ไม่รู้ว่าตลกผู้สร้างผู้กำกับคนเก่ง “หม่ำ จ๊กมก” จะมีผลงานชิ้นต่อไปให้ได้ชมกันอีกเมื่อไรเพราะยังเหลือผลงานค้างเติ่งที่ปาว ๆ ว่าจะเข้าโรงตั้งแต่ปี’63 โน่น เรื่องนั้นก็คือ “Love เลย 101”
เรื่องที่ว่านี้เลื่อนกำหนดเข้าฉายอยู่หลายครั้ง ล่าสุดยืนยันนอนยันว่าจะเข้าโรงภายในเดือน ก.ย. ที่จะถึงเพราะในเดือนนั้นตรงกับช่วงแห่งการไว้อาลัยครบรอบ 9 ปี นักเพลงคนจน “สายัณห์ สัญญา” พอดีซึ่งหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักต่างวัย โดยอาศัยเพลงเด่นเพลงดังจาก “พี่เป้า” เป็นส่วนประกอบ

LOVE เลย 101 (LOVE เลยร้อยเอ็ด) ไขข้อข้องใจ หม่ำรักเด็ก ! แถลงข่าวเปิดตัวหนังรัก

เลยถือโอกาสรำลึกมนต์เสน่ห์เสียงเพลงพร้อมกับชมความสนุกเฮฮาจากหนังเรื่องนี้ไปในตัวแล้ว “เลย” กับ “ร้อยเอ็ด” เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร เป็นสิ่งที่ผู้ชมต้องไปพิสูจน์คำตอบกันเอาเองโดยพี่หม่ำรับหน้าที่พระเอกอีกเช่นเคย แต่คราวนี้จับคู่กับนักร้องเสียงหวาน “ธัญญ่า อาร์สยาม” ดูบ้างงานนี้กำกับโดย “เอ็กซ์ วัชรพงษ์” จากเรื่องแดงฯ อีกนั่นแหละ…ถ้า “พิษออเจ้า” ยังเฮี้ยนไม่จาง ก็เชื่อว่าแฟนหนังพี่หม่ำคงต้องควักเงินไปให้กำลังใจกับ “Love เลย 101” แน่นอนมิได้คาดหวังรายได้หรือกระแสจะเงียบกริบ เพียงแค่เป็นการสร้างสีสันของวงการไม่ให้อ้างว้างหรือห่างเหินเกินไปและคงจะไม่มีการเลื่อนแล้วเลื่อนอีกเป็นร้อย ๆ ที ไม่ว่ากรณีหรือโอกาสใดก็ตาม เราขอสัญญา
เพราะเมื่อดูจากตัวอย่างของหนังแล้วจึงลงความเห็นว่า…นี่คือ “หนังรักบ้าน ๆ ที่อยากดูมากที่สุดของปีนี้” ว่าง ๆ ไปดูด้วยล่ะ…สวัสดี.

รีวิวหนัง The One Hundred

รีวิวหนัง The One Hundred

รีวิวหนัง The One Hundred

รีวิวหนัง The One Hundred ๑๐๐ ร้อยขา เป็นเรื่องราวในยุคแห่งวิกฤตโรคระบาด รีวิวหนังไทย ผู้ที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศจำเป็นต้องถูกกักตัวอยู่ในสถานที่กักกันโรคของรัฐเป็นเวลา 14 วัน  หนังออนไลน์ล่าสุด และนี่คือเรื่องราวลึกลับที่เกิดขึ้นภายในสถานที่กักกัน ดูหนังฟรี กับการเผชิญฝูงสัตว์ประหลาดในตำนานตัวใหม่อย่างตะขาบยักษ์หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “ตะบองพลำ” ตะขาบยักษ์ในตำนานไทยความยาวกว่า 18 เมตร เรื่องราวความสยองจึงเริ่มขึ้นที่โรงแรมแห่งนี้ ทางรอดทางเดียวคือไขปริศนาว่าใครคือผู้แอบแฝง ห้ามออกจากห้อง ล็อกประตูหน้าต่างให้ดี พวกมันกำลังออกล่า ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนัง The One Hundred

มา…ถ้าหากว่าคุณยังไม่เข็ดกับความไม่ลดละความพยายามในการบุกเบิกสร้างจักรวาลหนังสัตว์ประหลาดไทย ๆ ก็ขอเชิญชวนมาสัมผัสกับอสุรกายอีกตัวที่คืบคลายมาจู่โจมอย่างเป็นทางการแล้ว…ในที่สุด และนี่คือ “๑๐๐ ร้อยขา The One Hundred” ที่มาพร้อมกับไอเดียและคอนเซ็ปต์ที่หยิบเอาสัตว์เลื้อยคลานที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างแทบจะทุกบ้านทุกเรือน มาตีแผ่และสร้างความมหึมาให้กับมัน กลายเป็นสัตว์ร้ายที่พยายามจะสิงสู่แปลงสภาพเป็นปีศาจและนี่ก็คืออีกหนึ่งผลงานที่เป็นการจับมือร่วมงานสร้างระหว่างค่ายหนังน้องใหม่ เนรมิตรหนังฟิล์ม กับ FatCat Studio หลังจากที่พวกเขาเคยผลักดันทำให้เกิดเป็น “Leio ไลโอโคตรแย้ยักษ์” ด้วยกันมาแล้วเมื่อช่วงกลางปี และเผชิญหน้ากับความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง โดยในเรื่องนี้ “ชาลิต ไกรเลิศมงคล” หนึ่งในผู้กำกับจากเรื่องก่อนได้กลับมาร่วมงานด้วย โดยที่มีผู้กำกับหนังฝีมือดี “ภาคภูมิ วงษ์จินดา” ที่กลับมาสู่วงการหนังอีกครั้ง หลังจากที่วางมือทิ้งช่วงหายไปเป็นสิบ ๆ ปี

รีวิวหนัง The One Hundred
การมาผนึกกำลังกันของทั้ง 2 ผู้กำกับคู่นี้ เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการมานั่งทำงานเป็นตอบสนองสิ่งที่แต่ละคนถนัด ชาลิต ไกรเลิศมงคล ถือว่าเป็นนักสร้างที่ถนัดแนวงานเทคนิคพิเศษ เขาที่สั่งสมประกอบการจากการบริหาร FatCat มาอย่างยาวนาน เขาก็นำองค์ประกอบที่ถนัดมาใส่ในหนังเรื่องนี้ ขณะที่ เพื่อน ภาคภูมิ เป็นคนทำหนังที่มีชั่นเชิงกับการสร้างบรรยากาศให้กับหนังระทึกขวัญมาหลาย ๆ เรื่อง เอาก็ใช้ฝีมือตรงนี้มาใส่ในผลงานชิ้นนี้

เพียงแต่ว่าเป็นอะไรที่น่าเสียดายมาก ที่ผลลัพธ์สุดท้ายของ ๑๐๐ ร้อยขา ที่ออกมานั้น กลับยังไม่สมบูรณ์แบบดีสักเท่าไหร่นัก ปัญหาหลัก ๆ ของหนังก็ยังคงเป็นจุดอ่อนเดิม ๆ ของหนังไทยส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือบทหนังนั่นเอง แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีแก่นเรื่องและโครงสร้างบทที่ค่อนข้างครบ แต่บทก็ยังค่อนข้างขาดมิติในหลาย ๆ ส่วนที่จะช่วยซัพพอร์ตตัวหนังให้ไปได้รอด การจัดวางสตอรี่ต่าง ๆ ยังค่อนข้างโดดไปมา ไม่กลมกลื่นเท่าไหร่ ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อจังหวะของหนังบางจุดเช่นกัน

รีวิวหนัง The One Hundred

องค์ประกอบทางด้าน Segment

ของหนังก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ละจุดวางในหนังยังไม่เข้มข้มและเข้มแข็งเพียงพอ โดยเฉพาะความกระด้างของตัวละครเด่น ๆ ในหนังที่ขาดเสน่ห์ไปแทบจะทุกด้วย มีการปูพรมตัวละครแบบทีเล่นทีจริง และทำได้ไม่สุดสักตัวละคร เป็นหนึ่งในส่วนที่ไม่สามารถซื้อใจคนดูไปได้ เพราะแต่ละตัวละครนั้นไม่ได้สร้างความผูกพันและสื่อสารใด ๆ ถึงคนดูได้เลย นอกจากจะเป็นตัวละครดาด ๆ ตัวหนึ่งที่มีแต่ความคิดและพฤติกรรมตามใจฉันเอง

แต่อย่างน้อย ๆ ก็ยังต้องขอบคุณทีมแคสติ้งของ ๑๐๐ ร้อยขา ที่นับว่าแต่ละคนเป็นมืออาชีพและทุ่มเทกับบทบาทที่พวกเขาได้รับอย่างเต็มที่ ถึงจะให้การแสดงที่ดีแค่ไหน เมื่อมาอยู่ในหนังที่ยังมีข้อบกพร่องเต็มไปหมด ก็ผนึกกำลังช่วยกันแอคติ้งของพวกเขาก็แทบจะไม่ได้ต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้กับหนังได้สักเท่าไหร่ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นเพียงการแสดงตามบทที่ไม่ได้ออกจากกรอบ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามมากแล้วก็ตาม

ทางด้านเทคนิคพิเศษงานสร้างของ ๑๐๐ ร้อยขา ก็เป็นอีกเรื่องที่สัมผัสได้ชัดเจนถึงความพยายามอย่างเต็มที่ และถือว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็ไม่ได้แย่ งานออกแบบสร้างตัวสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้ถือว่าใช้ได้ทีเดียว มีการดีไซน์และเก็บรายละเอียดได้ค่อนข้างดี แม้ว่าน้องจะโผล่ออกมาแค่ทีละนิดทีละน้อย เห็นโฉมเต็ม ๆ ตาแค่ไม่กี่วินาที ซึ่งอาจจะเป็นการเซฟงบประมาณไปในตัวด้วยกระมัง แต่ก็ถือว่าสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้ทำออกมาได้น่าเกรงขามอยู่

รีวิวหนัง The One Hundred
ขณะที่สเกลงานสร้างและงานดีไซน์ภาพและฉากต่าง ๆ ของ ๑๐๐ ร้อยขา ถือว่าทำออกมาได้ตามมาตรฐาน ไม่ได้เห็นความแปลกใหม่อะไรเท่าไหร่นั้น ก็แอบเสียดายในจุดตรงนี้อยู่เช่นเดียวกัน เพราะกลายเป็นว่าสัดส่วนพื้นที่ของหนังค่อนข้างแคบมาก วนเวียนอยู่แค่ภายในโรงแรมเก่า ๆ แห่งเดียว เป็นการเล่นแบบเพลย์เซฟไปสักนิด และยังให้มุมมองในการสร้างจักรวาลสัตว์ประหลาดที่ค่อนข้างอุดอู้และวงแคบไปสักหน่อย

โดยภาพรวมแล้วนั้น ๑๐๐ ร้อยขา ก็จัดได้ว่าเป็นหนังสัตว์ประหลาดที่ยังไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่หนังก็ไม่ถึงขั้นเลวร้ายหายนะ อย่างน้อย ๆ หนังก็ค่อนข้างมีการปรับปรุงพัฒนาดีขึ้นจากความพยายามสร้างหนังสัตว์ประหลาดเรื่องก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด เพียงแต่จุดอ่อนก็ยังคงเป็นในส่วนของบทหนังและสตอรี่ที่ค่อนข้างเบาบางเกินไป เป็นจุดที่พลอยทำให้หนังขาดเสน่ห์ในหลาย ๆ ด้านไปอย่างน่าผิดหวัง แม้ว่ามีนักแสดงมืออาชีพจะช่วยสุดกำลังแล้วก็ตาม แต่หนังก็ยังไม่สามารถพยุงตัวเองไปได้รอด

ก็ไม่อยากจะบอกว่าให้หยุดทำจักรวาลหนังสัตว์ประหลาดไทย ๆ ลงเสีย เพราเชื่อเหลือเกินว่าหนังไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำออกมาให้เปรี้ยงปังได้ เพียงแต่ว่าจะต้องมีการผนึกกำลังและปลุกปั้นทุกองค์ประกอบอย่างลงรายละเอียดให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ สิ่งที่ออกมาในวันนี้นั้นเป็นเพียงแค่โชว์สกิลเทคนิคพิเศษของทีมผู้สร้างหนังจากไทยเท่านั้น ที่เราเชื่อแล้วว่า…ทำได้ แต่กระนั้นก็ยังค่อนข้างล้มเหลวในการซื่อใจจากคนดู เพราะหนังประเภทนี้ยังค่อนข้างล้มเหลวกับการวางบทวางเรื่องที่ยังไม่น่าสนใจเพียงพอ

รีวิวหนัง The One Hundred

หนังสัตว์ประหลาดไทย จากค่าย เนรมิตรหนังฟิล์ม สมความพยายามที่จะยกระดับ CG ของหนังไทยไปอีกขั้น “ เมื่อที่กักตัว กลายเป็นที่ฟักตัว ของพวกมัน แล้วเราจะหนีเอาตัวรอดจาก Hospitel นี้ ได้อย่างไร?” เดี๋ยวโอ๋รีวิวให้ฟังสำหรับหนังเรื่องนี้ ได้อ้างอิงจากสถานการณ์ใกล้ตัวเรา อย่างช่วงที่โควิด 19 ระบาดหนัก คนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ต้องเข้ากักตัวใน Hospitel มีคนกลุ่มหนึ่งมาจากต่างประเทศ นำโดย ไมค์ พิรัชต์ และ คู่หูพี่น้อง Youtuber อย่าง นิ้ง ชัญญา และ เบญจามิน ซึ่งกฏเหล็กก็คือ อยู่ที่นี่ห้ามออกไปไหน หรือพูดคุยกับใคร แต่พวกเขาจะทำยังไง เมื่อที่กักตัว กลับกลายเป็นที่ฟักตัว ของสัตว์ประหลาดร้ายในตำนานอย่าง
ตะบองพลัมตะบองพลัม สิ่งมีชีวิตสุดสยองในตำนาน รูปร่างคล้ายตะขาบ โบราณเชื่อกันว่า มันมีอำนาจที่สามารถเข้าสิงร่างคนได้
และมักจะกัดกินร่างของผู้ที่มันอาศัยจนผู้นั้นตาย และไปสิงคนอื่นต่อ เพื่อทำให้ตัวเองมีร่างที่ใหญ่กว่าเดิม และเราจะทำยังไง
หากต้องติดอยู่ใน Hospitel กับ ตะบองพลัมซึ่งการโคจรมาพบกัน ของ 2 ผู้กำกับ เต้ย ชาลิต กับ ภาคภูมิ การันตีความสะพรึงสมจริง
เพราะ เต้ย คร่ำหวอดทางด้านสเปเชียลเอฟเฟกซ์ อย่างยาวนาน ส่วน ภาคภูมิ ก็ถนัดด้านหนังสยองขวัญมาหลายเรื่อง ไม่แปลกที่เรื่องนี้ จะพูดนำเสนออย่างเด่นชัดในด้าน CG และ สยองขวัญ อย่างถึงใจ

โดย The One Hundred ๑๐๐ ร้อยขา

ตัวหนังจะเล่าเรื่องราว ของวิกฤตการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้วิถีชีวิตของคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงไป แต่หายนะครั้งใหม่ก็กำลังคืบคลานเข้ามาโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว เมื่อกลุ่มนักเดินทางจากต่างประเทศต้องถูกกักตัวอยู่ในสถานที่ซึ่งภาครัฐได้จัดหาให้ นำพายูทูปเบอร์สองพี่น้อง ฟิล (เบนจามิน) และน้องสาว เฟม (นิ้ง ชัญญา) ต้องมาพักที่เดียวกันกับครอบครัวของ ลีโอ (ไมค์ พิรัชต์) หนุ่มหัวร้อน กับน้องสาวจอมซน ลีน่า (อันดา กุลฑิรา) และพ่อที่เป็นใบ้ ทั้ง 5 ต้องโดนแยกห้องพักกักตัวอยู่ในโรงแรมศรีจันทร์เพ็ญเป็นเวลา 14 วัน แต่ไม่ทันพ้นข้ามคืน เหตุการณ์ผิดปกติก็เกิดขึ้นอย่างปริศนาเมื่อสัตว์ร้อยขาเยื้องย่างเขามาค่อยๆยึดร่างผู้คนในโรงแรมไปทีละครับ พวกเขาทั้ง 5 จึงต้องหนีเอาตัวรอดให้ได้

ค่อนข้างรู้สึกเซอร์ไพรส์เลยครับสำหรับ The One Hundred ๑๐๐ ร้อยขา บอกเลยว่าตัวหนังดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ตัวหนังให้อารมณ์เหมือนเราได้ดูผีชีวะเลยครับ ที่สามารถทำให้คนดูได้ลุ้นตามกันแบบสุดๆ แถมต้องลุ้นเอาใจช่วยให้รอดจากเจ้าตะขาบยักษ์อีกด้วย เอาจริงๆตัวหนังก็ดูเพลินอยู่นะครับ แต่อาจจะมีติดขัดบ้างตรงการปูเรื่องและบทเนี้ยละ ที่ช่วงแรกของหนังบอกเลยว่า ยำเละมาก แถมไม่ค่อย Make Sense อีกด้วย แต่พอถึงช่วงกลางเรื่องถึงท้ายเรื่องตัวหนังถึงเริ่มกลับมาดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นครับ แต่ก็ไม่ได้แย่

บอกเลยว่าดูสนุกแน่นอนครับกับหนังเรื่องนี้ และอีกอย่างที่จะบอกนั้นก็คือใครที่เป็นคนกลัวตะขาบ บอกเลยว่ามีร้องขอชีวิตแน่นอนครับ เพราในหนังเต็มไปด้วยตะขาบตัวเล็กๆยั้วเยี้ยเต็มไปหมดเลยครับ

นอกจากความบันเทิงของตัวหนังแล้วยังมีสิ่งที่ว้าวอีกอย่างนั้นก็คือด้านของ CGI ครับ ที่บอกเลยว่าทำออกมาได้ดีและเนียนตามากๆครับ บอกเลยว่าเป็นการยกระดับวงการหนังสัตว์ประหลาดยักษ์ในบ้านเราได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ และสิ่งที่อยากชมอีกอย่างนั้นก็คือด้านของนักแสดงครับ ทุกคนแสดงออกมาได้สมบทบาทมาก ทุกคนแสดงได้ดีหมด แต่อาจจะมาตกม้าตายบ้างในบ้างตัวละครที่บางจุดที่ต้องอุทาน”อิหยังวะ”ออกมาเลยครับ

รีวิวหนัง ล่าล้างเมือง

รีวิวหนัง ล่าล้างเมือง

สปอยหนัง ล่าล้างเมือง

 

 

Bad Guys อีกหนึ่งซีรีส์ที่รีเมคมาจากเวอร์ชั่นเกาหลี โดย True CJ Creations เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ หนังไทยnetflix จาก True CJ ที่น่าสนใจมาก ๆ โดยเนื้อหาของเรื่องจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการไขคดีต่างๆ มีบทแอคชันมันส์ และยังมีฉากสร้างความฮามาเพิ่มความสนุกให้กับเนื้อเรื่อง เรื่องราวจะน่าสนใจขนาดไหนนั้น เราจะมารีวิวกันใน Bad Guys ล่าล้างเมือง ซีรีส์ไทยแอคชัน สุดมันส์กันค่ะ

 

เรื่องย่อ

เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการไขคดียากๆ ที่ตำรวจธรรมดาไม่สามารถจัดการได้ จนต้องสร้างทีมพิเศษขึ้นมา คดีแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นจนต้องสร้างทีมแบบพิเศษขึ้นมาก็คือคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ซึ่งมี “ฆาตกรสายฝน” เป็นตัวขับเคลื่อนความโฉดและความน่ากลัว มันฆ่าผู้คนไปมากมายและซ้ำร้ายตำรวจมากฝีมือก็สู้มันไม่ได้ และเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ จนนายตำรวจใหญ่ได้คิดวิธีตามล่าฆาตกรสายฝนแบบใหม่ “ในเมื่อฆาตกรชอบใช้ความรุนแรง ก็ให้ใช้ความรุนแรงกว่าจัดการมัน” ดังนั้นเขาจึงตาม “สารวัตรพิทักษ์” ตำรวจมากฝีมือในการจับกุมคนร้ายแต่ถูกสั่งพักงานจากการชอบใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุกลับมาทำคดีนี้

 

รีวิวหนัง ล่าล้างเมือง

 

และสารวัตรพิทักษ์ก็ได้ร้องขอคนเพื่อช่วยตามล่าฆาตกรคนนี้อีกสามคน ไม่ใช่ขอตำรวจฝีมือดี แต่เขาเลือกที่จะขอ “นักโทษคดีร้ายแรง” มาช่วยตามล่าตัวคนร้าย “ให้คนที่ชอบฆ่าไปล่าคนที่ชอบฆ่ากันเอง” แต่ตำรวจสาวอย่าง “ผู้กองอลิส” กลับไม่เห็นด้วยกับความคิดของผบ. แต่เพราะผบ.เชื่อใจเธอมาก เธอจึงรับดูแลตำรวจที่บ้าความรุนแรงและนักโทษอีกสามคนอย่างขัดไม่ได้ และเพราะภารกิจครั้งนี้มันมีรางวัลเป็นการลดโทษเหล่านักโทษจึงตอบรับตกลงช่วยตามจับฆาตกร ท้ายที่สุดแล้วผู้กองอลิสจะสามารถจัดการความวุ่นวายของนักโทษทั้งสามออกมาได้หรือไม่ แล้วสารวัตรพิทักษ์กับเหล่านักโทษทั้งสามจะใช้ไม้ไหนในการจัดการล่าฆาตกร สามารถติดตามรับชมและร่วมลุ้นซีรีส์ได้แล้วที่ ดูหนังฟรี,ดูหนังออนไลน์

 

แนะนำตัวละครหลัก

1.เอ็ม สุรศักดิ์ วงษ์ไทยรับบทเป็น สารวัตรพิทักษ์ ตำรวจที่ชอบใช้ความรุนแรง ตำรวจใหญ่ที่แม้จะเก่งฝีมือดีขนาดไหนก็ต้องถูกพักงานด้วยเหตุชอบใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ นอกจากนี้เขายังเป็นผู้สูญเสียลูกสาวจากฆาตกรโรคจิตที่ชอบออกฆ่าคนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาอยากจะจับฆาตกรสายฝนมากเป็นพิเศษ เป็นคนพูดตรง และหลายๆ อย่างที่เขาพูดก็มันจะเป็นเรื่องจริงที่สะท้อนระบบกฏหมายและสังคมทั้งในจอและนอกจอ

2. นิ้ง ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ รับบทเป็น ผู้กองอลิส ตำรวจสาวเถรตรง ผู้กองอลิส ตำรวจสาวที่เถรตรง และซื่อตรงต่อกฏหมาย ระเบียบวินัย และความเป็นธรรม แม้ผู้ร้ายจะทำเลวแค่ไหน ตำรวจก็ไม่มีสิทธิ์ไปทำร้ายเขา ทำให้เธอมีความเห็นไม่ลงรอยกับสารวัตรพิทักษ์อยู่บ่อยๆ

 

รีวิวหนัง ล่าล้างเมือง

 

3. หยวน กวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร รับบทเป็น ยักษ์ อดีตนักเลงแก๊งมาเฟีย ถูกจับจำคุก 50 ปี ยักษ์ อดีตลูกน้องแก๊งมาเฟีย ที่โดดเด่นเรื่องพละกำลัง จุดเริ่มต้นชีวิตที่แสนธรรมดาในแบบนักเรียนช่าง บังเอิญไปพบรุ่นพี่ถูกซ้อมก็เลยเข้าไปช่วย และติดตามเป็นลูกน้องในแก๊ง ใช้ชีวิตนักเลงและจบลงที่คุก โดยรับโทษจำคุกถึง50 ปี เป็นคนบ้าพลัง คิดน้อยกว่านักโทษคนอื่นๆ ที่ออกมาช่วย แต่เรื่องฝีไม้ลายมือการต่อยตีก็สมความเป็นนักเลง ล่าล้างเมือง 3

4. ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล รับบทเป็น เรด อดีตนักฆ่าไร้สังกัด ถูกจับจำคุก 60 ปี เรด อดีตนักฆ่าไร้สังกัดฆ่ามาเยอะมาก แต่ไม่มีที่มาที่ไปของเขา เป็นคนนิ่งขรึม และใช้หัวคิดมากกว่ายักษ์ และโหดกว่าเยอะ ยักษ์อาจจะแค่ซ้อมคนจนสะบักสะบอม แต่เรดนั้นไปเพื่อฆ่าเท่านั้น ที่สำคัญไปกว่านั้น เขานั้นไม่ได้ถูกจับ แต่ไปมอบตัวด้วยตัวเอง และไม่มีใครทราบด้วยว่าเหตุใดเขาจึงยอมมอบตัว หลังจากเข้าร่วมทีมก็ดูมีใจอยากจะช่วยมากกว่าใคร และวิธีของเขานั้นมันเต็มไปด้วยหลักการในแบบนักฆ่าทั้งนั้นเลย

5. ณ ณภัทร วิกัยรุ่งโรจน์ รับบทเป็น สกาย อดีตฆาตกรต่อเนื่อง ถูกจับจำคุกตลอดชีวิต สกาย เด็กที่สุดและคดีโหดที่สุด เขานั้นเป็นเด็กวัยรุ่นที่พื้นเพชีวิตดี การเรียนดี แต่เสพติดและหมกหมุ่นอยู่กับเรื่องความตาย ทำให้เขาออกไปฆ่าคนในตอนกลางคืน จนกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องแต่เขานั้นกลับจำไม่ได้ว่าเขาออกไปฆ่าใครมา เขาถูกจับเพราะแฟนสาวแฉพฤติกรรม และเพราะเขาเป็นฆาตกรมาก่อน เขาจึงรู้วิธีคิดในแบบฆาตกร เหมือนจะเป็นคนที่น่าจะจับฆาตกรได้มากกว่าใครๆ เพราะฉลาดและรู้วิธีคิด แต่ก็ยังตอบไม่ได้หรอกค่ะ เพราะถึงเขาจะฉลาดแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขานั้นเป็นคนที่มีทักษะการต่อสู้ไม่ดีเท่าเรดและยักษ์นั่นเอง

 

รีวิวหนัง ล่าล้างเมือง

กลับมาอีกแล้วกับการรีเมกซีรีส์เกาหลีของทรูซีเจ ที่ฝากผลงานการรีเมกชั้นดีเอาไว้จากเรื่อง ‘Voice | สัมผัสเสียงมรณะ’ ที่เรียกว่าดีเทียบเท่าต้นฉบับกันเลยเชียว และเมื่อมาถึงคิวของซีรีส์ขึ้นหิ้งอย่าง ‘Bad Guys’ แน่นอนว่าความคาดหวังที่จะได้เห็นซีรีส์ชั้นยอดเรื่องนี้ถูกนำกลับมาเล่าใหม่ ผ่านการตีความของผู้สร้างคนไทย ก็เป็นอะไรที่ตั้งตารอคอยอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อเห็นการแคสติ้งที่ร้อง เฮ้ย! ทำไมแคสต์นักแสดงนำได้ดีแบบนี้นะ โดยเฉพาะในบทของ สกาย ที่ช่างมีความคล้ายกับต้นฉบับมาก ๆ

 

รีวิวหนัง ล่าล้างเมือง

 

โปรดักชัน แสง สี เสียง

เรียกว่าเป็นลายเซ็นของทรูซีเจไปแล้วรึเปล่าก็ไม่ทราบได้ กับมู้ดแอนด์โทนจัดจ้านแสบทรวงยิ่งกว่าผีตากผ้าอ้อม ที่เห็นแล้วว้าวมาตั้งแต่ Voice สัมผัสเสียงมรณะ แต่เมื่อมันถูกฉายซ้ำในเรื่องอื่นและเป็นการฉายที่ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่เว้นที่ว่างให้ปล่อยอารมณ์ ก็ทำให้ไม่ว้าวสักเท่าไหร่แล้วละค่ะ บอกเลยว่าหลายฉากขัดอารมณ์มาก อะไรจะแดงแล้วแดงอีกขนาดนั้น ชนิดที่ทุกพื้นที่บนโลกพร้อมใจกันสาดแสงแดง แสงเหลืองจัด ๆ เขียวแสบ ๆ เต็มไปหมด จนขัดกับบริบทในหลาย ๆ ส่วนที่ตรงกันข้ามกันเสียอย่างนั้น เป็นความคอนทราสต์ที่ไม่สามารถดึงอารมณ์ได้ด้วยซ้ำ

 

บทและการดำเนินเรื่อง

เสน่ห์ของละครอาชญากรรม สืบสวนสอบสวนมักจะอยู่ที่ความไม่รู้ ไม่สามารถเดาได้ว่าตอนต่อไปจะเป็นยังไง ยิ่งถ้าการดำเนินเรื่องสามารถดึงอารมณ์ร่วมของคนดูออกมาได้อย่างเต็มร้อย จนไร้ช่องว่างของการไว้ใจ ชนิดที่เราไม่สามารถไว้ใจใครได้สักคน ละครเรื่องนั้นก็ประสบความสำเร็จไปเกินครึ่งแล้วละค่ะ แต่การรีเมกครั้งนี้ยังไม่สามารถดึงอารมณ์นั้นออกมาได้ดีเท่าที่ควร ด้วยบริบทหลายอย่างประกอบกัน ทั้งการดำเนินเรื่องที่เลือกฉากก่อนหลังมาใช้ให้ยากที่จะคล้อยตาม บทที่ไม่สมเหตุสมผลในหลาย ๆ ฉากจนยากที่จะเชื่อ
ทำให้เสน่ห์ของละครที่ควรจะเฉิดฉายลดทอนลงไปอย่างน่าเสียดาย และเมื่อเกิดการชูตัวละครตัวใดตัวหนึ่งให้เด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เสน่ห์ของละครเรื่องนี้ลดลงไปอีก (แล้ว) ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วทีมหมาบ้าควรมีความโดนเด่นทัดเทียมกัน ไม่มีใครน้อยหน้าใครจากเอกลักษณ์ความสามารถของแต่ละคน ด้วยการนำทีมของหัวหน้าทีมอย่างสารวัตรพิทักษ์ แต่สำหรับครั้งนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยจริง ๆ ว่าเราจะเห็นตัวละครตัวหนึ่งโดดออกมาจากคนอื่น ๆ ในทีมอย่างจงใจ ล่าล้างเมืองล่าสุด

 

 

เรากำลังพูดถึง ก็อต จิรายุ นักแสดงที่ไม่เคยผิดหวังเลยสักครั้งกับฝีมือของเขา เรื่องนี้ก็อตออกมาแต่ละฉากนั้นช่างโดดเด่น น่าดู น่าตามไปทุก ๆ ฉากที่เขาเข้าไปเล่น แต่กลายเป็นเด่นเกินหน้าเกินตาจนแทบจะเป็นพระเอกของเรื่องไปซะแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้ไม่มีพระเอก ไม่มีนางเอก มีแต่ตัวเอก 5 คนที่เคมีต้องเข้ากันอย่างถึงที่สุดและมีสารวัตรพิทักษ์นำทีมป๊อปสตาร์ไปค้นฟ้าคว้าฆาตรกรมาให้ได้ เท่านั้นเอง

 

รีวิวหนัง ล่าล้างเมือง

เป็นซีรีส์แอคชันที่สนุกมันส์อยู่นะคะ ของเกาหลีเขาทำมามันส์มาก ของไทยเราก็ทำออกมาดีมันส์สะใจอยู่ค่ะ ยิ่งเป็นซีนอารมณ์แต่ละคนถ่ายทอดออกมาดีมาก ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ ขุ่นเคือง ของคุณเอ็ม, หยวน และก็อต หรืออารมณ์สับสนกระวนกระวายใจของนิ้ง ชัญญา ก็สื่อออกมาจนคนดูรับรู้ได้ว่าผู้กองอลิสเขานั้นกังวลใจเรื่องอะไรอยู่ และไหนจะอารมณ์ความจิตไม่ปกติของสกาย ที่ถูกถ่ายทอดออกมาโดย ณ ณภัทร อีก

เรื่องคัดนักแสดงนี่ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ ประทับใจซีรีส์รีเมคจาก True CJ ตั้งแต่เรื่อง คือเธอ remember you มาเรื่องนี้ก็คัดนักแสดงได้เข้าถึงบทบาทมากๆ ถ้าถามว่าชอบใครเป็นพิเศษก็ตอบตามแบบฉบับติ่งเลยนะ ก็คือชอบก็อต จิรายุค่ะ เป็นแฟนคลับตามผลงานเขาทุกเรื่อง เรื่องนี้ก็เล่นเก่ง เท่ ตีบทแตกอีกแล้ว แฟนคลับอย่างเราก็ตายสงบศพสีชมพูไปเลย

 

 

ดู Bad Guys ล่าล้างเมืองดูได้ที่ไหน ฟรีได้ที่ไหนส่วนที่ชอบมากกว่าฝีมือนักแสดงคือ มันเป็นซีรีส์ที่สะท้อนความคิดในเรื่องของแง่การใช้ความรุนแรงเพื่อปราบวายร้าย และยังมีการสะท้อนระบบการทำงานของระบบราชการอีก เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าระบบราชการเกาหลีเขาเป็นยังไง แต่ระบบราชการไทย จากใจคนที่เคยอยู่ในระบบ ส่วนที่สารวัตรพิทักษ์พูดถึงในเรื่องนั้นมีส่วนจริงอยู่เยอะค่ะ แข่งกันทำผลงาน แข่งกันได้หน้าแข่งกันเอาหน้า โดยไม่สนใจผลลัพธ์และประสิทธิภาพของงาน และอื่นๆ ที่ในเรื่องเขาสะท้อนออกมา แต่ขอไม่ลงลึกในส่วนนี้ไปมากกว่านี้เดี๋ยวจะกลายเป็นดึงดราม่าแทน

ส่วนสุดท้ายคือชอบตอนที่สุดท้ายแล้วเหล่านักโทษที่แข่งกันไขคดี ยังจริงใจให้กันและเชื่อใจกันมากกว่าคนดีๆ บางกลุ่มซะอีก แต่สุดท้ายเนื้อเรื่องมันก็คาดเดาได้ยากอยู่เหมือนกันนะว่ามันจะจบลงแบบไหน มันก็เลยทำให้เนื้อเรื่องมันน่าติดตามมากจริง ๆ
และนี้ก็เป็นการรีวิวตามแบบฉบับความรู้สึกของเรา โดยรวมเราว่าทำออกมาดี คัดนักแสดงดี ส่วนตัวมองว่า พล็อตเรื่องมันของเกาหลีอยู่แล้วมันก็เลยมีความล้ำลึกในแบบฉบับซีรีส์เกาหลี พอนำมารีเมคในไทยจะปังแค่ไหนส่วนนี้เราว่าขึ้นอยู่กับนักแสดงแล้วแหละ แต่สรุปส่วนตัวคือชอบนะ เข้าขั้นชอบมากเลยแหละค่ะ สำหรับใครที่เป็นคอซีรีส์ไทยหากอยากดูซีรีส์ไทยเรื่องอื่นๆ ต่อ เราขอฝาก 7 ซีรีส์ละครที่สนุกน่าดู และหาดูได้ง่ายๆ บน TrueID ไว้หน่อยนะคะ สุดท้ายนี้ถ้าอยากจะติดตามเรื่องราวอื่น ๆ ของผู้เขียน ก็สามารถติดตามได้ที่ ล่าล้างเมือง ย้อน หลัง

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

รีวิวหนังไทย The Whole Truth รีวิวหนังไทย อีกหนึ่งหนังแนวลึกลับแฝงความสยองขวัญไว้ให้ผู้ชมได้ระทึก หนังออนไลน์ล่าสุด กับปริศนารูหลอน ดูหนังฟรี ที่เล่าถึงครอบครัวสามแม่ลูกซึ่งประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝันจนต้องพบกับความผิดปกติอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยพิมและพัท ต้องมาอาศัยอยู่กับตาและยายที่เป็นคนเข้มงวด ทว่าภายใต้ใบหน้าเคร่งขรึมของทั้งคู่กลับกุมความลับบางอย่างเอาไว้ นับว่าเป็นหนังที่สะท้อนให้เห็นถึงความต่างวัยและประเด็นปัญหาในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี ส่วนจะน่าสนใจอย่างไรนั้น ต้องไปหาคำตอบกันในเรื่องค่ะ มาถึงคิวออริจินัลหนังไทยเรื่องล่าสุดที่ได้ออกไปสู่สายต่อชาวโลก “The Whole Truth” (ปริศนารูหลอน) หนังระทึกขวัญซ่อนเงื่อน ผลงานการกำกับและเขียนบทของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ที่ยังคงหยิบเอาสไตล์และลายเซ็นแนวทางการสร้างหนังหลอนๆ ของเขาเองงัดมาใช้ได้ ภายใต้คอนเซ็ปต์หนังที่ดูน่าสนใจไม่เบา เพียงแต่ว่าภาพรวมนั้นยังห่างไกลจากคำว่ามาสเตอร์พีชอยู่ดี ดูหนังออนไลน์

 

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

ปริศนารูหลอน เล่าเรื่องราวของ 2 พี่น้อง พิม กับ พัท ที่ต้องจำใจไปอยู่กับตาและยายของพวกเขาชั่วคราว หลังจากที่แม่ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และได้รับบาดเจ็บอาการโคม่า ทั้งสองรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะแม่ไม่เคยเล่าเรื่องตากับยายให้พวกเขาได้รับรู้มาก่อน และการย้ายเข้าไปพักอยู่ที่บ้านเก่าๆ ของคนชรานั้น ทำให้พวกเขาได้พบกับ “รู” ที่ปรากฏขึ้นอยู่ฝากำแพงบ้าน และเมื่อมองส่องเข้าไปก็ได้พบกับเรื่องสุดสยอง

ก่อนอื่นต้องยอมรับเลยว่า The Whole Truth มีไอเดียและคอนเซ็ปต์ที่ชวนน่าติดตามมากๆ เลยทีเดียว การใช้ปริศนาของรูที่ปรากฏขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจมาเป็นส่วนเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมด เป็นกิมมิกที่ค่อนข้างทำให้ผู้ชมใคร่ที่จะสืบรู้พิสูจน์ให้ชัดว่าเบื้องหลังรูนั้นคืออะไรกันแน่ เพียงแต่ว่าตัวหนังยังคงมีปัญหาขาดแรงจูงใจในการเสริมอรรถรสได้ดีเพียงพอที่จะออกมาได้ดีในทุกองค์ประกอบ

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ถือว่าเขียนบทหนังของ

The Whole Truth ออกมาได้ไม่แย่แต่ก็ยังไม่ได้สมบูรณ์แบบเสียทีเดียว บทหนังของเรื่องนี้ค่อนข้างมิติซับซ้อนที่วางเอาไว้บนพื้นฐานง่ายๆ ของอารมณ์นึกคิดของตัวละคร ดังนั้นจึงทำให้องค์ประกอบการแสดงและการถ่ายทอดเรื่องนี้เป็นไฮไลต์เด่นที่จะพาหนังไปสู่ปลายทางที่คาดไว้ จึงไม่แปลกใจที่ได้ทำการแคสติ้งนักแสดงตัวใหญ่ๆ ออกมาได้อย่างน่าสนใจขนาดนี้

แต่ลำดับการเล่าเรื่องและบรรยากาศของหนังยังคงทำได้ในระดับกลางๆ ที่ยังดูไปสุดมากกว่านี้ได้อีก หนังมีการปูเรื่องราวเอาไว้หลายประเด็นที่น่าสนใจ แต่สุดท้ายก็มัวแต่ยุ่งเหยิงอยู่กับแกนเดียวที่เพียงแค่แกนนี้ก็ถือว่าเกือบจะพาหนังไปไม่รอดเสียแล้ว คอนเซ็ปต์ดีที่ของหนังถูกนำมาถ่ายทอดในแบบที่ค่อนข้างคลีเช่ทั่วไป อยากจะให้ดูระทึกและหฤหรรษ์ตามไปด้วยแต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ถึงใจอีกอยู่ดี

The Whole Truth จึงออกมาเป็นเพียงหนังระทึกที่มีแนวเนื้อเรื่องซ้ำๆ ซากๆ พยายามที่หักเหตรงนั้นตรงนี้ แต่ยังทำได้ไม่ถึงจุดที่จะชวนให้ผู้ชมรู้สึกว้าวกับการคลี่คลายในแต่ละประเด็น เพราะโทนเรื่องที่ไม่ได้ชวนน่าตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น กับภูมิหลังของครอบครัวที่คนดูน่าจะเดาทางกันได้ตั้งแต่เริ่มต้นว่าตระกูลน่าจะมีความไม่ชอบมาพากลและความลับปกปิดเอาไว้อยู่แน่ๆ จึงทำให้การเฉลยปมต่างๆ ยังไม่ได้น่าตื่นเต้นขนาดนั้น

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

แต่จุดสตรองของหนังก็แน่นอนว่าต้องเป็นทีมนักแสดง “ปันปัน สุทัตตา” กับ “แม็ค ณัฐพัชร์” ถือว่าเป็นตัวยืนเรื่อง ที่บอกตามตรงว่าพวกเขาก็เกือบจะเอาหนังทั้งเรื่องไว้ไม่อยู่เช่นเดียวกัน ต้องมาได้ความเป็นมืออาชีพของรุ่นใหญ่ “ก้อย ทาริกา” กับ “หมู สมภพ” มาช่วยซัพพอร์ต จึงทำให้ทั้งหมดต่างช่วยกันประคองหนังเรื่องนี้ไปตลอดรอดฝั่งได้สำเร็จ แม้ว่าทิศทางการแสดงของพวกเขาจะไม่ได้ชวนตื่นตาอะไรก็ตาม แต่ก็ทำได้ดีตามมาตรฐานของพวกเขา

เอาเป็นว่า The Whole Truth ปริศนารูหลอน เป็นหนังที่พยายามจะฉีกแนวออกมาในมุมมองที่ไม่ค่อยได้เห็นในหมู่หนังไทยสักเท่าไหร่ แต่ความพยายามนี้ถือว่ายังไม่ประสบสำเร็จเปี่ยมเลี่ยม เป็นความครึ่งๆ กลางๆ ที่ไม่ได้แย่แต่ก็ยังไม่ได้ดีเท่าที่ควร หนังที่สามารถดูได้สนุกเพลินๆ ตามการเล่าเรื่องแบบพยายามชวนให้ระทึก แต่หากว่าใครชอบหนังแนวสืบหาปมปริศนาความจริงก็น่าจะชอบเรื่องนี้พอได้อยู่

‘The Whole Truth ปริศนารูหลอน’ เป็นภาพยนตร์ Netflix Original แนวดราม่า-ระทึกขวัญผลงานล่าสุดของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ที่บอกเล่าเรื่องราวของ พิม (รับบทโดย ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์) และ พัท (รับบทโดย แม็ค-ณัฐพัชร์ นิมจิรวัฒน์) สองพี่น้องที่ต้องย้ายไปอยู่บ้านเดียวกับตา (รับบทโดย สมภพ เบญจาทิกุล) และยาย (รับบทโดย ทาริกา ธิดาทิตย์) ที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน เพราะแม่ (รับบทโดย นิโคล เทริโอ) ประสบอุบัติเหตุนอนโคม่า แต่เมื่อย้ายเข้าไปในบ้านทั้งสองก็ได้พบกับรูหลอนปริศนา ที่เรียกพวกเขาไปพบกับความจริงบางอย่างที่ซ่อนไว้

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

เปิดเรื่องด้วยชีวิตประจำวันธรรมดาของเด็กนักเรียนสองคนและแม่ของเขา เล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ แวะจอดข้างทาง และพาคนดูหักเลี้ยวไปเรื่องที่ร้อยเรียงไปตามลำดับเมื่อความจริงหลังรูเล็กดำมืดค่อย ๆ เปิดเผยปริศนา ความลับดำมืดให้เห็น ดูแล้วอาจจะเหมือนภาพยนตร์ดราม่าทริลเลอร์หักมุมทั่วไปหนึ่งเรื่อง แต่เมื่อเรามองให้ดีประเด็นสำคัญของการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่ามันสนุกแค่ไหน แต่อยู่ที่มันกำลังสื่อสารอะไรกับเราผ่านสัญญลักษณ์ในเรื่อง และเมื่อเราได้ดู ภาพที่เราเห็นในจอจึงไม่ใช่แค่ตัวละคร บ้านหนึ่งหลัง และรูหนึ่งรู แต่ขยายใหญ่กว่านั้นขึ้นอยู่กับผู้ชมว่าจะตีความเห็นเป็นอะไร

เนื้อหาของบทความต่อจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องที่อาจส่งผลต่ออรรถรสในการรับชม

‘ความจริงบางครั้งก็เหมือนรู้สีดำเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในความมืด มันอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา เพียงแต่เรามองไม่เห็น แต่ทันทีที่แสงสว่างสาดส่องไปถึง มันจะปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน จนเราตกใจว่ามันอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’

ประโยคนี้ที่ดังขึ้นในเรื่องถึงสองครั้งตอนเปิดเรื่องและตอนเฉยปมเป็นเหมือนการเปิดลายแทงที่ทำให้เราค้นเจอชิ้นส่วนต่าง ๆ และปะติดปะต่อต่อสิ่งที่เห็นในจอจนเป็นภาพของประเทศไทยซ้อนทับอยู่ในบ้าน ตัวละครเป็นตัวแทนของคนแต่ละยุค รู นาฬิกา นมที่พัทดื่ม หรือแม้แต่ชั้นวางของในเรื่อง ต่างก็มีความหมายในตัวของมันเอง

ตา ตัวแทนของ ไซเลนท์เจนเนอเรชั่น (Silent Generation) ที่ถูกเรื่องนำเสนอให้มีคาแรกเตอร์ที่ให้ความสำคัญของการมีระเบียบแบบแผน มีความสัมพันธ์ที่พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวและผู้กุมอำนาจสูงสุดในบ้าน ทุกคนในบ้านต้องเห็นคล้อยตามผู้นำ เหมือนที่คุณตาจะมีอารมณ์ทุกครั้งหากหลานมีความเห็นที่ต่างออกไป และการบังคับให้คุณยายกินยาเพื่อลืม แม้จริงนั้นจะเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ติดอยู่กับตำแหน่งใช้ตำแหน่งและอำนาจในมือให้เป็นประโยชน์แก่ตน เน้นความเป็นพวกพ้องรุ่นพี่รุ่นน้องแสดงผ่านการใช้เส้นสายส่วนตัวในวงการตำรวจ ยึดความถูกต้องในแบบที่ตัวเองเข้าใจเป็นหลัก
ยาย ตัวแทนของ ผู้หญิงยุคเบบี้บูมเมอร์ส (Baby Boomers) ที่ภาพยนตร์นำเสนอให้มีหน้าที่เป็นผู้ตามในครอบครัว ยึดถือหลักการคล้ายกับคุณตา ยังคงให้ความสำคัญกับแบบแผนและตำราเช่นการกินอาหารให้ครบห้าหมู่ ความเข้มงวดในเรื่องต่าง ๆ และหากมีสิ่งไหนที่แตกแถวไปจากความสมบูรณ์แบบตามความเข้าใจของพวกเขาจะต้องถูกกำจัดไป เชื่อในการอดทนต่อปัญหามากกว่าแก้มัน
แม่ ตัวแทนของเจ็นเอ็กซ์ (Gen-X) ที่ผู้หญิงพึ่งพาตัวเองมากขึ้นและความเป็นผู้นำครอบครัวไม่ติดกับเรื่องเพศอีกต่อไป ให้อิสระกับลูกมากกว่า แก้ปัญหาอย่างประนีประนอม หลับตาข้างเดียวได้

ส่วนลูกสองคนคือตัวแทนของกลุ่ม เจ็นแซด (Gen-Z) ที่ตั้งคำถาม ใคร่รู้ และมองตรงไปยังปัญหา แต่พิมอาจจะเป็นตัวแทนของกลุ่ม privileged หรือ ผู้มีสิทธิพิเศษ ด้วยความ ‘สมบูรณ์แบบ’ ของเธอ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอไม่ได้ตั้งคำถามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหลายครั้งเลือกที่จะไม่มองเข้าไปใน ‘รู’ ทั้งที่มันส่งเสียงเรียกหาอยู่ข้างหน้า ในขณะที่พัทอาจจะเป็นตัวแทนของคนกลุ่มชายขอบสะท้อนผ่านความพิการของขา ที่ส่งให้เขาอยากไขปริศนาและไม่กลัวที่จะมองเข้าไปแม้สิ่งที่เขาจะมองอยู่มันน่าสยองแค่ไหนก็ตาม
พินยา ตัวแทนของปัญหา ความจริงที่บิดเบี้ยวน่ากลัวซึ่งถูกซ่อนไว้ แต่ไม่เคยหายไปไหน เหมือนกับร่างของพินยาที่ถูกซ่อนไว้ในตู้ใต้บันได แต่ยังคงออกมาเรื่อย ๆ หรืออาจจะเป็นคนที่เห็นต่างมีความคิดไม่สมบูรณ์ตามแบบแผนในสายตาของคนบางกลุ่มที่ต้องถูกกำจัดไปเหมือนที่คุณยายต้องการกำจัดพินยาที่มีใบหน้าย้อยออกมาเป็นเหลี่ยมอยู่ครึ่งหนึ่ง
รู เป็นตัวแทนของความจริงและปัญหาที่โดนมองข้ามและถูกซ่อนไว้ในอดีตและภาพในรูที่พิมและพัทเห็นชัดขึ้นทุกทีก็อาจจะเป็นตัวแทนของเวลาคนเรามองตรงไปยังความจริงที่ซ่อนไว้และยิ่งให้เวลาพิจารณาค้นหามากเท่าไหร่ ความจริงก็จะยิ่งปรากฏชัดให้เห็นกับตา


นม ตัวแทนของแนวคิดของคนรุ่นก่อนที่คนรุ่นใหม่ถูกขืนให้ฝืนกิน สะท้อนผ่านการที่ยายบังคับให้พัทดื่มนมด้วยเหตุผลของความหวังดี โดยมองว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะรักษาความแตกต่าง เหมือนกับที่ยายบอกว่านมจะช่วยให้กระดูกขาที่บกพร่องของพัทแข็งแรง แต่ยาพิษที่ถูกผสมอยู่ข้างในนั้นกำลังจะฆ่าพัทให้ตาย
นาฬิกา อาจจะสื่อถึงอดีตที่เคยเรืองรองที่คนบางกลุ่มเคยสัมผัสและยังคงเห็นมันอยู่ แต่สำหรับคนอีกรุ่นที่มองเห็นแค่เพียงราง ๆ เหมือนร่องรอยบางเบาในกำแพงตรงที่นาฬิกาเคยอยู่
ชั้นวางของที่มีทั้งถ้วย โล่รางวัลที่เก่าจนสีหม่น และสิ่งละอันพันน้อยจากยุคต่าง ๆ ทั้งเครื่องลายครามจากจีน ตุ๊กตากระเบื้องของฝรั่ง เปรียบได้กับเกียรติยศและความภูมิใจในอดีตและวัฒนธรรมที่หยิบยืมและหลอมรวมจากหลายชาติไว้ในชั้นสูงใหญ่ที่ถูกนำมาปิดบังรูเจ้าปัญหานั่นไว้ แต่ก็ปิดไม่ได้และทุกอย่างก็ล้มลงมา แตกกระจายเป็นเสี่ยง

และเมื่อนำสัญญลักษณ์เหล่านี้มารวมกับสถานการณ์ในเรื่องและการย้ำถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ ‘15 ปีที่แล้ว’ ช่วงเวลาที่เกิดหนึ่งในจุดหักเหสำคัญของการเมืองไทยหลายอย่าง หนึ่งในนั้นอย่างรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 ก็ยิ่งทำให้ประเด็นที่เรื่องต้องการจะสื่อชัดเจนขึ้น อย่างเช่น

การตายของพินยาและพ่อ

อาจจะสื่อถึงการกำจัดคนที่คิดว่าเป็นปัญหา เพราะว่าเขาไม่ตรงกับมาตราฐานความถูกต้องสมบูรณ์ที่คนรุ่นก่อนวางไว้ เหมือนที่ยายรังเกียจพินยา และรังเกียจพัทเพราะทั้งสองมีความแตกต่างอย่างที่ยายไม่ต้องการ และการที่ตาและยายไม่ยอมให้พิมและพัทมองภาพเหล่านี้และมักจะไล่พวกเขาให้ ‘ไปนอน’ ก็เหมือนเป็นการบอกให้เพิกเฉยต่อปัญหาเหมือนที่พวกเขาทำมา
ความขัดแย้งของคนแต่ละยุคสมัยที่ทัศนคติทางการเมืองไม่เหมือนกัน สื่อผ่านความขัดแย้งของคุณตาคุณยายและหลาน ๆ ที่ถกเถียงกันเรื่องความมีอยู่ของรูและสไตล์การแสดงที่ต่างกันของแต่ละเจนเนอเรชั่น ในขณะที่เจนเนอเรชั่นตรงกลางที่ควรเป็นสะพานระหว่างคนสองวัย หลับอยู่ในโคม่า ทำให้ความคิดของคนสองรุ่นยิ่งยากจะหาจุดตรงกลางได้ ในตอนจบที่แม่ลูกทั้งสามย้ายกลับไปบ้านตัวเอง ในขณะที่ตายายต้องอยู่กันสองคนกับความรู้สึกผิดที่จะหลอกหลอนเขาไปชั่วชีวิต อาจจะสื่อว่าหากเราไม่ยอมรับปัญหาและการมีอยู่ของรูและเรียนรู้จะอยู่กับมัน หนทางเดียวคือความแตกแยก ต่างคนต่างอยู่ในโลกที่ตัดกันเหมือนสีขาวสว่างในบ้านของแม่ และความหม่นหมองมืดทึมในบ้านของตายายเท่านั้น
การที่แต่ละคนเห็นรูและภาพในนั้นไม่เหมือนกันก็เหมือนกับการที่แต่ละคนมองปัญหาและเห็นความรุนแรงของมันไม่เท่ากัน คุณตามองไม่เห็นรูเลย ส่วนคุณยายเลือกที่จะไม่ใส่ใจกับมัน เช่นเดียวกับแม่ที่เลือกจะย้ายออกมาเพื่อจะได้ไม่เห็นรูนั่นและปิดบังลูก ๆ ไม่ให้รู้เรื่องนี้ตลอดมา พินเห็นภาพพินยาที่ป่วยใกล้ตาย ในขณะที่พัทเห็นพินยาที่ตายไปแล้วหัวเป็นโพรง สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาที่ขึ้นอยู่กับสายตาคนมองหรือเลือกที่จะมองข้ามไป

ความตายของพินยาและโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับพ่อที่เฉลยมาว่าทั้ง ตา ยาย พ่อ และแม่ต่างก็มีส่วนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งนั้นสะท้อนให้เห็นว่าผู้ใหญ่ทุกคนต่างก็มีส่วนให้เกิดความวุ่นวายทั้งนั้น แต่ทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเองในขณะที่คนรุ่นหลังคือพิมกับพัทต้องมารับกรรม
อาการป่วยกระอักเลือดของพัทและการตั้งคำถามของพิมที่คิดว่าเป็นเพราะพัทมองรูนั่นทำให้พัทป่วย แต่ที่จริงแล้วเป็นยาพิษที่ถูกผสมไว้ในนมต่างหากที่ฆ่าพัท เหมือนจะสื่อว่าการมองไปที่ปัญหาไม่ใช่สิ่งที่จะฆ่าใคร แต่เป็นการที่ถูกยัดเยียดแนวความคิดที่เป็นพิษต่างหากที่ฆ่าคนได้
การเฉลยในตอนท้ายที่พิมและพัทสุดท้ายได้รู้ความจริงเกือบทั้งหมดเป็น irony กับชื่อ ‘The Whole Truth’ ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษที่แปลว่าความจริงทั้งหมด เป็นการเน้นย้ำให้เห็นว่าสิ่งที่คิดว่ารู้ อาจจะไม่ใช่ความจริง แม้แต่คนที่ปกป้องเราก็อาจจะมีความลับดำมืดของเขาเองที่เราไม่อาจรู้ได้เลย
ฉากจบที่พิมนอนหลับตาพริ้มนอนตรง ฮัมเพลงโดยมีพินยานอนอยู่เคียงข้าง อาจตีความได้สองทาง ทั้งการสื่อว่าการที่เราสามารถประนีประนอม ทำความเข้าใจ และอยู่กับความจริงในอดีตที่น่าเกลียดน่ากลัวได้ ใจเราก็จะสงบ หรืออาจจะหมายถึงว่าแม้เราจะหลับตาแต่ความอดีตจะไม่มีวันหายไปไหน แต่จะติดตามเราไปเหมือนที่พินยาจะอยู่ข้าง ๆ พิมไปอย่างนั้นอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ได้

The Whole Truth ปริศนารูหลอน จึงไม่ใช่ภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่พูดถึงเรื่องเหนือธรรมชาติไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากราวกับอยู่ในบ้านของเรา และการสื่อเรื่องผ่านสัญญลักษณ์ทำให้การดูเหมือนกับการเติมคำในช่องว่างว่าผู้ชมจะเลือกแทนค่าตัวละครในเรื่องเป็นใคร เป็นอะไร และเพลงปิดเรื่องที่พิมฮัมซึ่งมีเนื้อร้องว่า ‘เสียแรงหลงกู่ ยู้หู ยู้หู ยู้หู ยู้หู หลงอยู่ทุกคืนทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน ละเมอ…หาเธอ หาเธอจนสิ้นลมหายใจ’ ‘เธอ’ ที่ว่านั้น หมายถึงใครกัน

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ รีวิวหนังไทย

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ รีวิวหนังไทย

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ รีวิวหนังไทย

 

 

Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า heart attack เป็น หนังไทยnetflix แนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่มีความดราม่าผสมอยู่ด้วยเล็กน้อย ผลงานกำกับของเต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ จากค่าย GTH และมีกำหนดฉายเมื่อปี 2558

 

เรื่องย่อหนัง

เรื่องย่อ ฟรี แลน ซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ เต็มเรื่อง ตัวเอก ยุ่น นำแสดงโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ พระเอกฝีมือดีที่เคยนำแสดงในเรื่อง เพื่อนสนิท และสายลับจับบ้านเล็กมาก่อน ในเรื่องนี้ ซันนี่ต้องรับบทเป็น ยุ่น หนุ่มฟรีแลนซ์วัย 30 ปีที่รับงานกราฟฟิคดีไซน์ ตัดต่อ รีทัชภาพที่ตารางงานเต็มเอี๊ยดในทุกวันไม่มีวันหยุด วงการเบื้องหลังการตัดต่อ รีทัชย่อมรู้จักยุ่นดี เพราะเขาได้ชื่อว่าทำงานไว รับงานอึด งานเยอะ งานด่วน ต้องใช้บริการยุ่น

ความสุขของยุ่นคือการท้าทายความสามารถตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ ว่าเขาสามารถทำงานเยอะ ๆ งานด่วนแค่ไหนก็รับได้ จึงทำให้ เจ๋ วี วิโอเลต วอเทียร์ โปรดิวเซอร์จากบริษัทโฆษณาเอางานมาให้เขาอยู่เสมอเพราะไว้ใจฝีมือทำงานดี ทำงานไวของยุ่น

 

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ รีวิวหนังไทย

 

ยุ่นเริ่มรู้สึกว่าร่างกายตัวเองไม่เหมือนเก่า อดหลับอดนอนติดกันนาน ๆ ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน หลังจากที่เขาทำงาน 24 ชม. ติดต่อกัน 5 วันไม่พัก ร่างกายของเขาก็ส่งสัญญาณประท้วงออกมา ยุ่นพบว่าร่างกายของเขาเริ่มมีผื่นแดงคัน ขึ้นตามร่างกายมากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องไปหาหมอ และการไปหาหมอของยุ่นนั้น ยุ่นไม่รู้เลยว่าจะสามารถเปลี่ยนความคิดและวิถีชีวิตฟรีแลนซ์ของเขาไปได้ตลอดกาล หมออิม นำแสดงโดย ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่

เรื่องนี้ทุกคนแสดงได้ดีมาก ทั้งสีหน้าท่าทาง น้ำเสียง การพูด ไดอะล็อกต์เงียบแต่คมกริบ บาดลึกและให้ข้อคิด เป็นเรื่องแจ้งเกิดของสาววี วิโอเล็ต นักร้องเสียงดีจากเวทีเดอะวอยซ์ที่ปัจจุบันเป็นทั้งนักร้องและนักแสดง วีในเรื่องที่เล่นเป็นเจ๋นั้น ถือเป็นบทบาทที่คนจดจำกันมาก วลีเด็ดจากเรื่องคือ “ไปค่ะ พี่สุชาติ” ดูหนังออนไลน์,ดูหนังฟรี

ใครไม่อยากพลาดหนังดี ๆ จากค่าย GTH เรื่องนี้ แนะนำให้ไปดูนะครับ หนังไม่ยาวแค่ 2 ชั่วโมงนิด ๆ เองครับ แต่ดูจบแล้วได้อะไรเยอะมากเลย

 

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ รีวิวหนังไทย

ตัวบทถือว่าทำได้ดีทีเดียว มีการชี้ประเด็นให้เราได้เห็นในแง่มุมที่ลึกขึ้นของทั้งการเป็นฟรีแลนซ์และการประกอบอาชีพหมอ หนังมีการสื่อสารออกมาในเชิงสัญลักษณ์ในบางครั้ง ตัวบทพูดแม้จะมีคำหยาบหลุดออกมาบ้าง แต่นั่นคือเสน่ห์ ที่ทำให้ตัวละครและบทภาพยนตร์ดูสมจริงมากยิ่งขึ้น

สำหรับโครงเรื่อง หนังมีจังหวะที่ดี รู้จักการรับ-ส่งบทกันได้อย่างตรงจังหวะ และเหตุการณ์ในเรื่องมีลำดับขั้นตอน เป็นเหตุเป็นผลกันดี แสดงถึงที่มาในแต่ละเรื่องได้อย่างชัดเจน

 

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ รีวิวหนังไทย

 

ส่วนในด้านของตัวละคร นักแสดงก็สามารถที่จะสวมบทบาทได้เข้าที่เข้าทางแสดงว่ามีการทำการบ้านมาล่วงหน้า เพราะแต่ละอาชีพต่างก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป

ในแง่ของฉากนั้นไม่มีอะไรมาก เพราะส่วนใหญ่อยู่ในห้องของยุ่นกับห้องของหมออิม แต่ก็ถือว่าหนังสามารถเก็บรายละเอียดได้ดี เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ก็เป็นไปตามหลักความจริง

จุดเด่นอีกหนึ่งข้อที่สำคัญของหนังเรื่องนี้คือ การมีเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ออกแนวน่ารัก จากน้ำเสียงใส ๆ ของ วี วิโอเลตกับเสียงนุ่ม ๆ ของแสตมป์ อภิวัชร์ ที่ช่วยเพิ่มให้หนังมีระดับความน่าดูเพิ่มขึ้นอีก ด้วยแนวเพลงที่ฟังง่าย ฟังสบาย จึงเป็นเพลงที่ฮิตได้ในเวลาไม่นาน

 

นักแสดง

ยุ่น เป็นตัวละครที่ตีแผ่อีกด้านของวงการฟรีแลนซ์ ความเครียด ความกดดันต่อคุณภาพงานก็มีให้เห็นอยู่เสมอ และสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการดำรงอาชีพนี้คือ การยอมรับ ซึ่งดูเหมือนว่ายุ่นจะพยายามมากเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมในวงการนั้น มันเหมือนเป็นอาชีพที่ห้ามหยุดพัก คุณจะต้องไปต่อ เรื่อย ๆ และ เรื่อย ๆ ถ้าหยุดเมื่อไหร่คือจบ อนาคตในวงการนี้เหมือนจะไปต่อได้ยากลำบากทีเดียว

หมออิม บอกเล่าถึงวิชาชีพแพทย์ที่ก็มีความกดดันอยู่ไม่น้อย สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในตัวละครหมออิมคือ ความรับผิดชอบ ดูเหมือนว่าเธอจะยึดหลักนี้ไว้อยู่ในใจเสมอ เธอพยายามรักษาอย่างเต็มความสามารถ แม้บางทีเธอเองก็มีบาดแผลบ้างเหมือนกัน จากทั้งความคาดหวังของตนเองและผู้อื่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากหมออิมต้องมีมุมผิดหวังให้เราได้เห็นบ้าง จากทั้งความคาดหวังของเธอเองและใครต่อใคร

 

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ รีวิวหนังไทย

 

เจ๋ เป็นอีกตัวละครหนึ่งที่ดูจริงจัง ผสมกับนิสัยแบบกวน ๆ เล็กน้อย เธอไม่ได้อ่อนหวานเหมือนผู้หญิงทั่วไป ออกจะติดภาพลักษณ์ที่ออกบอย ๆ หน่อยเสียด้วยซ้ำ เธอมีบุคลิกแบบแนว ๆ ตามประสาวัยรุ่น เธอคงเป็นอีกหนึ่งตัวละคร’หลัก’ ในชีวิตของยุ่นเลยก็ได้

พี่เป้ง เป็นตัวละครที่เป็นเหมือนจุดพลิกผันของเรื่องเลย โดยพี่เป้งจะเริ่มมีบทบาทสำคัญในช่วงตอนท้ายของเรื่อง และถึงแม้ยุ่นจะยอมเล่นตามน้ำแต่ก็เห็นได้ชัดว่าคนแบบพี่เป้งเป็นคนที่ดูไม่น่าคบ ดูพร้อมจะหลอกใช้ทุกคน ไม่ได้หวังดีกับใครจริงๆ หรอก หวังเพียงตนได้ประโยชน์เป็นพอ

 

โดยรวม

โดยรวมแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้ดีทีเดียว ทั้งในแง่ของความสนุกและการแฝงประเด็นต่าง ๆ ไว้ตลอดทาง ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนแล้ว ว่าจะเก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน ตัวละครแต่ละตัวต่างก็มีมุมมองและบทบาทต่อโลกในแบบที่แตกต่างกันออกไป คงจะดีไม่น้อยหากว่าในอนาคตเรามีโอกาสได้ศึกษามุมมองของตัวละครอื่น ๆ ดูบ้าง ถ้าอยากลองดูหนังสนุก ๆ อีกเรื่อง คิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีทีเดียว

กลับคำยังทันมั้ยครับเนี่ยว่าผมเป็นคนไม่ค่อยชอบดูหนังไทยเลย แต่พักนี้ลงรีวิวแต่หนัง-ซีรีย์ไทยถี่ ๆ เลยนะครับ วันก่อนเพิ่งได้มีโอกาสดูหนังเรื่องหนึ่งของค่าย GTH เป็นหนังเก่าหลายปีมาแล้ว แต่รู้สึกว่าเขาทำออกมาได้ มีเสน่ห์ดี เลยอยากเก็บมารีวิว วันนี้ขอ รีวิวหนัง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ หนังน้ำดีอีกเรื่องที่ต้องขอบอกก่อนว่าอยากให้หลาย ๆ คนเปิดใจดูมาก ถึงแม้เนื้อเรื่องจะดำเนินช้า บทของตัวแสดงจะดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวาไปนิด แต่นี่แหละถือเป็นเสน่ห์ของเรื่องนี้เลยล่ะครับ แถมเรื่องนี้ยังถือเป็นหนังที่ผมยกให้เป็นหนังที่สะท้อนวิถีฟรีแลนซ์ อาชีพอิสระแห่งยุคที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำได้ดีที่สุดเลย ฟรี แลน ซ์ เต็มเรื่อง youtube

 

 

คนยุคใหม่เลือกประกอบอาชีพอิสระ หรือที่เราเรียกว่า ฟรีแลนซ์ กันเยอะมากขึ้น ๆ ในปัจจุบัน ถือเป็นทางเลือกทางอาชีพที่ค่อนข้างได้เปรียบด้านความสะดวกสบาย เพราะไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องอยู่ประจำออฟฟิศ ไม่ต้องตอกบัตรเข้า-ออกงานทุกวัน ไม่ต้องนั่งประชุม และไม่ต้องปรับตัวเข้ากับใคร เพียงแต่ข้อเสียของฟรีแลนซ์ คือ ไม่มีเวลาตายตัวในการทำงาน ถ้างานด่วน งานเร่ง งานแก้มาถึงมือล่ะก็… อาจต้องนั่งจมอยู่หน้าคอมเป็นวัน ๆ เลยก็ได้ แม้ว่ารายได้จะมากตามความขยัน แต่ข้อนี้เองเป็นจุดที่ทำให้อาชีพฟรีแลนซ์มักทำงานเกินลิมิตของตนเอง บางคนไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่ออกไปสังสรรค์ ไม่มีสังคม และที่สำคัญละเลยการดูแลตัวเอง เหมือนดังเช่นตัวละคร “ยุ่น” ในเรื่อง
เสน่ห์ของเรื่อง คือ ความย้อนแย้งของภาพฟรีแลนซ์ที่เร่งรีบ กับการดำเนินเรื่องที่แสนละเมียดละไม ฟรี แลน ซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ภาค 2

 

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ รีวิวหนังไทย

หลังจากที่ผมดูจบ ผมไปหาอ่านข้อมูลของหนังเรื่องนี้แล้วก็ต้อง อ๋อ… เลยครับ เพราะผู้กำกับฝีมือดีที่มีกลยุทธ์ในการกำกับและเขียนบทเองอย่างละเมียดละไม เน้นสะท้อนสังคม ลงดีเทลล์กระทั่งสีภาพ เมคอัพ คอสตูม และการคัดเลือกตัวละครสุด ๆ ก็คือ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผมเคยได้ยินชื่อเสียงของเต๋อ นวพลมานาน ชาวหนังอินดี้รักหนุ่มคนนี้มาก เรื่องนี้ก็ถือเป็นอีกเรื่องที่ผมค่อนข้างโอเคนะ เข้าถึงได้ ถูกจริตมาก เหมือนเป็นกาแฟไม่ใส่น้ำตาลที่ได้รสชาติด้วยตัวเอง

เต๋อ นวพล ได้ถ่ายทอดชีวิตของหนุ่มฟรีแลนซ์กลางเมืองกรุงที่มีเป้าหมายเพียงรักษาระดับการเป็นฟรีแลนซ์ที่ตารางงานเต็มแน่นในทุกวันให้ได้ โดยไม่มีใครมาโค่นแชมป์งานกราฟฟิคฟรีแลนซ์ขั้นเทพของเขาได้ จำนวนงานที่รับมาและทำเสร็จ เวลาที่ทำงานต่อเนื่องโดยไม่หลับไม่นอนคือนิยามการประสบความสำเร็จในงานของเขา หนังดำเนินไปอย่างละเลียด เหมือนค่อย ๆ ป้อนข้าวคนดูไปทีละคำ ๆ ตลอดระยะเวลา 126 นาที

 

 

ความย้อนแย้งของการทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแข่งกับเดทไลน์ของพระเอกที่เร่งรีบกำลังย้อนแย้งสุดกำลังกับฉากของหนังที่ค่อย ๆ ฉายภาพแต่ละภาพอย่างช้า ๆ ตัวละครจืด ๆ ไม่ค่อยมีชีวิตชีวิตชีวา ไม่ได้เป็นหนังที่หวือหวา ระทึก ตื่นเต้น มีปมเนื้อหาให้คนดูตื่นตาตื่นใจ แต่กลับฉายภาพของตัวละคร กิจวัตรประจำวัน ปัญหาที่ต้องเผชิญ การทดลอง การแก้ปัญหา นี่แหละคือชีวิตคนธรรมดา ๆ เลยครับ ชีวิตเรียล ๆ ในแต่ละวันของคนเราก็เป็นแบบนี้แหละ นี่เองคือสิ่งที่เต๋อกำลังจะบอกเราผ่านหนัง

จังหวะความไม่เข้ากันนี้เองล่ะ พอมาอยู่ในหนังเรื่องนี้ กลับทำให้หนังมันน่าติดตามเฉยเลย มันเหมือนผมกำลังนั่งดูชีวิตของตัวละคร และจำลองชีวิตคนที่ทำงานฟรีแลนซ์จริง ๆ คนหนึ่งไปด้วย ไม่แปลกเลยที่เรื่องนี้โด่งดังเป็นพลุแตก และได้รับรางวัลบนเวทีภาพยนตร์ระดับชาติถึง 29 รางวัล ทั้งจากเวทีสุพรรณหงส์ สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย คมชัดลึก อวอดส์ และอื่น ๆ อีกมากมาย ฟรี แลน ซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ เต็มเรื่อง

รีวิวหนังไทย หลวงตามหาเฮง

รีวิวหนังไทย หลวงตามหาเฮง

รีวิวหนังไทย หลวงตามหาเฮง

รีวิวหนังไทย รีวิวหนังไทย หลวงตามหาเฮง ภาพยนตร์เรื่อง หลวงตาตามหาเฮง เป็นภาพยนตร์ไทยแนวธรรมะ หนังออนไลน์ล่าสุด คอมเมดี้ ผลงานการกำกับของ พชน์ อานนท์ ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของหลวงตาใจดีแห่งโคกอีรวย ที่ให้โชคลาภด้วยเลขเด็ดเลขดีแก่ญาติโยม ภาพยนตร์สุดฮาสอดแทรกธรรมะ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักแสดงมากความสามารถมากมายมาร่วมแสดงไม่ว่าจะเป็นน้าค่อม อาคม ปรีดากุล ที่มารับบทเป็น พระอารมณ์ขันและจิตใจงามประจำชุมชนอย่างโคกอีรวย ที่ในทุกวันพระหลังจากที่ท่านเทศนาธรรมจบ บรรดาญาติโยมที่มาฟังธรรมก็มักจะตีเลขเด็ดจาก ดูหนังฟรี ลักษณะท่าทางรวมไปถึงคำพูดของหลวงตาอยู่เสมอ และความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงตาก็ทำให้บรรดาญาติโยมถูกหวยอยู่เป็นประจำ คนต่อมาคือสุนารี ราชสีมา มารับบทเป็น คุณนายทองคำ มือหวยใต้ดินประจำโคกอีรวย คนต่อมาคืออาภาพร นครสวรรค์ รับบทเป็น มือหวยใต้ดินประจำโคกอีรวย อีกคนหนึ่ง ที่เมื่อยิ่งคนถูกหวยมากแค่ไหน ก็ต้องควักกระเป๋าตัวเองไปจ่ายให้แก่ญาติโยมของหลวงตามากขึ้นเท่านั้น โดยภาพยนตร์เรื่อง หลวงตาตามหาเฮง เป็นภาพยนตร์เมื่อปี 2562 ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังไทย หลวงตามหาเฮง

เรื่องราวของหลวงตาใจดีแห่งโคกอีรวย ที่ให้โชคลาภด้วยเลขเด็ดเลขดีแก่ญาติโยม ภาพยนตร์สุดฮาสอดแทรกธรรมะ นำแสดงโดย น้าค่อม ชวนชื่น รับบทหลวงตา “หลวงตามหาเฮง” ภาพยนตร์แห่งโชคลาภ ของคนที่รักในตัวเลข และรักการลุ้นหวยทุกงวด

อย่างแรกเลยที่บอกว่าพยายามได้ดีคือ ความพยายามในการถ่ายทำด้วยโปรดักชั่นที่ค่อนข้างดีไปจนถึงดีมาก การถ่ายทำดูมีคุณภาพ รวมไปถึงการพยายามที่จะไม่ออกนอกเรื่องจนเกินไปไม่เหมือนหนังที่ผ่านๆมาที่จะเอามุขตลกมาใส่เยอะๆจนออกทะเล แล้วค่อยไปเร่งสรุปเอาทีหลังให้มันจบๆแบบเผาๆ

แต่ที่บอกว่าพยายามได้ดีแต่ยังอ่อนหัดก็คือ ความไร้ชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง ปมปัญหาต่างๆในเรื่องค่อนข้างน่าสนใจ แต่กลับผูกปมได้หลวมมากๆรวมไปถึงประเด็นดราม่าในหนังที่พยายามจะใส่มาเพื่อหวังจะให้คนดูอิมแพ็คกับดราม่า แต่กลับต้องมาตกม้าตายเพราะความไร้ชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง ไม่มีการไล่ระดับหรือค่อยๆปล่อยให้เราซึมซับมันไป แต่เล่นข้ามขั้นชนิดที่ว่า เกริ่นดราม่าแล้วก็แก้ปัญหาดราม่าแบบดื้อๆ จากปมดราม่าที่น่าสนใจกลายเป็นเรื่องที่ชวนหงุดหงิดแทนซะงั้น

รีวิวหนังไทย หลวงตามหาเฮง

อีกทั้งมุขตลกที่โครตจะตลกฝืดจความไร้แก่นสารของหนังที่ผมกล่าวก็คือ มุขตลกแต่ละมุขที่เล่นมามันไม่มีความเป็นธรรมชาติเลยสักนิด อีกทั้งยัง”เกือบ”จะพานอกเรื่องออกทะเลในหลายๆช่วงด้วย กลายเป็นว่าเราต้องมารู้สึกสดุดกับมุขตลกของหนังซะงั้น ทั้งๆที่เราจะรู้สึกลื่นไหลไปมันพร้อมๆกับหนัง แต่นี่ไม่เลยสักนิด อีกทั้งหลายๆอย่างหนังค่อนข้างจะรีบด่วนสรุปและตัดจบมากเกินไป นึกอยากจะจบก็จบ จนเส้นเรื่องหรือเส้นปัญหาหลายๆอย่างมันทับกันไปมาจนยุ่งเหยิง

ในส่วนของที่ดีที่สุดในหนังคือปรัชญาชีวิตที่พยายามจะใส่เข้ามา มันก็โอเค “แต่” อย่างที่บอกไปตอนแรกๆว่าหนังมันไร้ชั้นเชิงมาก การพยายามจะสื่อตรงนี้มันโดดๆลอยๆมากๆ ไม่รู้สึกถึงความอิมแพ็คให้จำติดใจจนเราติดหัวได้เลย เหมือนเป็นการให้นักแสดงอ่านคำสอนให้เราฟังซะมากกว่าเป็นการสอดแทรก ซึ่งมันน่าเบื่อนะ พยายามจะยัดมาหลายฉากมาก แต่ยังไงซะมันก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีสาระที่สุดในหนังแล้ว

เรื่องย่อ

เรื่องราวของหลวงตาใจดีแห่งโคกอีรวย ที่ให้โชคลาภด้วยเลขเด็ดเลขดีแก่ญาติโยม ภาพยนตร์สุดฮาสอดแทรกธรรมะ นำแสดงโดย น้าค่อม ชวนชื่น รับบทหลวงตา “หลวงตามหาเฮง” ภาพยนตร์แห่งโชคลาภ ของคนที่รักในตัวเลข และรักการลุ้นหวยทุกงวด

รีวิวหนังไทย หลวงตามหาเฮง

อย่างแรกเลยที่บอกว่าพยายามได้ดีคือ ความพยายามในการถ่ายทำด้วยโปรดักชั่นที่ค่อนข้างดีไปจนถึงดีมาก การถ่ายทำดูมีคุณภาพ รวมไปถึงการพยายามที่จะไม่ออกนอกเรื่องจนเกินไปไม่เหมือนหนังที่ผ่านๆมาที่จะเอามุขตลกมาใส่เยอะๆจนออกทะเล แล้วค่อยไปเร่งสรุปเอาทีหลังให้มันจบๆแบบเผาๆ

แต่ที่บอกว่าพยายามได้ดีแต่ยังอ่อนหัดก็คือ ความไร้ชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง ปมปัญหาต่างๆในเรื่องค่อนข้างน่าสนใจ แต่กลับผูกปมได้หลวมมากๆรวมไปถึงประเด็นดราม่าในหนังที่พยายามจะใส่มาเพื่อหวังจะให้คนดูอิมแพ็คกับดราม่า แต่กลับต้องมาตกม้าตายเพราะความไร้ชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง ไม่มีการไล่ระดับหรือค่อยๆปล่อยให้เราซึมซับมันไป แต่เล่นข้ามขั้นชนิดที่ว่า เกริ่นดราม่าแล้วก็แก้ปัญหาดราม่าแบบดื้อๆ จากปมดราม่าที่น่าสนใจกลายเป็นเรื่องที่ชวนหงุดหงิดแทนซะงั้น

อีกทั้งมุขตลกที่โครตจะตลกฝืดจความไร้แก่นสารของหนังที่ผมกล่าวก็คือ มุขตลกแต่ละมุขที่เล่นมามันไม่มีความเป็นธรรมชาติเลยสักนิด อีกทั้งยัง”เกือบ”จะพานอกเรื่องออกทะเลในหลายๆช่วงด้วย กลายเป็นว่าเราต้องมารู้สึกสดุดกับมุขตลกของหนังซะงั้น ทั้งๆที่เราจะรู้สึกลื่นไหลไปมันพร้อมๆกับหนัง แต่นี่ไม่เลยสักนิด อีกทั้งหลายๆอย่างหนังค่อนข้างจะรีบด่วนสรุปและตัดจบมากเกินไป นึกอยากจะจบก็จบ จนเส้นเรื่องหรือเส้นปัญหาหลายๆอย่างมันทับกันไปมาจนยุ่งเหยิง

แล้วที่ไม่ชอบเลยคือ การใส่คาแรคเตอร์เดิมๆให้น้าค่อมคือต้องพูดคำหยาบเยอะๆเสียงดังๆกระแทกเสียงช่วงท้ายเยอะๆ ทั้งนี้เราไม่ได้บอกว่าน้าค่อมผิดนะครับ มันผิดที่บท+ผู้กำกับที่พยายมจะยัดเยียดบทแบบนี้ ผมมองว่ามันค่อนข้างคาดความสร้างสรรค์มากๆ น้าค่อมจำเป็นต้องมีคาแรคเตอร์แบบนี้ใครเป็นคนกำหนด? บทคาแรคเตอร์อื่นๆน้าค่อมก็แสดงได้ดีก็มี ยกตัวอย่างเช่นใน Die tomorrow ของพี่เต๋อนวพล มาแนวเงียบๆเหงาๆต่างจากน้าค่อมที่เรารู้จักมีคำหยาบแต่น้อย แต่เรารู้สึกถึงได้ความแปลกใหม่และดีมากๆในการทำคาแรคเตอร์ใหม่ๆให้กับนักแสดงเดิมๆ

รีวิวหนังไทย หลวงตามหาเฮง

รีวิวหนังไทย หลวงตามหาเฮง

ในส่วนของที่ดีที่สุดในหนังคือปรัชญาชีวิตที่พยายามจะใส่เข้ามา มันก็โอเค “แต่” อย่างที่บอกไปตอนแรกๆว่าหนังมันไร้ชั้นเชิงมาก การพยายามจะสื่อตรงนี้มันโดดๆลอยๆมากๆ ไม่รู้สึกถึงความอิมแพ็คให้จำติดใจจนเราติดหัวได้เลย เหมือนเป็นการให้นักแสดงอ่านคำสอนให้เราฟังซะมากกว่าเป็นการสอดแทรก ซึ่งมันน่าเบื่อนะ พยายามจะยัดมาหลายฉากมาก แต่ยังไงซะมันก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีสาระที่สุดในหนังแล้ว

ที่พูดมาทั้งหมดถามว่าเขาผิดมั้ยที่จะทำหนังแบบนี้ มันไม่ผิดเลยสักนิด ตัวเลขรายได้มันเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าคนก็ชอบดูหนังแบบนี้ แต่ถ้าทำแบบนี้มันก็จะย่ำอยู่ที่เดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สุดท้ายแล้วในอนาคตพอมีผลงานแบบนี้ให้เราเห็นเรื่อยๆก็จะมีคนคิดว่า “ทำหนังฮาๆแบบไร้สาระถอดสมองดูออกมาเยอะๆ โกยรายได้มาเรื่อยๆแบบนี้ก็ได้ยังไงคนก็ดูทำส่งๆไปเหอะๆ” ภาพยนตร์ก็เปรียบเสมือนงานศิลปะอย่างนึง ศิลปะที่ไม่มีความสร้างสรรค์หรือการเปลี่ยนแปลงให้มีครีเอทกว่าเดิมมันก็ไม่สมควรจะถูกเรียกว่าศิลปะ มันอาจจะประสบความสำเร็จในแง่การทำรายได้หรือกำไร แต่ในควาภาคภูมิใจที่คุณจะยื่นอกได้ว่าชั้นทำหนังดี และเป็นผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่มีแม้แต่นิดเดียว อีกทั้งมันยังทำให้เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่แย่ให้กับวงการหนังไทยอีกด้วย

หลวงตามหาเฮง เรื่องราวของชาวบ้านโคกอีรวย ที่มีวิถีชีวิตชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปตามบ้านเรา ที่หลงใหลในการเสี่ยงโชคซื้อหวย และที่พึ่งของชาวบ้านนั้นคือพระนั่นเอง แม้พระจะสอนธรรมะ แต่ชาวบ้านก็ตีออกมาเป็นหวยหมด ทำให้ชาวบ้านถูกหวยกันทั้งหมู่บ้าน และเป็นเหตุให้หลวงตาอยู่วัดไม่เป็นสุข เพราะทำให้เจ้ามือหวยเจ๊ง

หลวงตามหาเฮง แสดงโดย ค่อม ชวนชื่น

นักแสดงตลกที่เห็นแค่หน้าก็ตลกแล้ว รับบทเป็นหลวงตา เป็นหนังไทย และหนังตลกที่ไม่ได้ตลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนชีวิตผู้คน และมีสาระ พร้อมทั้งยังให้ข้อคิดต่าง ๆ ได้ดีมาก

หลวงตามหาเฮงเป็นหนังที่ตลกมาก ๆ จากนักแสดงที่มีชื่อหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น ค่อม ชวนชื่น อาภาพร นครสวรรค์ และสุนารี ราชสีมา ทำให้เราได้เห็นนักแสดงตลกมาเล่นเป็นพระ ที่ต้องยังคงมีความตลกอยู่ในสายเลือดนิด ๆ และยังต้องสุขุมแบบพระด้วย และยังได้เห็นนักร้องชื่อดังในบ้านเรามาเล่นบทนางร้ายตลก ๆ

ส่วนเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรนั้น อยากให้เพื่อนได้ชมกันเองครับ และเรื่องนี้นอกจากตลกและฮาแล้ว ยังมีฉากดราม่าของหลวงตาและลูกศิษย์ ที่ถูกอันทพาลรังแก ถูกนายทุนรุกราน แต่สุดท้ายแล้วธรรมะก็ชนะอธรรม ทำให้หลวงตาได้รับความนับถือจากชาวบ้าน มีลูกศิษย์ที่เป็นคนดีทุกคน และอยู่กันอย่างสงบสุข

รวมทั้งหนังเรื่องนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความกตัญญูของต้นกล้าและเพื่อน ๆ ที่มีต่อหลวงตา ทำให้ไม่ว่าชีวิตจะประสบปัญหามากมายแค่ไหน สุดท้ายก็ผ่านพ้นไปได้ทุกครั้ง และยังมีเพื่อนของต้นกล้าอีกสองคน ที่แม้แม่ตัวเองจะเป็นเจ้ามือหวย แต่ด้วยเด็กหนุ่มทั้งสองคนนั้น เชื่อฟังคำสั่งสอนของหลวงตาทำให้ชีวิตได้ดี


สรุปแล้วหลวงตามหาเฮงก็ เป็นหนังที่แก่นหลักเป็นหนังตลก แต่แฝงด้วยวิถีชีวิตชาวบ้านที่มีทั้งดีและร้ายปะปนกัน เช่น การพนัน เล่นหวย เล่นยา และยังมีชีวิตของผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนของหลวงตา คือ ธรรมะ ก็จะได้ดี และหลวงตามหาเฮงก็ เป็นหนังไทยดี ๆ ที่สนุก ตลก มีสาระ ได้ความรู้และข้อคิดดี ๆ เป็นหนังดี ๆ อีกเรื่องหนึ่งที่อยากแนะนำให้เพื่อนได้ดูกันครับ

ผลงานหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับฝีปากคมอย่าง พชร์ อานนท์ ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหลวงตา (น้าค่อม อาคม ปรีดากุล) พระอารมณ์ขันและจิตใจงามประจำชุมชนอย่างโคกอีรวย ที่ในทุกวันพระหลังจากที่ท่านเทศนาธรรมจบ บรรดาญาติโยมที่มาฟังธรรมก็มักจะตีเลขเด็ดจาก ลักษณะท่าทางรวมไปถึงคำพูดของหลวงตาอยู่เสมอ และความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงตาก็ทำให้บรรดาญาติโยมถูกหวยอยู่เป็นประจำ

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงตาดูเหมือนจะสร้างปัญหาให้กับคุณนายทองคำ (สุนารี ราชสีมา) และคุณนายทองแดง (อาภาพร นครสวรรค์) สองเจ้ามือหวยใต้ดินประจำโคกอีรวย ที่ยิ่งคนถูกหวยมากแค่ไหน สองเจ๊ก็ต้องควักกระเป๋าตัวเองไปจ่ายให้แก่ญาติโยมของหลวงตามากขึ้นเท่านั้น ความชุลมุนจึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อสองเจ้ามือวางแผนกำจัดหลวงตาไปให้พ้นทาง

เรื่องราวระหว่างทางของหลวงตามหาเฮงเป็นเหมือนการเล่า “หลายชีวิต” ในชุมชนโคกอีรวย ที่เหมือนมีจุดศูนย์กลางกันอยู่ที่หลวงตา พวกเขาจะเดินทางมาร่วมงานเทศกาลวันสำคัญทางพุทธศาสนา ไม่ใช่เพราะเลื่อมใสในพระธรรมคำสอน หากมองลึกไปกว่านั้นเราจะเห็นได้ว่าตัวละครแทบทุกตัวในหนังเรื่องนี้ มีแต่เรื่องทางโลกที่มุ่งจะรวย ถูกหวยกันอย่างเดียว

สถานะของตัวละครในเรื่องเรียกได้ว่าเป็นการสะท้อนภาพสังคมไทยที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนบุคลิกความขี้สงสาร ค่านิยมในการผลักดันให้ลูกไปทำงานในเครื่องแบบ (ตำรวจ ทหาร) การเชื่อในเรื่องราวของไสยศาสตร์ (ถอดจิตไปดูเลขหน้ากองสลาก) ความฝันของแม่ค้าที่อยากมีสามีเป็นชาวต่างชาติ การให้ความสำคัญกับรูปโฉมภายนอกจนมองความแตกต่างเป็นความอัปลักษณ์ชวนตลกขบขัน การคุมกำเนิดและเด็กเกิดใหม่ที่กลายเป็นภาระของสังคม ทหารผ่านศึกผู้พิการและได้รับบาดเจ็บและปราศจากการเยียวยาจากภาครัฐ ยาเสพย์ติดภายในชุมชน การยกพวกตีกันในสถานที่ราชการ

ปริมาณความเยอะแยะมากมายของบรรดาตัวละครประกอบในเรื่อง (ซึ่งเยอะกว่าจำนวนตัวละครในละครซิทคอม) ทำให้หนังไม่อาจจะสำรวจความตื้นลึกในปัญหาของตัวละครแต่ละตัวได้สักเท่าไหร่ ส่วนมากเป็นการเล่าเรื่องแบบผ่านๆ ซึ่งเอาจริงๆแล้วตลอดความยาวกว่า 2 ชั่วโมงของหลวงตามหาเฮง ก็ยังคงสไตล์การทำหนังแบบพี่พชร์ อานนท์ ที่มีแต่โครงสร้างใหญ่ๆของตัวหนัง แต่ไม่ได้เน้นย้ำประเด็นอะไรเป็นสำคัญ เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ พลางหยอดมุกตลกที่แป้กบ้าง ได้ผลบ้าง (ส่วนใหญ่มุกตลกที่ได้ผลมักจะมาจากบรรดานักแสดงตลกเบอร์ใหญ่ๆที่จังหวะจะโคนในการตบมุกดีอยู่แล้ว)

ในหลวงตามหาเฮง มีฉากจำพวก Tie-in (โฆษณาแฝง) แบบประเจิดประเจ้อ ตั้งใจขายแบบจริงๆจัง คือการนำเอาสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนภาพยนตร์ใส่เข้ามาในเรื่องแบบตั้งใจ (แต่ก็สอดคล้องไปกับสถานการณ์และสินค้าเหมาะสมกับบริบทเรื่อง รวมไปถึงตัวละคร) นั่นคือช่วงเวลาที่ตัวละครต้องเอาทองไปจำนำเพื่อแลกเงินมาช่วยเหลือเพื่อน และฉากตัวละครต้องเอารถยนต์ไปขอสินเชื่อ หนังก็ได้เสนอขายบริการต่างๆ แบบเดียวกับที่เราได้เห็นตามโฆษณาทางโทรทัศน์เลยทีเดียว

กล่าวรวมๆ หลวงตามหาเฮง ก็เป็นหนังสไตล์รวมดาวตลกและไมโครเซเลบริตี้ ตามแบบฉบับพชร์ อานนท์ ที่ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ แต่ถ้าดูแล้วสังเกตรายละเอียดของตัวละคร ก็มีอะไรให้เราได้นึกถึงความ “ไม่เท่าเทียมกัน”ของคนในสังคมไทยได้อยู่เหมือนกัน

 

รีวิวหนังไทย แสงกระสือ

รีวิวหนังไทย แสงกระสือ

รีวิวหนังไทย แสงกระสือ

รีวิวหนังไทย รีวิวหนังไทย แสงกระสือ วันหนึ่ง สาย (ภัณฑิรา พิพิธยากร), เจิด (สพล อัศวมั่นคง), ทิ้ง (ดารินา บุญชู) และน้อย (โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์) กำลังเล่นซ่อนแอบกันอยู่ใกล้ ๆ หนังออนไลน์ล่าสุด บ้านร้างใกล้หมู่บ้าน สายบังเอิญไปเจอหีบใบหนึ่งเข้า จากนั้นจึงเลิกเล่นและกลับบ้าน วันเวลาผ่านไปเด็กน้อยเติบโตเป็นหนุ่มสาว เจิดออกเดินทางไปเรียนแพทย์ที่พระนคร เรื่องราวดูเหมือนจะปกติจนกระทั่งวันหนึ่งเจิดกลับมาที่หมู่บ้านพร้อมกับ ทัด (สุรศักดิ์ วงษ์ไทย) นักล่ากระสือที่ได้ยินมาว่ามีกระสืออยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ขณะนั้นก็เป็นช่วงเดียวกับที่สายมีอาการแปลก ๆ เธอมักจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับกองเลือดบนที่นอนและฝันถึงกระสือบ่อย ๆ และสุดท้ายก็พบว่าตัวเธอเองเป็นกระสือ วันหนึ่งขณะที่กำลังออกหากินดันไปเจอกับพวกทัดและโดนไล่ล่าจนต้องหนีกลับบ้าน น้อยที่แอบตามแสงกระสือมาก็เจอตอนที่สายกำลังคืนร่าง ดูหนังฟรี ด้วยความรักน้อยจึงพยายามหาสัตว์เป็น ๆ มาให้สายกินเพื่อปกป้องไม่ให้เธอโดนทัดจับได้พร้อมกับออกตามหาว่านกระสือเพื่อช่วยรักษาให้สายหายเป็นปกติ สถานการณ์เหมือนจะดีขึ้นจนกระทั่งวันหนึ่งมีเด็กสาวในหมู่บ้านติดเชื้อมาจากสายและโดนทัดจับได้ หลังจากนั้นก็เริ่มมีข่าวลือว่าสายเป็นกระสือจนพ่อต้องพาสายมาพิสูจน์ให้คนในหมู่บ้านเชื่อ ขณะที่กำลังดูหนังกลางแปลงอยู่นั้นสายเกิดเจ็บหน้าอกและพร้อมจะกลายร่างเป็นกระสือพร้อมกับทัดที่เฝ้าจับตามองอยู่ทุกวินาที ดูหนังออนไลน์

 

รีวิวหนังไทย แสงกระสือ

เรื่องนี้ขอยกให้เป็นหนังในดวงใจเลยค่ะ ส่วนตัวไม่ค่อยถนัดหนังแนวนี้สักเท่าไหร่แต่หลังจากดูจบแล้วประทับใจมาก ทั้งคอสตูมเอย ฉาก สถานที่ การจัดวางโครงเรื่อง และที่สำคัญที่สุดคือนักแสดงเล่นดีมาก ฉากตอนที่สายกำลังจะถอดหัวคือมันดูเจ็บ มันดูทรมาณจดเราอดสงสารนางเอกไม่ได้ค่ะ ส่วนยพระเอกก็ดูออกเลยว่ารักนางเอกมาก จากที่ไม่เคยเชื่อเรื่องผีสางก็ต้องเปลี่ยนความคิดและทำทุกวิถีทางเพื่อเปลี่ยนให้นางเอกกลับมาเป็นปกติ ยิ่งฉากจูบที่ดงว่านกระสือนี่ทั้งฟิน ทั้งเขินปนกลัวไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

หนังผีไทย ๆ ส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปทางตลกโปกฮา เน้นดูง่ายเบาสมองหรือไม่ก็ไปในทางหนังผีสยองขวัญมีฉากตุ้งแช่เยอะ ๆ แต่กับหนังผีเรื่อง “แสงกระสือ” จะฉีกแนวจากที่ว่ามา เพราะว่ามันเป็นหนังผีสยองขวัญ+รักโรแมนติก เป็นความแปลกใหม่ของหนังไทยที่นาน ๆ จะเกิดขึ้น แถมมาตรฐานยังทำได้ดีกว่าหนังผีไทยที่ผ่านมาอีกด้วย

รีวิวหนังไทย แสงกระสือ

แสงกระสือจะหยิบเรื่องราวของตำนานผีกระสือมาเรียบเรียงใหม่ ว่าด้วยเรื่องราวของ “สาย” หญิงสาวผู้ใฝ่ฝันจะเป็นพยาบาล แต่ได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างทำให้กลายเป็นผีกระสือ สร้างความหวาดกลัวแก่คนในหมู่บ้าน ขณะที่ “น้อย” กับ “เจิด” เพื่อนของเธอก็ได้ตกหลุมรักเธอพร้อม ๆ กัน ศึกหัวใจมีได้คนเดียว แต่ศึกภายนอกกับการตามล่ากระสือเองก็เช่นกัน งานนี้ สาย ต้องหนีเอาตัวรอดให้ได้และต้องเลือกรักแท้เพียงหนึ่งเดียว

kissการที่ แสงกระสือ นำตำนานที่คุ้นเคยของคนไทยมาเล่าใหม่ มันก็ทำให้เรื่องราวดูทันสมัยไม่เฉิ่มเชย ตอบโจทย์วัยรุ่นด้วยการผูกเรื่องความรัก 3 เส้าเข้ามาด้วย ก็เป็นอะไรที่สูตรสำเร็จแต่ก็ใช้ได้ผลทุกที ที่มาที่ไปของกระสือมีการอธิบายชัดเจนว่า เจ้าผีสางตัวนี้มันมาจากอะไร มีวิธีติดต่อ-กลายพันธ์อย่างไรบ้าง ซึ่งดู ๆ ไปแล้วก็ให้อารมณ์ผีซอมบี้แบบฉบับไทย ๆ นี่แหละ

งานโปรดักชั่น งานถ่ายภาพหรือสถานที่โลเคชั่นการถ่ายทำ บอกเลยว่าดูดีมาก โดยในเรื่องจะเล่าเรื่องราวในเขตชนบทห่างไกลจากเขตพระนคร อาคารสถานที่ให้บรรยากาศอึมครึมไม่น่าไว้วางใจ แม้กระทั่งในฉากตอนกลางวันก็ยังให้ความรู้สึกสยอง บวกกับดนตรีประกอบในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็พยายามบิ้วท์ เร่งเร้าอารมณ์ให้คนอินกับหนังเหลือเกิน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีและหายากทีเดียวที่หนังไทยมีดนตรีประกอบขับเคลื่อนอารมณ์คนดู

รีวิวหนังไทย แสงกระสือ

บทภาพยนตร์ก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้แสงกระสือ

ดูดีกว่าหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ที่ผ่านมา มีปมปริศนาการเล่าเรื่องที่ชวนติดตาม มีลูกเล่นชั้นเชิงให้คิดตามตลอด ความดราม่าใส่ได้สุดหรือความรักของตัวละครหลักก็ทำได้ดี จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่แสนเศร้า และที่น่าสนใจก็คือภายใต้แวหนังสยอง-โรแมนติก มันก็มีความเป็นหนัง “แอ็คชั่น” แฝงนิดหน่อยด้วย เชื่อว่าหากนำส่วนของฉากแอ็คชั่นไปต่อยอดก็เรียกว่าน่าสนใจมาก ๆ ทีเดียว

ตัวละครหลักในเรื่องมีความสำคัญ แม้กระทั่งตัวละครรอง ๆ ก็ส่งผลต่อเนื้อเรื่องหลัก สามารถนำไปแก้ประเด็นที่ผูกไว้ บ่งบอกได้ว่าทีมงานใส่ใจกับบทตัวละครได้ดี นางเอกของเรื่อง (มินนี่ – ภัณฑิรา พิพิธยากร) แสดงดีมาก ทั้งในตอนที่เป็นคนหรือกระสือ ซึ่งการแสดงสีหน้าตอนเป็นผีเผลอ ๆ ทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ส่วนนักแสดงคนอื่น ๆ ที่สมทบก็ทำได้ดีไม่แพ้กันช่วยเสริมให้หนังมีสีสันมากขึ้น

รีวิวหนังไทย แสงกระสือ

รีวิวหนังไทย แสงกระสือ

ก็จัดว่าดีงาม อาจเป็นเพราะว่าโทนหนังจะเน้นที่ตอนกลางคืนมากกว่าก็เลยเป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้ CGI ดูเนียนตา กลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง แต่รวมแล้วจัดว่าดีทั้งฉากหรือตัวผีกระสือและ “ปีศาจ” ที่ออกแบบได้ดีสมจริง ไม่ดูตลกโปกฮา รายละเอียดการ Make up จำพวกบาดแผลฉีกขาด เน่าเปื่อย สิ่งเหล่านี้เก็บรายละเอียดได้ดี รู้สึกชวนแหวะกันเลยทีเดียว

สรุปแล้วแสงกระสือเป็นหนังไทยที่โดดเด่นเรื่องความสร้างสรรค์แปลกใหม่ ไม่จำเจอยู่กับความตลกหรือสยองที่เห็นกันดาษดื่น แสดงให้เห็นว่าแม้เป็นผีแต่ก็มีความรักได้เหมือนกัน แต่ว่าเรื่องนี้ก็มีข้อเสียรายทางอยู่บ้างกับบางฉาก ตัวละครบางตัวที่ยังไม่เคลียร์ใจเท่าไหร่ ประเด็นของตัวละครชื่อ “เจิด” น่าจะขยี้ได้มากกว่านี้ มันจะได้ส่งอารมณ์ให้บทของเขาดูน่าเชื่อถือ-น่าสงสารเขามากขึ้น

จำ “จูบแรก” ของคุณได้ไหม? เด็กสาวแรกรุ่นในหมู่บ้านอันห่างไกล ค้นพบว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ใช่มนุษย์เหมือนคนอื่น แต่สืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์เก่าแก่ในตำนานที่ถ่ายทอดกันผ่านทางน้ำลาย มีเพียงเด็กหนุ่มคนเดียวในหมู่บ้านที่รู้ความจริง และพยายามปกป้องเธอจากการไล่ล่าของชาวบ้านที่หวาดกลัวผีกระสือ ความใกล้ชิดของทั้งสองเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นความรัก ขณะที่อสูรกายอีกสายพันธุ์หนึ่งก็ต้องการหัวใจของเธอเพื่อความเป็นอมตะ หนทางที่เธอจะอยู่รอดคือหนีออกจากหมู่บ้าน หรือการเผชิญหน้ากับศัตรูที่ตามล่า… แล้วเขาจะปกป้องเธอได้หรือไม่

หนังไทยแนวแฟนตาซีเฮอร์เรอร์ที่โปรดักชั่นน่าดูมากถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้เลย สำหรับหนังผีกระสือ ผีโบราณที่แปลกแหวกความรู้สึกคนยุคใหม่ แต่ก็ทำออกมาได้รสชาติสากลแต่มีความขลังในแบบไทยสูงมาก ใครเด็กยุค 90 น่าจะจำละครช่อง 7 ที่มีกระสือยายสายและเนื้อเพลง “กระสือกลางวันมันเป็นหญิง มีทุกสิ่งธรรมด๊า ธรรมดา” ได้เป็นอย่างดี เรียกว่าเป็นอีกผีที่คู่ขวัญชาวไทยมาตลอดเช่นกัน

รอบนี้ค่าย ทรานสฟอร์เมชั่น ได้นำผู้กำกับ โดม-สิทธิศิริ มงคลศิริ ผู้กำกับ Last Summer ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย มาถ่ายทอดจินตนาการเหนือจริง พร้อมด้วยดารานักแสดงรุ่นใหม่ในบทนำทั้ง โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์, มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร และ เกรท-สพล อัศวมั่นคง และยังเป็นการคืนจออีกครั้งของดารารุ่นใหญ่อย่าง เอ็ม-สุรศักดิ์ วงษ์ไทย ด้วย เรียกว่าทั้งโปรดักชั่น ซีจี ดารา น่าตื่นตาตื่นใจไปหมดทีเดียวเชียว

สิ่งที่ต้องชื่นชมอย่างมากคือความพิถีพิถันระดับงานคราฟต์ ของผู้สร้างหนัง คือ การถ่ายภาพ ไลท์ติ้ง โลเกชั่น อาร์ตไดฯ คอสตูม แต่งหน้า เทคนิคพิเศษ รวมถึงซีจี คือเนี้ยบมาก ทำดีต้องชมครับ ความตั้งใจนี่ถ่ายทอดมาให้เห็นในทุกเม็ดทุกดอกของหนังเลย และส่วนที่สำคัญมากคือ รสนิยมดี ดีตั้งแต่เริ่มคิดโปรเจ็กต์ พูดถึงกระสือเราก็ติดภาพเก่า ๆ แต่ผู้กำกับโดมกลับมองต่างออกไป ผีกระสือไม่ใช่ความแหวะ แต่มันคือความงดงามในแบบหนึ่ง แสงของกระสือคือแสงแห่งความยวนใจ ไม่ใช่ความสยอง


ผู้กำกับชี้ให้เห็นความต่างของเวอร์ชั่นนี้กับที่ผ่านมาว่า “ในฐานะคนดูหนังพอนึกถึงกระสือเรามักจะยึดติดกับผีสาวที่มีหัวกับไส้และกินอาจม แต่ทางทรานส์ฟอร์เมชั่นพูดขึ้นมาว่า แล้วทำไมเราไม่ทำออกมาให้มันดีล่ะ คำนี้ท้าทายผมมาก โจทย์ในหัวของผมก็คือจะทำยังไงให้ออกมาเป็นกระสือสวยงาม”

คำว่าสวยงามนี้สำคัญมากเหมือนเป็นคีย์ของโปรดักชั่นโดยรวมเลยทีเดียว และก็ตอบโจทย์การผสานงานอาร์ตกับงานบันเทิงที่ลงตัว นี่น่าจะเป็นปัจจัยความสำเร็จของหนังในตลาดเมืองนอกแน่ ๆ

สิ่งที่ต้องชมต่อมาคือ

การแสดง คือเราต้องไม่ลืมว่า บทนำ 3 คนนั้น มีถึง 2 คนที่จัดได้ว่าหน้าใหม่เลย และอีก 1 คนอย่างโอบ-นิธิ ก็ยังอยู่ในช่วงของการพิสูจน์ตัวเอง ทว่าการแสดงของทั้งสาม คือเอาอยู่ ไม่ใช่เอาอยู่ธรรมดามันรีดเร้นพลังตั้งแต่หัวใจมาถึงสายตาในการแสดงทีเดียว ต้องยอมรับว่า เราไม่ค่อยเห็นหนังไทยที่ดึงพลังการแสดงด้วยสายตามากนัก ในขณะที่หนังต่างชาติเขาทำเป็นเรื่องปกติ การที่หนังเรื่องนี้ทั้งให้จังหวะเวลาที่พอดี ให้การกำกับการแสดงที่ถูกต้อง และได้การแสดงที่ตรงโจทย์สื่อความอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นพลังด้านการแสดงที่ทำให้เราตราตรึงมากเช่นกัน นี่ยังไม่นับมาตรฐานการแสดงของดารารุ่นเก่าทั้งหลายที่มาช่วยขับเคลื่อนเรื่องซึ่งดีเป็นทุนแล้ว และการแสดงของตัวประกอบที่ชัดเจนว่าไม่ได้คัดมาแบบขอไปที แต่ตัวประกอบทุกตัวมีเรื่องราวมีการแสดงที่ส่งหนังได้อย่างน่าสะพรึง

ในด้านเนื้อหา หนังได้มะเดี่ยว-ชูเกียรติ มาเขียนบท ซึ่งเป็นผู้กำกับที่มีวิสัยทัศน์ดีในฐานะคนเขียนบทด้วย และแน่นอนเมื่อหนังขับมาทางความรักสามเส้า ความคิดจิตใจแบบมนุษย์ที่มิติซับซ้อน รวมถึงความเป็นดราม่าแบบย้อนยุค ก็เรียกว่าลงตัว ดึงศักยภาพของมะเดี่ยวออกมาได้เต็มที่ สิ่งหนึ่งที่บทของมะเดี่ยวทำได้ดีมากคือการไม่ทำให้ผู้ชมเบื่อแม้กราฟหนังจะเล่าไปแบบไม่มีจุดลุ้นนัก เพราะบทจะสอดแทรกจุดหักมุมมากให้ช็อกคนดูอยู่ทุกระยะอย่างชำนาญมือ

The Chainsmokers เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ เป็นวงแรกที่ได้ขึ้นแสดงบนอวกาศ
แล้วผู้กำกับหนังก็ไม่พลาดที่จะใช้บทที่ดีในการสร้างหนังที่ดี นี่จึงคือความสมบูรณ์ที่เราบอกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีและดูสนุก ไม่ได้สนุกในแบบหนังบันเทิงจ๋า แต่มันคือความสนุกของการดื่มด่ำไปกับรสทางอารมณ์ทั้งสุขเศร้า รักหวานซึ้ง การเสียสละ ความรันทดใจ อย่างยิ่งยวด ซึ่งคู่ควรกับคำว่า คลาสสิก จริง ๆ

ในอีกด้านเราอาจมองได้ว่านี่คือหนังแนวก้าวพ้นวัยในรูปแบบหนึ่ง เด็กสาวที่วันหนึ่งเธอต้องพบว่าชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือจะรับมืออย่างไร หากเปรียบเปรยการเป็นกระสือก็อาจเหมือนการเติบโตด้านร่างกาย มีประจำเดือน ร่างกายเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดความเขินอายต้องหลบซ่อน แต่สุดท้ายเรื่องราวของกระสือก็เป็นการสอนว่าเราไม่อาจต่อต้านธรรมชาติของการเติบโตได้ ไม่ว่าทั้งด้านดีหรือด้านร้าย แค่ต้องเรียนรู้และยอมรับ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของตนเอง และผู้อื่น ความรู้และการเปิดใจกว้างคือหนทางชนะสิ่งที่ไม่รู้และความกลัว หนังเรื่องนี้จึงให้คุณค่าในหลายระดับ ทั้งความงาม ปัญญา และอารมณ์