Category Archives: หนังไทยมาใหม่

รีวิวหนังไทย นาคี 2

รีวิวหนังไทย นาคี 2

รีวิวหนังไทย นาคี 2

 

 

เรื่องราวของ สร้อย” (อุรัสยา เสปอร์บันด์) สาวดอนไม้ป่า ผู้เติบโตมากับความเชื่อถือแล้วก็เชื่อถือต่อเจ้าแม่นาคี เธอช่วยคุณยายขายดอกไม้มอบเจ้าแม่ แล้วก็รอดูแลเทวาลัยที่นี้ สร้อยก็เลยมีความสัมพันธ์กับเจ้าแม่นาคีอย่างมากมาย แม้กระนั้นภายหลังที่ ร้อยตำรวจเอกป้องปราบ” (ณเดชน์ คูกิมิยะ) ถูกย้ายมาประจำที่ สภ.ดอนไม้ป่า ก็กำเนิดคดีสะเทือนใจขึ้นมากมายก่ายกอง โดยหลายคดีเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และก็มีประเด็นที่คลี่คลายมิได้ โดยประชาชนต่างปักใจว่าเป็นฝีมือของ

เจ้าแม่นาคี หนังไทยมาใหม่ ที่กำลังออกก่อกวนอีกรอบและก็เรื่องยิ่งพาให้ชาวบ้านต่างมั่นใจว่า สร้อย เป็นร่างประทับของเจ้าแม่นาคี แม้กระทั้งตัวสารวัตรป้องปราบเองซึ่งไม่เคยเชื่อในเรื่องราวลี้ลับเหนือธรรมชาติ ยังลังเลต่อคำกล่าวร้ายที่สร้อยได้รับ กระทั่งทำให้เขาจำเป็นต้องค้นหาความเป็นจริงเบื้องหน้าเบื้องหลังคดีลึกลับในดอนไม้ป่าที่นี้ จัดแจงประจันหน้ากับสิ่งที่เชื่อถือ สิ่งที่มองไม่เห็น มิได้แสดงว่าไม่มีอยู่จริง นาคี 2 เต็มเรื่อง 4k

 

ผลงานการกำกับของ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์

ผลงานการกำกับหนังใหญ่อีกครั้ง ของ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง หลังจากเว้นมือนับจาก ชิงหมาเถิด (2553) หนังเสียดสีสังคมและการเมืองไทย แล้วไปทำละครป้อนคนดูทางโทรทัศน์อยู่นาน  ซึ่งเราคงได้ข่าวกันว่าเพิ่งล้มป่วยกะทันหันจากการทำงาน แต่ตัวหนัง นาคี 2 เต็มเรื่อง imovie นั้นโชคดีที่ได้กำกับจนจบก่อนแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นการสานต่อกระแสของละครฮิตเรื่อง นาคี ซึ่งป๋าอ๊อฟได้กำกับจนเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์เมื่อ 2 ปีก่อน

โดยตอนเป็นละครนั้นได้ แต้ว ณฐพร และ เคน ภูภูมิ ประกบฉากกัน จากบทประพันธ์ของ ตรี อภิรุม นักเขียนนิยายที่มีชื่อเสียงทางสยองขวัญ ผลงานขึ้นชื่อก็มีคุ้นหูอย่าง แก้วขนเหล็ก นั่นเอง ซึ่งในภาค 2 นี้ก็ยังใช้บทประพันธ์ของ ตรี อภิรุม มา คิดโครงเรื่องสานต่อเป็นเรื่องราวอีกราว 20 ปีต่อมาจากละคร โดยพงษ์พัฒน์คิดเรื่อง แล้วได้ทีมเขียนบทที่นำโดย โขม ก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับและมือเขียนบทแนวธริลเลอร์มือต้น ๆ ของไทยมาเขียน

 

รีวิวหนังไทย นาคี 2

 

ซึ่งทำให้พล็อตที่ดูเชยมาก ๆ อย่างตำรวจหนุ่มชาวกรุงเข้ามาช่วยเหลือสาวสวยบ้านป่า จากคดีเหนือธรรมชาติ ที่ชาวบ้านต่างใส่ร้ายว่าเธอคือต้นเหตุ แต่เพราะวิธีการเล่าแบบหนังสืบสวน ปนสยองขวัญ ก็ทำให้เรื่องดูสนุกน่าสนใจขึ้นมากทีเดียว ไม่ค่อยได้เห็นในหนังไทยบ่อยนัก ส่วนจุดพร่องของการเล่าเรื่องก็มีบ้างคือการตัดตอนรวบรัดแบบกะว่าคนดูละครไทยจะเข้าใจได้อยู่แล้ว เช่น ไม่มีฉากที่ทำให้คู่พระนางรักกัน แต่ตอนจบทั้งคู่ก็จะรักกันได้ เพราะเป็นละครไทย การอนุมานใช้ความเคยชินของคนดูละครไทยอะไรแบบนั้น ก็อาจมองเป็นจุดด้อยหนึ่งของหนังได้เช่นกัน เพราะหนังในเวลาที่เท่ากันอาจเลือกวางเรื่องและอารมณ์ให้ชัดกว่านี้ ดูหนังฟรี,ดูหนังออนไลน์

 

รีวิวหนังไทย นาคี 2

ทีมงานหนังยังได้มือรางวัลอีกหลายรายมาร่วมงานทั้งสยมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพฝีมือโกอินเตอร์ที่ล่าสุดเพิ่งทำหนังชิงออสการ์อย่าง Call Me By Your Name มารับหน้าที่กำกับภาพด้วย ซึ่งงานภาพของเรื่องนี้หลายซีนดูโดดเด่น ทั้งการใช้แสงลงในฉาก และการใช้สีตัดได้อย่างน่าสนใจ ดีเกินหน้าหนังทั่วไปอยู่หลายฉากเลย และด้านการตัดต่อก็ยังได้ ลี ชาตะเมธีกุล มือต้นๆของไทยที่นานๆ จะรับงานตัดต่อหนังใหญ่มาตัดต่ออีกด้วย

ฝ่ายศิลป์ของหนังเองก็นับว่าเนี้ยบมาก ฉากโรงพักโดนถล่มนี่คือมาสเตอร์พีซเลย ต้องบอกว่าเป็นการรวมทีมผู้สร้างที่ไม่ธรรมดา จนได้งานที่ยกระดับโปรดักชั่นจากละครขึ้นมาสมศักดิ์ศรีภาพยนตร์จอเงิน ใครดูตัวอย่างจากทีวีจากจอคอมแล้วร้องอี๋ บอกเลยว่าของจริงในโรงดูดีไม่น้อยหน้าหนังสัตว์ประหลาดของเมืองนอกเลยล่ะ ถ้านับแค่ว่ามันเป็นหนังสืบสวนสยองขวัญ สัตว์ประหลาดยักษ์ นี่น่าจะเป็นหนังไทยเบอร์ต้นในแนวทางนี้เลย ยังนึกเรื่องอื่นที่ดีเทียบเท่าไม่ค่อยออก

 

รีวิวหนังไทย นาคี 2

 

และในครั้งนี้ก็ได้นำคู่ขวัญละครไทยอย่างญาญ่า อุรัสยาและณเดชน์ คูกิมิยะ ที่ต่างก็ลองผ่านงานจอเงินมาแล้วทั้งคู่ อย่าง ญาญ่า ก็เพิ่งมี น้อง.พี่.ที่รัก ส่วนณเดชน์ ก็ยังจำฝีไม้ลายมือจาก คู่กรรม  ได้ดี และในเรื่องนี้ยังมารับบทนำร่วมกันประกบกับคู่ขวัญเดิมอย่างแต้วและเคนอีก อย่างที่บอกว่าบทรักของหนังไม่ค่อยเด่นนัก แต่ด้วยความหวานนอกจอของญาญ่า-ฌเดชน์ ก็มากพอให้เรารู้สึกว่าตัวละครมันรักกันได้ล่ะ ก็นักแสดงเขารักกันนี่นา

หนังยังใช้เสน่ห์กลิ่นอายแบบอีสานทั้งฉากหลัง หมู่บ้าน ความเชื่อ ภาษาถิ่น ได้อย่างดีและมีเอกลักษณ์ คนอีสานน่าจะชอบอกชอบใจ ส่วนคนภาคอื่นก็ฟังเพลินสำเนียงสวย และก็รู้เรื่องเพราะหนังมีซับแปลให้อ่านเรียบร้อย สบายใจ ส่วนตัวคือชอบนะครับ ภาษาทางอีสานมันมีความสวยของมันอยู่ แล้วยังทำให้บริบทหนังมันดูสมจริงสมบูรณ์ขึ้นด้วย ที่สำคัญยังทำให้การเล่นบทตลกของ อี๊ด โปงลางฯ กับ ปอยฝ้าย มาลัยพร ในบทคู่หูตำรวจเสียงอีสานดูตลกขึ้นจมด้วย ทำให้ช่วงต้นของหนังดูสนุกขึ้นด้วย

 

จุดอ่อนของหนังเรื่องนี้

จุดอ่อนของหนังไทยอย่างเรื่องของซีจีต่าง ๆ ต้องยอมใจผู้สร้างที่แม้ทุนมากขึ้น โดยมีให้กับการทำซีจีนับ 20 ล้านบาท และมีตัวเลือกจะใช้บริษัทต่างชาติที่ผ่านงานระดับโลกมาทำก็ตาม แต่ป๋าอ๊อฟแกหัวชนฝาให้เป็นหนังเมดอินไทยแลนด์ จึงใช้บริการ Fatcat บริษัทที่ทำกราฟฟิกให้ในละคร นาคี มาสานต่องานเดิม ด้วยความละเอียดและทุนที่มากขึ้น เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจเหมือนกันเพราะ หนังทำออกมาได้ใกล้เคียงงานสากลแบบไม่อายเลย มีที่หลุด ๆ อยู่บ้างก็เรียกว่าน้อยจนให้อภัยได้

 

รีวิวหนังไทย นาคี 2

 

นอกจากดนตรีประกอบที่ผสมความทันสมัยกับสำเนียงเพลงอีสานหวนไห้ได้อย่างน่าสนใจแล้ว เพลงประกอบหนังอย่าง สายแนนหัวใจ ของ ก้อง ห้วยไร่ เจ้าเก่าเองก็น่าจะติดหูและเป็นที่นิยมได้ไม่ยากเช่นกัน นี่พอหนังจบไม่อยากลุกเลย ฟังเพลงไปอินดีมาก

หลังจากที่ได้กระแสตอบรับที่ดีจากการออกอากาศในช่อง 3 เมื่อปี 59 ล่าสุด ละคร “นาคี” ก็ได้เพิ่มภาคต่อเป็นภาพยนตร์ “นาคี2เต็มเรื่อง123” จากฝีมือของผู้กำกับเดิม อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง และได้นักแสดงนำคู่เดิม คือ แต้ว ณฐพร, เคน ภูภูมิ ตบเท้าร่วมกับ ญาญ่า อุรัสยา และณเดชน์ คูกิมิยะ รับบทนำคู่กันในภาคนี้

 

เรื่องราวภาคต่อของเรื่อง นาคีภาค 1

เรื่องราวในภาคนี้เกิดขึ้นต่อจากภาคแรก เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น 60 ปี คือปี 60 โดยถ่ายทอดผ่าน 2 ตัวละครหลัก ได้แก่ สร้อย (รับบทโดย ญาญ่า) เด็กสาวขายดอกไม้ที่เติบโตมากับตำนานเจ้าแม่นาคี และสารวัตรป้องปราบ (ณเดชน์) ตำรวจที่ถูกย้ายมาประจำในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยความเชื่อ โดยดำเนินเรื่องแบบยึดเค้าโครงเดิมคือ ความเชื่อเรื่องพญานาค หรือ “เจ้าแม่นาคี” ในภาคอีสานเป็นหลัก

 

 

เริ่มต้นที่นักแสดงนำอย่าง ณเดชน์ และญาญ่า ด้วยความที่ทั้งคู่ผ่านงานแสดงบนจอภาพยนตร์มาแล้วทั้งคู่ รวมทั้งผลงานบนจอแก้วอีกนับไม่ถ้วน นั่นทำให้เรื่องแอคติ้งไม่ต้องมีอะไรน่าเป็นห่วง ทั้ง 2 คนสามารถถ่ายทอดซีนอารมณ์ออกมาได้สมฝีมือ และโดยเฉพาะกับญาญ่า ที่ในหนังเรื่องนี้ได้เผยมุมที่คนดูอาจไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยการพูดภาษาอีสานตลอดทั้งเรื่อง ส่วนคำแก้ว และทศพลจากภาคที่แล้ว แม้ว่าจะมีฉากออกมาให้เห็นไม่มากอย่างที่เราคิด แต่เรื่องการแสดงก็ทำได้ดีแบบไม่น่าผิดหวัง

 

รีวิวหนังไทย นาคี 2

สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ในหนังเรื่องนี้เลยก็คือ CG ที่อลังการและสมจริงมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับละคร หลายๆ คนอาจจะเคยได้เห็นกันไปแล้วในภาคแรก รวมถึงในตัวอย่างหนังแต่เมื่อไปอยู่บนจอยักษ์แล้วก็ทำให้ได้อรรถรสและความสมจริงมากขึ้นอีก ซึ่ง CG อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

แม้ว่าจะในภาคที่แล้วจะชูเรื่องราวความรักมาควบคู่กับความเชื่อ แต่ในภาคนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับนางเอก ไม่ได้ถูกสะท้อนออกมาให้เห็นมากนัก บวกกับการดำเนินเรื่องแบบเรื่อยๆ จึงอาจทำให้ดูแล้วเบื่ออยู่บ้าง แต่ก็ได้ 2 นักแสดงสมทบอย่าง อี๊ด โปงลางสะออน และปอยฝ้าย มาลัยพร ซึ่งรับบทจ่าและดาบตำรวจ มาสร้างเสียงหัวเราะให้คนดูได้อยู่เป็นระยะๆ youtube นาคี 2 เต็มเรื่อง

 

 

อย่างที่ได้เล่าไปแล้วในตอนต้น ด้วยความที่เนื้อหาหนังเน้นเรื่องของความเชื่อ และประเพณีเป็นหลัก บวกกับการเล่าเรื่องแบบเรื่อยๆ และคลายปมอย่างรวดเร็วในตอนท้าย ทำให้ “นาคี ๒” อาจเป็นหนังที่ไม่ได้ตรงใจคนที่ไม่อินเรื่องเหนือธรรมชาติ หรือผีสางมากนัก  แต่สำหรับแฟนละครที่เคยอินกับภาคแรกมาแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อ และความอลังการบนจอยักษ์ของหนังเรื่องนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่คุณรอคอย โดยนาคี ๒ จะเข้าฉายในวันที่ 18 ต.ค. ทุกโรงภาพยนตร์

ฟัดจังโตะ รีวิวหนังไทย

ฟัดจังโตะ รีวิวหนังไทย

ฟัดจังโตะ รีวิวหนังไทย

 

 

ประเภท: คอเมดี้

นำแสดงโดย: บอย ปกรณ์, ยิปโซ อริย์กันตา, แอนนา ชวนชื่น

กำกับโดย: ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์

ความยาว: 100 นาที

เข้าฉายครั้งแรก: 24 พฤศจิกายน 2547

เปลี่ยนวันอันแสนน่ารำคาญ แล้วเพิ่มความสนุกสนานด้วยหนังดีหนังไทยมาใหม่ ที่พวกเราพร้อมเตรียมการความสนุกสนานมาเสิร์ฟให้ท่านถึงมือกับ การเสนอแนะหนังน่าดูทุกวันที่ TrueID แล้วก็ TrueID+ นานาประการความสนุกสนานไร้ขีดจำกัดกับตอน “Movie of the Day” ในวันนี้ Movie.TrueID ขอเสนอ ฟัด จัง โตะ ภาพยนตร์คอเมดี้ ดูแลโดย ยามชัย พวงเพ็ชร์ และก็แสดงนำโดย บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์, ยิปโซ อริย์กันตา มหาพฤกษ์วงศ์แอนทุ่งนา เชิญชื่น ฟัดจังโตะ netflix

 

เรื่องย่อ

 

ฟัดจังโตะ รีวิวหนังไทย

 

ก๊อป (ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์) ผู้ชายห่วย ๆ ที่ทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวซักเท่าไหร่ มีอาชีพเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่มักจะมีไอเดียไม่ได้เรื่องไปเสนอเจ้านายอยู่บ่อย ๆ เวลาที่รู้สึกแย่ ๆ ก็ต้องการใครซักคนที่จะมาช่วยฟังปัญหาของเขา แก๊ป (อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์) หญิงสาวที่ชอบพูดแต่เรื่องของตัวเอง ไม่ค่อยฟังใคร ชอบพูดจาเอะอะโวยวาย มีอาชีพเป็นแดนเซอร์ และมีความใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งจะต้องไปเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่น แก๊ป ชอบทุกสิ่งที่เป็นญี่ปุ่น ฟังเพลงญี่ปุ่น อ่านการ์ตูนญี่ปุ่น และกินอาหารญี่ปุ่น พอรู้ข่าวว่ามีการชิงโชคไพรเวททัวร์ไปคู่เดียวเที่ยวญี่ปุ่น แก๊ป เลยไม่รอช้าที่จะล่ารางวัล ดูหนังฟรี,ดูหนังออนไลน์

 

ฟัดจังโตะ รีวิวหนังไทย

หนังตลก ฟัด จัง โตะ คอมเมดี้ ตบ จองคิวฉายหนังทุกปลายปีสำหรับค่าย M39 และ ยอร์ช ฤกษ์ชัย ผู้กำกับที่มีมุ่งมั่นในการทำ หนังรักตลก ออกมาอย่างสมํ่าเสมอ ช่วง10ปีที่ผ่านมาภาพยนตร์ของเขาแม้จะทำเงินไปมากมาย พร้อมกับเสียงชื่นชมจำนวนมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกฟากหนึ่งก็มีเสียงวิจารณ์จากคนดูหนังไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่ชอบ จนถึงเข้าขั้นเกลียดหนังของเขา

 

ฟัดจังโตะ รีวิวหนังไทย

 

ภาพยนตร์แนวซาดิสต์คอมเมอดี้ ตบ! จูบ! ของคู่คนเคยรัก ที่เลิกลากัน ความรักจึงเกิดเป็นความแค้นแบบฮาๆ แต่เมื่อทั้งสองต้องเดินทางไปญี่ปุ่น บททดสอบว่าทั้งสองจะกลับมารักกันอีกครั้งได้หรือไม่จึงเริ่มขึ้น!

 

แนะนำนักแสดง

ก๊อป รับบทโดย บอย ปกรณ์ ผู้ชายห่วยๆที่ทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวซักเท่าไหร่ มีอาชีพเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่มักจะมีไอเดียไม่ได้เรื่องไปเสนอเจ้านายอยู่บ่อยๆ เวลาที่รู้สึกแย่ๆก็ต้องการใครซักคนที่จะมาช่วยฟังปัญหาของเค้า

แก๊ป รับบทโดย ยิปโซ รมิตา หญิงสาวที่ชอบพูดแต่เรื่องของตัวเอง ไม่ค่อยฟังใคร ชอบพูดจาเอะอะโวยวาย มีอาชีพเป็นแด๊นเซอร์ และมีความใฝ่ฝันว่าครั้งนึงจะต้องไปเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นให้ได้ แก๊ปชอบทุกสิ่งที่เป็นญี่ปุ่น ฟังเพลงญี่ปุ่น อ่านการ์ตูนญี่ปุ่น และกินอาหารญี่ปุ่น พอรู้ข่าวว่ามีการชิงโชคไพรเวททัวร์ไปคู่เดียวเที่ยวญี่ปุ่น แก๊ปเลยไม่รอช้าที่จะล่ารางวัลนี้ให้สำเร็จ

 

ฟัดจังโตะ รีวิวหนังไทย

 

ไกด์ รับบทโดย เอ๊ะ ละอองฟอง ผู้ชายชื่อไกด์ที่มีอาชีพเป็นไกด์ ไกด์เป็นลูกติดพ่อ ไม่ว่าจะไปไหน ไกด์ก็จะหิ้วพ่อไปด้วยเสมอ รวมถึงการเดินทางในทริปนี้ด้วย

กวง รับบทโดย แอนนา ชวนชื่น พ่อเพี้ยนๆ ของไกด์ กวงเป็นคนจีนไหหลำที่มาทำอาชีพเป็นไกด์ที่ญี่ปุ่น พอแก่ตัวทำไม่ไหวก็ให้ลูกชายทำแทน ส่วนตัวเองก็คอยช่วยงานลูก กวงมีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นนักร้อง และชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ

 

ฟัดจังโตะ รีวิวหนังไทย

จองคิวฉายหนังทุกท้ายปีสำหรับค่าย M39 และก็ ยอร์ช ฤกษ์ชัย ผู้กำกับที่มีตั้งใจสำหรับในการทำหนังรักขำขันออกมาอย่างสมํ่าเสมอ ตอน10ปีที่ล่วงเลยไปภาพยนตร์ของเขาแม้ว่าจะทำเงินไปๆมาๆมาย พร้อมทั้งเสียงชื่นชอบจำนวนหลายชิ้น แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่าอีกฟากหนึ่งก็มีเสียงวิภาควิจารณ์จากผู้ชมภาพยนตร์ไทยปริมาณหนึ่งที่เกลียด จนกระทั่งเข้าขั้นเกลียดหนังของเขา ฟัดจังโตะ hd

ด้วยเหตุผลดังกล่าวปี 2013 กับ ฟัดจังโตะ โปรเจกต์หนังรักซาดิสต์คอเมอดี้ของ ยอร์ช โอกาสชัย เขาก็เลยดึงเอาเพื่อนสนิทอย่าง ตรง พดล อากาศ ผู้กำกับประชาสัมพันธ์ มาร่วมดูแลด้วย คล้ายกับว่าปรารถนาแก้ตัวและก็ลบคำปรามาสของคนที่แอนตี้หนังของเขา แรกทีเดียวเขาออกตัวว่าสร้างสรรค์ภาพยนตร์โดยตัวเขากับหมู่คณะจนกระทั่งผมรู้ผิดมีความคิดว่าเรื่องนี้ ยอร์ช มิได้ดูแล เป็นเพียงแต่ผู้อำนวยการผลิต มารู้ตอนใกล้จะได้ดูหนังว่าเป็นการควบคุมคู่

หนังมีลายเซ็นต์ของยอร์ชเต็มเปี่ยม พล็อตหละหลวมมากมาย ตัดคั่นรายการวกไปวนมา ไร้เหตุผล ปราศจากความสมจริงสมจัง ลักษณะเด่นก็คืออย่างต่ำนี่ก็เป็นหนังเรื่องแรกในรอบนับเป็นเวลาหลายปีของเขาที่มีโครงเรื่องของการเขียนบทแน่ชัด และไม่ค่อยมีคำคมพรํ่าเพ้อจากเครือข่ายสังคมยัดใส่ปากผู้แสดงเท่าใด รู้เรื่องว่า ตรง พดล อาจจะมาช่วยกับกับเพียงแค่ด้านภาพกับกราฟฟิคของหนังตามที่เขาถนัดเสียมากกว่า ซึ่งในสองส่วนนี้จัดว่าทำเป็นดี ภาพแจ่ม กราฟฟิคน่ารักน่าเอ็นดู ฟัดจังโตะ pantip

 

แต่ว่า โดยรวมแล้วมันยังคงอัดแน่นไปด้วยอารมณ์หนังของ ยอร์ช ที่เดินเรื่องแบบตลกโปกฮาเหตุการณ์หรือซิทคอม หากว่าประเด็นนี้จะมีความเป็นหนังมากเพิ่มขึ้น แต่ว่าพวกเรายังคงเจอคำพูดตลกที่ถูกเซ็ทขึ้นมาอย่างมีระบบส่วนตัวรู้สึกว่ามันไม่ธรรมชาติ คนจำนวนไม่น้อยก็เลยมีลักษณะขำแบบกั๊กไม่สุด จะฮาก็ไม่สุดกำลัง นักแสดงยิงมุขกันไปตลอดทริปแป๊กบ้าง ฝืดบ้าง ตามจังหวะ ด้านความโรแมนติกหาไม่ได้เลย ไม่ซึ้ง ไม่อิน นักแสดงจู่ๆก็ชังกัน จู่ๆก็รักกัน ประเภทไม่มีความเป็นมา

ผมทำเป็นเพียงแค่หัวเราะฝาดกับความประพฤติของนักแสดงหลักที่ ตบกันบ้าง ตีกันบ้าง ขัดขวางบ้าง ถีบกันบ้าง หาอะไรมาตีกันบ้าง หากการที่ผู้กำกับให้คำว่าหนังเป็นซาดิสต์คอเมอดี้ เพียงแต่พระนางฟาดศีรษะกันไปๆมาๆไม่มีความแตกต่างจากขำขันคาเฟ่ ฟาดศีรษะเข้าบ้าน ขำแบบหยาบ แล้วกล่าวว่านี่เป็นแถวทางใหม่ของหนัง ผมขอคัดค้านหมดตัว เหตุเพราะมุขต่างๆมันอยู่ในการ์ตูประเทศญี่ปุ่นมาหลายสิบปีแล้ว เพียงแค่ไม่มีผู้ใดกล้าเอามาทำเป็นหนัง

 

คาแร็กเตอร์ของตัวละคร

คาแร็กเตอร์ของตัวละครโอเวอร์จนเกือบล้น คอสตูมหลุดโลก แน่่นอนมันเป็นสไตล์ของผู้กำกับแอนนา ชวนชื่น แปลกประหลาดชนิดไม่ต้องสงสัยว่าแกแสดงเป็นคนญี่ปุ่นทำไมด่าชัดกว่าคนไทยตัวละครแบบนี้มีในหนังยอร์ชทุกเรื่องไล่มาตั้งแต่ จตุรงค์,ค่อม ชวนชื่น,โก๊ะตี๋ เป็นตัวประคองเสียงหัวเราะของเรื่อง แต่ก็ทำลายความน่าเชื่อถือไปพร้อมๆกัน ยิปโซ เด่นสุดโดยเฉพาะกับบทสาวอีกคนที่หน้าเหมือนแก๊ปเธอได้แสดงความสามารถทั้งร้องเพลง เล่นกีตาร์และเต้นรำ น่าเสียดายที่บทมันว่างเปล่าเกินไป

บอย ปกรณ์เคมีเข้ากับยิปโซพอสมควรแต่ดูไม่เหมาะกับการแสดงหนังตลกบุคลิกเขาแค่กวนๆเท่านั้น ไม่สามารถทำให้คนดูระเบิดเสียงฮาได้เท่า คู่ เต๋อ กับ หนูนา ในทริปเกาหลีจากหนังกวนมึนโฮเอ๊ะ ละออกฟองเป็นนักแสดงสมทบที่ไม่สามารถขโมยซีนได้เลย ทั้งที่ฉากของเขาเยอะกว่าสองตายายในหมู่บ้านโบราณซะอีกส่วนตัวละครอื่นๆไม่มีความจำเป็นเลย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นน้องสาวที่แอบชอบก็อป หรือกลุ่มเพื่อนๆที่ออฟฟิศก็อป ซีนที่ ก็อบ โทรจากญี่ปุ่นหาเพื่อนที่เมืองไทยตัดออกก็ไม่มีผลกับหนัง

 

 

กระนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนดูจำนวนหนึ่งหัวเราะมีความสุขไปกับหนัง จะด้วยความชื่นชอบในตัวผู้กำกับ นักแสดง หรืออะไรก็แล้วแต่ พวกเขาบอกว่าหนังสนุกมากด้วยซํ้า ภาพที่เกิดในโรงจึงดูขัดแย้งกัน คือ คนดูบางคนหลับ คนดูบางคนหัวเราะแทบตกเก้าอี้ บางคนสงสัยว่าทำไมคนข้างๆไม่ขำ ขณะที่บางคนสงสัยว่าทำไมคนข้างๆถึงขำเยอะขนาดนั้น

อย่างไรก็ตาม ฟัดจังโตะ imovie HD ยังดูดีกว่าสุดเขตฯ , คุณนายโฮ ,สคส. และวาเลนไทน์ สวีตตี้ ถือว่ามีพัฒนาการบางอย่างเกิดขึ้นในหนังของ ยอร์ช ถึงจะไม่มากเท่าไหร่ แต่เห็นได้ถึงความพยายามของเขา

รีวิวหนังไทย ฮักเจ้าอีหลี

รีวิวหนังไทย ฮักเจ้าอีหลี

รีวิวหนังไทย ฮักเจ้าอีหลี

“ท็อป นรากร” และ “ต้าวหยอง” สองพระเอกดาวรุ่งเปิดใจ ยุค 2022 ดูหนังฟรี วงการหมอลำพัฒนาไปถึงไหนแล้ว ดูหนังออนไลน์ฟรี 2022 รวมไปถึงการได้เล่นหนังเรื่องแรก “ฮักเจ้าอีหลี” ที่ถ่ายทอดทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังวงการหมอลำออกมาให้ได้รับรู้กัน รีวิวหนังไทย ฮักเจ้าอีหลี รีวิวหนังไทย

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้หนังไทยมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่วนเวียนอยู่แต่การทำแต่หนังตลก และหนังผี ค่าย M39 (เอ็มเทอร์ตี้ ไนน์) จึงขอส่ง “ฮักเจ้าอีหลี” ภาพยนตร์เกี่ยวกับคนที่วิ่งตามหาฝันในการเป็นนักร้องหมอลำออกมาให้ชมกัน ดูหนังออนไลน์
แถมยังดึงวง “ระเบียบวาทะศิลป์” คณะหมอลำเก่าแก่ที่สามารถปรับตัวให้ทันยุคสมัย จนสามารถ “ตก” แฟนๆ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มที่ไม่ใช่คนอีสาน มาร่วมถ่ายทอดเบื้องลึกเบื้องหลังอาชีพหมอลำให้คนนอกอย่างเราได้รับรู้กัน
รีวิวหนัง ฮักเจ้าอีหลี
“ฮักเจ้าอีหลี” เป็นผลงานการกำกับของ แก๊ปเปอร์ – วรฤทธิ์ นิลกลม นำแสดงโดยนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง เต๋า – ภูศิลป์ วารินรักษ์, ท็อป-นรากร กันจันทึก พระเอกหมอลำสุดฮอต เจ้าของเสียงหวานที่ได้พวงมาลัยจากแม่ยกครั้งละไม่ต่ำกว่า5หลัก, ต้าวหยอง ยุคลเดช ปัจฉิม แดนเซอร์หมอลำเจ้าของสมญา “ต้าวหยอง เอวเด้ง 4 G” ที่มียอดเข้าชมคลิปทาง TikTokกว่าพันล้านครั้ง รวมด้วย ตูมตาม – ยุทธนา เปื้องกลาง, กวาง จิรพรรณ, โบ๊ท อนาคามี, ศรีมาลา Drag Race Thailand

กรุงเทพธุรกิจได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ 2 นักแสดงนำของเรื่อง “ท็อป-นรากร” และ “ต้าวหยอง ยุคลเดช” ที่มาถ่ายทอดเรื่องราวของวงการหมอลำให้ฟัง เสมือนเป็นการปูพื้นก่อนไปดูหนัง “ฮักเจ้าอีหลี” ว่าการจะก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกหมอลำแบบที่พระเอกของเรื่องต้องการนั้น มันต้องผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง

ท็อป นรากร เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการให้ภาพของหมอลำในปัจจุบันว่า มีการปรับปรุงให้ทันยุคสมัย เน้นความสนุกสนานมากขึ้น ทำให้คนภาคอื่นที่ฟังภาษาอีสานไม่ออก แต่ชอบดนตรีที่เร้าใจ แสง สี เสียงตระการตา การแต่งกายงดงามบนเวที หันมาติดใจหมอลำกันมากขึ้น
“ถึงแม้จะมีการเอาเพลงที่กำลังอยู่ในกระแสมาใส่มากขึ้นเพื่อความสนุกสนาน แต่เราก็ไม่ทิ้งรากเหง้าของหมอลำ ซึ่งคือการต่อกลอนนะครับ คนที่ดูหมอลำเค้าเปิดใจกว้างแล้ว ไม่มีขีดจำกัดว่าจะต้องเอากลอนลำเก่าๆ มาเท่านั้น เอาเพลงใหม่มาก็ได้ เพราะกลุ่มคนดูหมอลำมันหลายกลุ่มแล้ว
เราต้องตีโจทย์เอาใจคนทุกกลุ่ม กว่าจะออกไปแสดงมีการวางแผนหลายขั้นตอนมาก เพราะว่าเราจะเอาแต่เพลงหมอลำก็ไม่ได้ เอาแต่เพลงลูกทุ่งภาคกลางก็ไม่ได้ เราต้องเอาทุกรูปแบบที่ให้คนมาดูบนเวทีรู้สึกครบ รู้สึกอิ่ม ทั้งกลุ่มวัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนแก่ เราเอาใจทุกกลุ่มเลย”
ท็อป นรากร ยังยกความดังชั่วข้ามคืนของ “ต้าวหยอง” มาเป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นชัดเจนว่า ทำไมหมอลำถึงตกคนกลุ่มใหม่ให้เข้ามาเป็นแฟนได้
“น้องเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ทำให้เห็นว่าวัยรุ่นยุคใหม่ และคนกลุ่มใหม่ที่ไม่ใช่คนอีสาน มาดูหมอลำเพราะชื่นชอบการเต้น การแต่งตัวที่เข้ายุคสมัย มีความน่ารักแนวเกาหลี อาจจะไม่ได้โฟกัสการมานั่งฟังลำ แต่พอมาดูก็ได้เปิดโลกทัศน์ แล้วชอบหมอลำกลับไป”
ทั้งนี้ “ต้าวหยอง” เป็นแดนเซอร์ประจำวงระเบียบวาทะศิลป์ มีอยู่วันหนึ่ง คนในคณะได้ถ่ายคลิปเขาเต้นบนเวทีไปลง TikTok แล้วปรากฎว่ากลายเป็นไวรัลขึ้นมา มีคนเข้าไปดูกันเป็นล้านครั้งเพราะปัจจัยหลายอย่างประกอบบวกกัน ทั้งความเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดีของต้าวหยอง และการเต้นแบบมีแพสชั่น ใส่ไม่ยั้งของเขาจนได้สมญา “ต้าวหยอง เอวเด้ง 4 G” มาครอง
รีวิวหนัง ฮักเจ้าอีหลี

ขณะที่ตัวต้าวหยองเองบอกกับเราว่ามีแฟนๆ มาเล่าถึงเหตุผลที่กลายมาเป็นแฟนหมอลำให้ฟังเช่นกัน

“บางทีก็มีแม่ๆ ทักมาว่า แม่เป็นโรคอันนั้นอันนี้นะ แต่มาดูผมแล้วทำให้แม่เค้ามีกำลังใจขึ้น จากที่เคยหมดกำลังใจ บางคนก็บอกว่า พี่ไม่เคยดูหมอลำเลย พี่เพิ่งมาหัดดูครั้งแรกเพราะต้าวหยองนี่แหละ”
แล้วการจะขึ้นมาเป็นพระเอกหมอลำแบบ “เคน” พระเอกในเรื่อง “ฮักเจ้าอีหลี” ต้องอาศัยอะไรบ้าง?
พระเอกหมอลำตัวจริงเสียงจริง “ท็อป นรากร” ให้คำตอบที่น่าสนใจเอาไว้ว่า ต้องอาศัย “ใจรัก” มาก่อนเลย เพราะอาชีพที่ต้องเดินสายทุกวันจนถึงเช้า ต้องรักจริงเท่านั้นถึงจะทำได้
สาเหตุที่ท็อปพูดแบบนั้นก็เพราะว่าการแสดงหมอลำนั้นจะเริ่มกันประมาณ 3 ทุ่มแล้วลากยาวไปจนถึง 6 โมงเช้า เรียกว่าดูจบก็ใส่บาตรต่อกันได้เลย
ส่วนในเรื่องทักษะนั้น ท็อปบอกว่าต้องอาศัยการฝึกฝน ฟังการลำของรุ่นแม่รุ่นพ่อ รุ่นพี่เยอะๆ แล้วมาฝึกตาม เพราะหมอลำต่างจากลูกทุ่ง ทั้งสำเนียง การร้อง และเพลง อย่างตัวเขาเองตอนที่เข้ามาเป็นหมอลำใหม่ๆ ต้องฝึกตั้งแต่การพูดภาษาอีสานซึ่งมีหลายสำเนียง ในขณะที่การร้องหมอลำจะยึดภาษาอีสานสำเนียงขอนแก่นเป็นหลัก
“ท็อปเป็นคนโคราชต้องปรับตัวเยอะ เพราะภาษาโคราชนั้นแตกต่างจากภาษาอีสานค่อนข้างมาก ทุกวันนี้ก็ยังมีพูดตกโคราชอยู่นะครับ (หัวเราะ)”
ในขณะที่ต้าวหยองทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นฮากันครืนออกมากับการเล่าแบบซื่อๆ ว่า “ภาษาอีสานบ้านผม (กาฬสินธุ์) จะใช้คำว่า ไปไส..สิไปอีหยัง จะไม่ค่อยมีครับเท่าไร แบบว่าหน้านิ่งๆ แล้วพูดเหมือนหาเรื่องตลอดเวลา จะพูดแข็งๆ น่ะครับ”
“ผู้ที่ปรับตัว” คือ “ผู้ที่อยู่รอด”

การปรับตัวของหมอลำในยุคปัจจุบันเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับ “ความบันเทิงพื้นบ้าน” ว่าจะสามารถดึงคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจได้อย่างไร รีวิวหนังไทย ฮักเจ้าอีหลี

รีวิวหนัง ฮักเจ้าอีหลี
นอกเหนือจากปรับรูปแบบการแสดงให้สนุกสนานเข้าถึงง่ายขึ้นแล้ว หมอลำยุคใหม่ยังมีการไปฟีทเจอริงกับศิลปินแนวอื่น หรือความบันเทิงรูปแบบอื่นอีกด้วย ล่าสุดที่เป็นกระแสแรงมากก็คือ ระเบียบวาทะศิลป์ X มิสแกรนด์ไทยแลนด์ การนำหมอลำขึ้นไปโชว์บนเวทีประกวดนางงาม
“คนภาคกลางอาจคิดว่าไปแล้วจะฟังรู้เรื่องไหม แต่พอได้ลองไปจะ โอ้โห มันสนุกจริงๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนเลยคือที่ระเบียบวาทะศิลป์ได้ร่วมงานกับมิสแกรนด์ ซึ่งแฟนคลับส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ แล้ว 90 เปอร์เซ็นต์เป็นคนภาคกลาง บางคนไม่เคยดูหมอลำเลย แต่พอได้ดูในฮอลล์แล้วฟีดแบ็คที่ออกมาคือสนุกมาก ไม่น่าเชื่อว่าหมอลำจะขนาดนี้แล้ว ทุกวันนี้เป็นคอนเสิร์ตแสง สี เสียงครบ จนเขาแบบว่า โห มันมาขนาดนี้แล้วเหรอ” ท็อป นรากร กล่าว
ขณะที่ต้าวหยองเสริมว่าเวลามาเล่นแถวกรุงเทพฯ ทางคณะระเบียบวาทะศิลป์อาจจะปรับให้ไม่มีกลอนลำ เน้นการเต้ยสนุกสนาน หรือโชว์เต้นไปเลย
“บางครั้งมีฟีดแบกมาว่ามีแต่ลำ ไม่มีเต้ย เราก็นำคำนั้นมาปรับแก้ไข เพราะเดี๋ยวมันจะกลายเป็นปากต่อปากว่า ไม่ต้องไปดูหรอก เต้ยไม่สนุกเลย”
“ไลฟ์กลุ่มปิด” การปรับตัวในยุคโควิด
การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงกว่าสองปีที่ผ่านมาทำให้ความบันเทิงทุกรูปแบบเกิดการเปลี่ยนแปลงหมด ไม่เว้นแม้แต่หมอลำเองที่มีการถือกำเนิดของ “ไลฟ์กลุ่มปิด” ขึ้นมา ซึ่งถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็เทียบได้กับการจัดคอนเสิร์ตออนไลน์ของนักร้องนักดนตรีนั่นเอง
ต้าวหยองเป็นคนเล่าถึงที่มาที่ไปของการ “ไลฟ์กลุ่มปิด” ให้เราฟังว่า “ก่อนที่จะมาทำกลุ่มปิด เราออกไปข้างนอก ตั้งเวทีเรียบร้อยแล้ว แต่พอโดนยกเลิกมันก็เสียแรงไปเปล่าๆ พ่อ (ครูเอ๊ะ หัวหน้าวงระเบียบวาทะศิลป์) เลยมาจัดกลุ่มปิด ตั้งเวทีอยู่ที่เดิม แค่เปลี่ยนสคริปต์ เปลี่ยนเพลง ฯลฯ ให้มันเหมาะกับการไลฟ์สดมากขึ้น”
ขณะที่ ท็อป นรากร เสริมว่า ช่วงนั้นลำบากกันทั้งหมด ไม่มีรายได้เข้ามาเลย แต่ทางคณะยังต้องดูแลแดนเซอร์ ดูแลทุกคนในวงอยู่ จึงมาคุยกันว่าหาอะไรทำไหม เพราะแฟนๆ ก็คงคิดถึงพวกเขาเช่นกัน สุดท้ายผู้บริหารก็มีความเห็นให้ไลฟ์สด โดยไม่ต้องเก็บบัตรแพง แค่ประมาณร้อยบาท แล้วมีการตัดชุดใหม่ ทำอะไรแปลกใหม่ให้แฟนๆ ได้ดูไม่ซ้ำกันในแต่ละอีพี ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
“แต่ละอีพีเราจะไม่ซ้ำ แต่งหญิงบ้าง แต่งเป็นคนป่าบ้าง เปลี่ยนคอนเทนต์ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะโปรโมทเรียกแฟนๆ ด้วยการบอกก่อนว่าคอนเทนต์ต่อไปจะเป็นอะไร ทำให้คนอยากดู ได้รับการตอบรับดี เพราะเราทำเต็มที่ แฟนๆ ก็หายคิดถึง” ต้าวหยอง
แฟนคลับที่แข็งแกร่งไม่แพ้ด้อมเกาหลี
“หมอลำ” ต้องมาคู่กับ “แม่ยก” ซึ่งจะบอกว่าวัฒนธรรมแฟนคลับของวงการหมอลำนั้นแข็งแกร่ง มีความ “ทุ่มเท” และ “เปย์หนัก” ไม่แพ้แฟนคลับด้อมนักร้องเกาหลีกันเลยทีเดียว แถมยังมีพัฒนาการรูปแบบการเปย์ไปเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีนักร้องโดยตรงกันแล้ว

อย่างต้าวหยองนั้นเขาเล่าให้เราฟังว่าตอนที่เปิดบัญชีธนาคารครั้งแรกแล้วจัดไลฟ์กลุ่มปิด พอเข้าไปเช็คยอดเงินก็ถึงกับช็อก เพราะวันเดียวได้มาถึงครึ่งแสน เพราะเวลาซื้อตั๋วกลุ่มปิดในราคา 129 บาท พวกแม่ๆ ของเขาก็จะโอนเงินกันมาเกินเป็น 500, 1000 หรือ 1500 บาทก็มี

แต่ตอนนี้ต้าวหยองน่าจะไม่ตกใจกับเงินจำนวนนั้นแล้ว เพราะเมื่อช่วงวันเกิดที่ผ่านมา ยอดเงินที่เหล่าแม่ยกเปย์ให้เขานั้นพุ่งขึ้นไปถึง 1.4 ล้านบาทกันเลยทีเดียว
ขณะที่ ท็อป นรากร เล่าเรื่องมาลัยคล้องคอที่ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของนักร้องหมอลำให้ฟังว่า ในปัจจุบันนี้ แอดมินบ้านแฟนคลับหลังต่างๆ จะเป็นคนรวบรวมเงิน แล้วโอนมาให้เขา พร้อมแจ้งยอดมาทุกวันว่าบ้านนี้ได้เท่าไร ทางเขาก็จะเตรียมเงินสดมาให้เท่ากับจำนวนเงินที่แฟนคลับโอนมา แล้วนำแบงก์มาเย็บเป็นมาลัย คล้องคอถ่ายรูปให้แม่ๆ ได้เห็น
สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “ฮักเจ้าอีหลี” ซึ่งเป็นการเล่นหนังครั้งแรกของทั้งคู่นั้น ท็อป กับ ต้าวหยอง บอกว่าสนุกมาก และไม่ยากอย่างที่คิด แถมยังได้รับคำชมจากทีมงานว่าเล่นกันได้เป็นธรรมชาติ เพราะได้รับบทที่ไม่ต่างจากตัวเองนัก
โดย “ต้าวหยอง” รับบท “แม็กซ์” เด็กหนุ่มขี้เล่น กวนๆ ที่คอยซัพพอร์ทพระเอกให้ได้เป็นนักร้องหมอลำอย่างที่ฝัน ขณะที่ “ท็อป” รับบทพระเอกหมอลำชื่อดังของวงที่ชอบใช้คำพูดแรงๆ ทำให้คนไม่ชอบขี้หน้า แถมยังถูกมองว่าขี้เก๊ก แต่จริงๆ แล้วเป็นคนดี
“ฮักเจ้าอีหลี” เปลือยชีวิตหมอลำบนแผ่นฟิล์ม“ฮักเจ้าอีหลี” เปลือยชีวิตหมอลำบนแผ่นฟิล์ม
ทั้งคู่บอกด้วยว่ารู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ที่น่าจะทำให้คนนอกได้เข้าใจวงการหมอลำมากขึ้น โดยในฐานะที่เป็นนักร้องหมอลำตัวจริงเสียงจริง พวกเขายืนยันว่า “ฮักเจ้าอีหลี” แทบจะถอดชีวิตของพวกเขาออกมาเลย
“เหมือนคนเขียนเอาชีวิตของพวกเราไปเขียนเป็นหนัง ที่สำคัญยังเป็นวงระเบียบวาทะศิลป์ มีป้ายขึ้น เวทีแสงสีเสียงก็จัดเต็มรูปแบบ คนจะได้เห็นทั้งหน้าเวที และหลังเวทีว่าพวกเราใช้ชีวิตกันยังไง” ท็อปกล่าว
“อยากชวนให้มาดู คุณจะได้เห็นอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะคนที่ยังไม่เคยเปิดใจให้หมอลำ คนที่คิดว่าดูหนังอีสานแล้วจะฟังไม่รู้เรื่อง ต้องมาดูเรื่องนี้เลย ผมมั่นใจว่าคนมาดูจะสนุกและชอบ เพราะพวกผมแสดง เข้าฉากกันยังสนุกเลย คนดูต้องสนุกไปกับพวกผมด้วย”
ปิดท้ายด้วย “ต้าวหยอง” ที่บอกว่าอยากให้คนรุ่นใหม่มาสืบสานวัฒนธรรมอีสานต่อไปเพื่อไม่ให้หมอลำสูญหายไป

รีวิวหนังไทย 100 ขา (ร้อยขา)

รีวิวหนังไทย 100 ขา (ร้อยขา)

รีวิวหนังไทย 100 ขา (ร้อยขา)

มา…ถ้าหากว่าคุณยังไม่เข็ดกับความไม่ลดละความพยายามในการบุกเบิกสร้างจักรวาลหนังสัตว์ประหลาดไทย ๆ ก็ขอเชิญชวนมาสัมผัสกับอสุรกายอีกตัวที่คืบคลายมาจู่โจมอย่างเป็นทางการแล้ว…ในที่สุด ดูหนังออนไลน์ฟรี 2022 และนี่คือ “๑๐๐ ร้อยขา The One Hundred” ที่มาพร้อมกับไอเดียและคอนเซ็ปต์ที่หยิบเอาสัตว์เลื้อยคลานที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างแทบจะทุกบ้านทุกเรือน ดูหนังฟรี มาตีแผ่และสร้างความมหึมาให้กับมัน กลายเป็นสัตว์ร้ายที่พยายามจะสิงสู่แปลงสภาพเป็นปีศาจ รีวิวหนังไทย 100 ขา (ร้อยขา) รีวิวหนังไทย

๑๐๐ ร้อยขา เป็นเรื่องราวในยุคแห่งวิกฤตโรคระบาด ผู้ที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศจำเป็นต้องถูกกักตัวอยู่ในสถานที่กักกันโรคของรัฐเป็นเวลา 14 วัน และนี่คือเรื่องราวลึกลับที่เกิดขึ้นภายในสถานที่กักกัน กับการเผชิญฝูงสัตว์ประหลาดในตำนานตัวใหม่อย่างตะขาบยักษ์หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “ตะบองพลำ”  ตะขาบยักษ์ในตำนานไทยความยาวกว่า 18 เมตร เรื่องราวความสยองจึงเริ่มขึ้นที่โรงแรมแห่งนี้ ทางรอดทางเดียวคือไขปริศนาว่าใครคือผู้แอบแฝง ห้ามออกจากห้อง ล็อกประตูหน้าต่างให้ดี พวกมันกำลังออกล่า! ดูหนังออนไลน์

และนี่ก็คืออีกหนึ่งผลงานที่เป็นการจับมือร่วมงานสร้างระหว่างค่ายหนังน้องใหม่ เนรมิตรหนังฟิล์ม กับ FatCat Studio หลังจากที่พวกเขาเคยผลักดันทำให้เกิดเป็น “Leio ไลโอโคตรแย้ยักษ์” ด้วยกันมาแล้วเมื่อช่วงกลางปี และเผชิญหน้ากับความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง โดยในเรื่องนี้ “ชาลิต ไกรเลิศมงคล” หนึ่งในผู้กำกับจากเรื่องก่อนได้กลับมาร่วมงานด้วย โดยที่มีผู้กำกับหนังฝีมือดี “ภาคภูมิ วงษ์จินดา” ที่กลับมาสู่วงการหนังอีกครั้ง หลังจากที่วางมือทิ้งช่วงหายไปเป็นสิบ ๆ ปี

รีวิวหนัง 100 ขา (ร้อยขา)
การมาผนึกกำลังกันของทั้ง 2 ผู้กำกับคู่นี้ เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการมานั่งทำงานเป็นตอบสนองสิ่งที่แต่ละคนถนัด ชาลิต ไกรเลิศมงคล ถือว่าเป็นนักสร้างที่ถนัดแนวงานเทคนิคพิเศษ เขาที่สั่งสมประกอบการจากการบริหาร FatCat มาอย่างยาวนาน เขาก็นำองค์ประกอบที่ถนัดมาใส่ในหนังเรื่องนี้ ขณะที่ เพื่อน ภาคภูมิ เป็นคนทำหนังที่มีชั่นเชิงกับการสร้างบรรยากาศให้กับหนังระทึกขวัญมาหลาย ๆ เรื่อง เอาก็ใช้ฝีมือตรงนี้มาใส่ในผลงานชิ้นนี้

เพียงแต่ว่าเป็นอะไรที่น่าเสียดายมาก ที่ผลลัพธ์สุดท้ายของ ๑๐๐ ร้อยขา ที่ออกมานั้น กลับยังไม่สมบูรณ์แบบดีสักเท่าไหร่นัก ปัญหาหลัก ๆ ของหนังก็ยังคงเป็นจุดอ่อนเดิม ๆ ของหนังไทยส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือบทหนังนั่นเอง แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีแก่นเรื่องและโครงสร้างบทที่ค่อนข้างครบ แต่บทก็ยังค่อนข้างขาดมิติในหลาย ๆ ส่วนที่จะช่วยซัพพอร์ตตัวหนังให้ไปได้รอด การจัดวางสตอรี่ต่าง ๆ ยังค่อนข้างโดดไปมา ไม่กลมกลื่นเท่าไหร่ ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อจังหวะของหนังบางจุดเช่นกัน

องค์ประกอบทางด้าน Segment ของหนังก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ละจุดวางในหนังยังไม่เข้มข้มและเข้มแข็งเพียงพอ โดยเฉพาะความกระด้างของตัวละครเด่น ๆ ในหนังที่ขาดเสน่ห์ไปแทบจะทุกด้วย มีการปูพรมตัวละครแบบทีเล่นทีจริง และทำได้ไม่สุดสักตัวละคร เป็นหนึ่งในส่วนที่ไม่สามารถซื้อใจคนดูไปได้ เพราะแต่ละตัวละครนั้นไม่ได้สร้างความผูกพันและสื่อสารใด ๆ ถึงคนดูได้เลย นอกจากจะเป็นตัวละครดาด ๆ ตัวหนึ่งที่มีแต่ความคิดและพฤติกรรมตามใจฉันเอง
แต่อย่างน้อย ๆ ก็ยังต้องขอบคุณทีมแคสติ้งของ ๑๐๐ ร้อยขา ที่นับว่าแต่ละคนเป็นมืออาชีพและทุ่มเทกับบทบาทที่พวกเขาได้รับอย่างเต็มที่ ถึงจะให้การแสดงที่ดีแค่ไหน เมื่อมาอยู่ในหนังที่ยังมีข้อบกพร่องเต็มไปหมด ก็ผนึกกำลังช่วยกันแอคติ้งของพวกเขาก็แทบจะไม่ได้ต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้กับหนังได้สักเท่าไหร่ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นเพียงการแสดงตามบทที่ไม่ได้ออกจากกรอบ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามมากแล้วก็ตาม
รีวิวหนัง 100 ขา (ร้อยขา)
ทางด้านเทคนิคพิเศษงานสร้างของ ๑๐๐ ร้อยขา ก็เป็นอีกเรื่องที่สัมผัสได้ชัดเจนถึงความพยายามอย่างเต็มที่ และถือว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็ไม่ได้แย่ งานออกแบบสร้างตัวสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้ถือว่าใช้ได้ทีเดียว มีการดีไซน์และเก็บรายละเอียดได้ค่อนข้างดี แม้ว่าน้องจะโผล่ออกมาแค่ทีละนิดทีละน้อย เห็นโฉมเต็ม ๆ ตาแค่ไม่กี่วินาที ซึ่งอาจจะเป็นการเซฟงบประมาณไปในตัวด้วยกระมัง แต่ก็ถือว่าสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้ทำออกมาได้น่าเกรงขามอยู่

ขณะที่สเกลงานสร้างและงานดีไซน์ภาพและฉากต่าง ๆ ของ ๑๐๐ ร้อยขา ถือว่าทำออกมาได้ตามมาตรฐาน ไม่ได้เห็นความแปลกใหม่อะไรเท่าไหร่นั้น ก็แอบเสียดายในจุดตรงนี้อยู่เช่นเดียวกัน เพราะกลายเป็นว่าสัดส่วนพื้นที่ของหนังค่อนข้างแคบมาก วนเวียนอยู่แค่ภายในโรงแรมเก่า ๆ แห่งเดียว เป็นการเล่นแบบเพลย์เซฟไปสักนิด และยังให้มุมมองในการสร้างจักรวาลสัตว์ประหลาดที่ค่อนข้างอุดอู้และวงแคบไปสักหน่อย

โดยภาพรวมแล้วนั้น ๑๐๐ ร้อยขา ก็จัดได้ว่าเป็นหนังสัตว์ประหลาดที่ยังไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่หนังก็ไม่ถึงขั้นเลวร้ายหายนะ อย่างน้อย ๆ หนังก็ค่อนข้างมีการปรับปรุงพัฒนาดีขึ้นจากความพยายามสร้างหนังสัตว์ประหลาดเรื่องก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด เพียงแต่จุดอ่อนก็ยังคงเป็นในส่วนของบทหนังและสตอรี่ที่ค่อนข้างเบาบางเกินไป เป็นจุดที่พลอยทำให้หนังขาดเสน่ห์ในหลาย ๆ ด้านไปอย่างน่าผิดหวัง แม้ว่ามีนักแสดงมืออาชีพจะช่วยสุดกำลังแล้วก็ตาม แต่หนังก็ยังไม่สามารถพยุงตัวเองไปได้รอด
รีวิวหนัง 100 ขา (ร้อยขา)
ก็ไม่อยากจะบอกว่าให้หยุดทำจักรวาลหนังสัตว์ประหลาดไทย ๆ ลงเสีย เพราเชื่อเหลือเกินว่าหนังไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำออกมาให้เปรี้ยงปังได้ เพียงแต่ว่าจะต้องมีการผนึกกำลังและปลุกปั้นทุกองค์ประกอบอย่างลงรายละเอียดให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ สิ่งที่ออกมาในวันนี้นั้นเป็นเพียงแค่โชว์สกิลเทคนิคพิเศษของทีมผู้สร้างหนังจากไทยเท่านั้น ที่เราเชื่อแล้วว่า…ทำได้ แต่กระนั้นก็ยังค่อนข้างล้มเหลวในการซื่อใจจากคนดู เพราะหนังประเภทนี้ยังค่อนข้างล้มเหลวกับการวางบทวางเรื่องที่ยังไม่น่าสนใจเพียงพอ
รีวิวหนังใหม่ หนังไทย 100 ขา (ร้อยขา) The One Hundred ว่าด้วยสัตว์ประหลาดไทยในตำนาน ตะบองพลัม แฝงร่าง ขยายพันธุ์ในคนได้ ชูจุดขาย CG ที่เนียน สะพรึงสมจริง และเนื้อหาที่ครบรส พร้อมการกลับมาแสดงหนังไทยของ ไมค์ พิรัชต์ พร้อมนักแสดงมากฝีมือ 6 ตุลาคม ในโรงภาพยนตร์ Major cineplex
100 ขา (ร้อยขา) The One Hundred
หนังสัตว์ประหลาดไทย จากค่าย เนรมิตรหนังฟิล์ม สมความพยายามที่จะยกระดับ CG ของหนังไทยไปอีกขั้น “ เมื่อที่กักตัว กลายเป็นที่ฟักตัว ของพวกมัน   แล้วเราจะหนีเอาตัวรอดจาก Hospitel นี้ ได้อย่างไร?” เดี๋ยวโอ๋รีวิวให้ฟัง
      สำหรับหนังเรื่องนี้ ได้อ้างอิงจากสถานการณ์ใกล้ตัวเรา อย่างช่วงที่โควิด 19  ระบาดหนัก คนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ต้องเข้ากักตัวใน Hospitel มีคนกลุ่มหนึ่งมาจากต่างประเทศ นำโดย ไมค์ พิรัชต์ และ คู่หูพี่น้อง Youtuber อย่าง นิ้ง ชัญญา และ เบญจามิน ซึ่งกฏเหล็กก็คือ อยู่ที่นี่ห้ามออกไปไหน หรือพูดคุยกับใคร  แต่พวกเขาจะทำยังไง เมื่อที่กักตัว กลับกลายเป็นที่ฟักตัว ของสัตว์ประหลาดร้ายในตำนานอย่าง ตะบองพลัม

       ตะบองพลัม สิ่งมีชีวิตสุดสยองในตำนาน รูปร่างคล้ายตะขาบ โบราณเชื่อกันว่า มันมีอำนาจที่สามารถเข้าสิงร่างคนได้ และมักจะกัดกินร่างของผู้ที่มันอาศัยจนผู้นั้นตาย และไปสิงคนอื่นต่อ เพื่อทำให้ตัวเองมีร่างที่ใหญ่กว่าเดิม และเราจะทำยังไง หากต้องติดอยู่ใน Hospitel กับ ตะบองพลัม รีวิวหนังไทย 100 ขา (ร้อยขา)

       ซึ่งการโคจรมาพบกัน ของ 2 ผู้กำกับ เต้ย ชาลิต กับ ภาคภูมิ การันตีความสะพรึงสมจริง  เพราะ เต้ย คร่ำหวอดทางด้านสเปเชียลเอฟเฟกซ์ อย่างยาวนาน ส่วน ภาคภูมิ ก็ถนัดด้านหนังสยองขวัญมาหลายเรื่อง ไม่แปลกที่เรื่องนี้ จะพูดนำเสนออย่างเด่นชัดในด้าน CG และ สยองขวัญ อย่างถึงใจ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
       ถือว่า เรื่องนี้ ได้ลุ้นตลอดเรื่อง  เป็น Action Thriller Fantasy เรื่องแรกๆของเมืองไทยเลยมั้ง ที่ครบรส และสยองแบบสมจริงที่สุดสำหรับสัตว์ประหลาด ชวนให้คิดถึง ตัวปรสิตในคน จากแอนิเมชั่นเรื่อง Resident Evil ได้เหมือนกัน และที่สำคัญ   พี่ไมค์ พิรัชต์  ไอดอลในตำนานของเรา หล่อมว้าก!! น่าจะเป็นการหวนจับงานแสดงให้แฟนๆชาวไทยได้ชมกันให้หายคิดถึง ในรอบหลายปีเลยทีเดียว
       ปีนี้ถือเป็นปีของค่ายน้องใหม่ แต่อัดแน่นด้วยคุณภาพอย่าง เนรมิตรหนังฟิล์ม เพราะปีที่แล้วหลังจากที่ภาพยนตร์ 4 kings ออกฉายก็กลายเป็นกระแส กวาดรางวัลและเสียงวิจารณ์ไปได้ดีมากๆ  มาปีนี้ ก็มีหนังเข้าฉายถึง 2 เรื่องด้วยกัน  ไลโอ โคตรแย้ยักษ์ ที่ถือเป็นเรื่องแรกในการบุกเบิกทางให้กับหนัง CG ไทย ในยุคที่ทุกอย่างพร้อม และเรื่องนี้ เป็นเรืองที่สอง ที่พยายามจะเอาความถนัดด้าน CG ของตัวเอง มาใส่ในเรื่องราวที่มีความเข้มข้น สมจริง และเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งต้องบอกว่า ทำได้ดีกว่าเรื่องที่แล้วอย่างชัดเจนไปอีก CG เนียนมาก ทำตะบองพลัมได้ออกมาน่าเกรงขาม สมจริง แม้สำหรับตัวเล็กๆ จะมีลอยบ้างบางซีน แต่ถือว่าพยายามออกมาได้ดี และเชื่อว่าผลงานของค่ายนี้ จะยิ่งดีขึ้นๆ ยกระดับ วงการ CG ไทย ไปอีกขั้น และทำให้ไทยมีภาพยนตร์รสชาติใหม่ๆ บ้าง
       ดูจบเรารู้สึกว่าบทพระเอกต้องเป็นไมค์เท่านั้น ทีมแคสติ้งดี และนักแสดงเล่นดีทุกคนตั้งแต่ แม่บ้าน รปภ. จนถึงบทนำ ไมค์ พิรัชต์ , นิ้ง ชัญญา เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี, อันดา-กุลฑีรา ยอดช่าง, เบสท์-ชนิดาภา, กวาง-วรรณปิ  และเดวิด อัศวนนท์ ทุกคนทุกบท ถ่ายทอดออกมาได้ดีมากจริงๆ ทำให้หนังสนุก ชวนติดตามตลอดเรื่อง และชอบโทนแสงของหนังเรื่องนี้มันสวยดี ม่วงๆ น้ำเงินๆ แดงๆ สร้างฟิลให้เรารู้สึก ไม่ใช่หนังผีแบบเก่า
       โดยส่วนตัวชอบ ดูสนุกจริงๆ และก็อยากจะสนับสนุนหนังไทย คุณภาพดีแบบนี้ต่อๆไปด้วย
คาดหวัง รอชมเรื่องต่อไปของค่ายนี้เลยว่าจะพัฒนาต่อไปเป็นแบบไหนอีก
สำหรับค่าย เนรมิตรหนังฟิล์ม แล้วคุณผู้ชมล่ะ พร้อมจะมาสนับสนุนหนังไทยด้วยกันหรือยัง?
ไปดูก่อน อุดหนุนให้กำลังใจคนทำหนังกันก่อน ดูแล้วถ้ามันดีไม่ดี ชอบไม่ชอบ เราค่อยมาวิจารณ์กันตามเนื้อผ้า อย่างน้อยก็ถือเป็นการสนับสนุนคนไทยด้วยกันแล้วค่ะ
แต่สุดท้าย อย่าเพิ่งเชื่อโอ๋  6 ต.ค. นี้ ไปพิสูจน์กันเอง ทุกโรงภาพยนตร์ เครือ Major Cineplex

รีวิวหนังไทย สิบสามชีวิต

รีวิวหนังไทย สิบสามชีวิต

รีวิวหนังไทย สิบสามชีวิต

 

 

ประเภท: แอคชั่น / ผจญภัย

ผู้กำกับ: รอน ฮาวเวิร์ด

นำแสดงโดย: คอลิน, ฟาร์เรลล์, วิกโก้ มอร์เทนเซ่น, โจล เอ็ดเกอร์ตัน

ความยาว: 147 นาที

กำหนดฉายในไทย: 5 สิงหาคม 2022 (ที่ Prime Video)

 

รีวิวหนังไทย สิบสามชีวิต

 

รีวิวหนังไทย สิบสามชีวิต

 

และก็นี่ก็คืออีกหนึ่งผลงาน หนังไทยมาใหม่ ที่ถือเอาปฏิบัติงานค้นหาและก็ช่วยเหลือเด็กกลุ่มบอลรวมทั้งโค้งที่ติดอยู่ด้านในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดจังหวัดเชียงราย ที่เปลี่ยนเป็นเรื่องราวสร้างแรงผลักดันไปทั่วทั้งโลก แม้กระนั้นนี่เป็นครั้งแรกที่เป็นหนังจากสตูดิโอหนังยักษ์ใหญ่จากฮอลลิวูด นี่เป็น “Thirteen Lives สิบสามชีวิต” ที่ได้ผู้กำกับระดับตำนาน รอน ฮาวเวิร์ด” มาดูแลงานสร้างทั้งหมดทั้งปวง และก็สร้างหนังถ้ำหลวงให้มีชีวิตขึ้นมาอีกรอบ Thirteen Lives เกิดเรื่องราวที่อ้างอิงมาจากเหตุการณ์จริงที่ จังหวัดจังหวัดเชียงราย ในปี 2561 ข้างหลังเกิดเหตุเด็กกลุ่มบอลแล้วก็ผู้ฝึกสอนอีกทั้ง 13 คน ล่องหนไปในถ้ำหลวง เนื่องด้วยน้ำหลากและก็ปิดทางเข้าออกทั้งสิ้น ทำให้เปลี่ยนเป็นภารกิจค้นหารวมทั้งช่วยเหลือที่เป็นการพร้อมใจกันของหลายข้าง ทั้งคนไทยและก็ฝรั่งกว่า 17 ประเทศ ที่ยื่นมือเข้ามาร่วมกระทำการช่วยเหลือตลอดเวลาแทบ 17 วันของเหตุในคราวนี้ ดูหนังฟรี,ดูหนังออนไลน์

 

เนื้อเรื่อง

 

รีวิวหนังไทย สิบสามชีวิต

 

เล่าถึงเรื่องจริงอันน่าทึ่งของความพยายามครั้งยิ่งใหญ่ระดับโลก ในการช่วยเหลือทีมฟุตบอลไทยที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงระหว่างเกิดพายุฝนตกกระหน่ำน้ำท่วมทะลักอย่างไม่คาดคิด เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ยากจะเอาชนะ ทีมนักดำน้ำที่มีทักษะและประสบการณ์มากที่สุดในโลก – ความสามารถพิเศษในการดำน้ำถ้ำที่มีความซับซ้อน เต็มไปด้วยอุโมงค์แคบ – ต้องร่วมมือกับกองทัพไทยและอาสาสมัครอีกกว่า 10,000 คน ในการทุ่มเทความพยายามเพื่อช่วยเหลือเด็กชายทั้งสิบสองและโค้ชของพวกเขาออกมาจากถ้ำให้ได้ ท่ามกลางการจับตามองของคนทั้งโลกและการเดิมพันที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ ทีมนักดำน้ำเริ่มภารกิจดำน้ำที่ท้าทายที่สุดของพวกเขา นี่คือปฏิบัติการที่แสดงให้เห็นถึงพลังใจที่ไร้ขอบเขตของมนุษย์ กว่า 17 วัน ในการค้นหาเด็กๆทีมฟุตบอล และพาพวกเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย ภารกิจกู้ภัยครั้งนี้ยังได้แสดงให้ทั้งโลกเห็นถึงพลังของคนไทย ว่าทุกสิ่งเป็นไปได้เมื่อเราละทิ้งความแตกต่างและร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

หนังสิบสามชีวิต เรื่องราวจากเหตุการณ์จริง

คงต้องบอกอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า เรื่องราวเหตุการณ์จากถ้ำหลวงกลายเป็นอะไรที่ไม่ได้สร้างความแปลกใหม่ให้กับคนดูอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนดูชาวไทย ที่ไม่ต่างกับการนั่งดูข่าวเดิมซ้ำ ๆ วนไปอีกครั้ง ดังนั้นนี่จึงกลายเป็นชาเลนจ์ที่ที่สำคัญของทีมผู้สร้างหนังว่าจะหยิบเลือกและวางโครงเล่าเรื่องออกมาในทิศทางใด ให้ไม่ซ้ำซากจำเจ เพราะแน่นอนว่าเรื่องราวในเหตุการณ์นี้ก็ไม่สามารถเลี่ยงทิศทางเดิมไปได้

แม้ว่า Thirteen Lives จะยังคงใช้สูตรเดิม ๆ ที่เราเคยเห็นมาจากหนังเหตุการณ์เดียวกันเรื่องอื่น ๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ แต่วิสัยทัศน์ของผู้กำกับ รอน ฮาวเวิร์ด ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า…เขาค่อนข้างฉลาดและพลิกแผลงในส่วนของการเล่าเรื่องออกมาให้ผู้ชมรู้สึกจับใจและตราตรึงใจได้อยู่ในที่สุด ดังนั้นในช่วงครึ่งแรกของหนังนั้น ค่อนข้างดำเนินและเล่าเรื่องราวไปได้ค่อนข้างกระชับฉับไวดี ดู หนัง 13 ชีวิต พากย์ ไทย

ก็เพราะว่า Thirteen Lives ได้มีเป้าหมายและทิศทางที่ต้องการสื่อสารจริง ๆ อยู่ในช่วงครึ่งหลังนั่นเอง ซึ่งก็คือการร้อยเรียงเรื่องราวของทั้ง 13 ชีวิต ในการตีแผ่มุมมองของภารกิจช่วยเหลือและกู้ภัยที่ออกจากถ้ำหลวงอย่างยากลำบาก และนี่เองเป็นไฮไลต์เด่นของหนังเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาเราแทบจะยังไม่เคยเห็นการถ่ายทำภาพในมุมเช่นนี้จากที่ใดมาก่อน กับปฏิบัติการเชิงลึกในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาที่ละคน ๆ

 

รีวิวหนังไทย สิบสามชีวิต

 

เทคนิคงานสร้างระดับฮอลลิวูดของหนังเรื่องนี้ แน่นอนว่าไว้วางใจได้เลย ถึงแม้ว่าในช่วงเปิดเรื่องแรก ๆ จะค่อนข้างไม่กลมกลินสักเท่าไหร่ สัมผัสเห็นได้เลยว่าเป็นการเซ็ตติ้งฉากเมืองไทยเกินไปสักหน่อย พร้อมกับแอบเสียดายเล็ก ๆ ว่าน่าจะได้มีโอกาสได้ถ่ายทำในเมืองไทยจริง ๆ แต่พอหนังเล่าเรื่องได้เข้าที่เข้าทางแล้วนั้น จุดเช็ตติ้งต่าง ๆ ที่เคยขัดใจก็มีองค์ประกอบอื่น ๆ มาบดบังทดแทนกันไปได้

การออกแบบถ้ำหลวงและฉากหลังต่าง ๆ ของหนังเรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างน่าพอใจ ถึงจะพอมองออกว่าเป็นฉากอยู่บ้าง แต่หนังก็ได้การเล่าเรื่องและดำเนินทำช่วยทำให้มองข้ามจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปได้ด้วยดี แต่กระนั้นก็ต้องยกนิ้วให้กับการเก็บรายละเอียดความเป็นท้องถิ่นไทยในหนังเรื่องนี้ เพราะสามารถทำออกมาได้แบบไม่ขัดหูขัดตา ทั้งฉากธรรมชาติและบรรยากาศโดยทั่วไป ดูหนังสิบสามชีวิตเต็มเรื่อง

 

รีวิวหนังไทย สิบสามชีวิต

องค์ประกอบการแสดงคงเป็นสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย แน่นอนว่านี่คือหนังฮอลลิวูดและสิ่งที่หนังต้องการเล่าก็เพื่อจะสดุดีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเหลือในทุก ๆ ฝ่าย แต่คงจะเน้นไปที่ทีมนักประดาน้ำนานาชาตินั่นเอง และ 3 นักแสดงหนุ่ม “คอลิน ฟาร์เรลล์”, “วิกโก้ มอร์เทนเซน” และ “โจล เอ็ดเกอร์ตัน” ก็ถือว่ารับบทบาทนี้ได้ค่อนข้างดีใช้ได้ทุกคนเลยทีเดียว ความเป็นมืออาชีพของพวกเขาทำให้บทเหล่านี้เป็นของง่าย ๆ เหมือนปอกกล้วยเข้ามา และทำให้คนดูเชื่อได้ไม่ยาก

ส่วนทั่งฝั่งของทีมนักแสดงไทยในเรื่องนี้ ก็เป็นอีกสิ่งที่น่าชื่นชมไม่แพ้กัน แม้ว่าหนังจะเน้นที่นักแสดงสากล แต่ยังเคารพและเกลี่ยบทบาทต่าง ๆ ในกับตัวละครทุกตัวอย่างได้ลงตัว นักแสดงไทยทุกคนมีซีนที่โดดเด่นพอ ๆ กัน และต่างคนต่างมีสปอตไลต์เป็นของตัวเอง “ปู สหจักร” กับ “ตุ้ย ธีรภัทร์” เป็นตัวแทนหมู่บ้านที่ทำหน้าที่เป็นเดอะแบกของหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี การแสดงของพวกเขาถือว่าใช้ในระดับสากล

 

 

ในขณะที่ “อั้ม ถิร” และ “ตู่ ภพธร” ถึงจะเป็นบทสมทบ แต่ก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างเยี่ยมยอด ได้มาตรฐานสากลดี จนบางทีก็แอบเชียร์ให้ทั้งสองคนนี้มีโอกาสได้เฉิดฉายในหนังระดับสากลในต่อ ๆ ไปอีกด้วยซ้ำ ทางด้าน “เจมส์ ธีรดนย์” กับ “อ้น นพพันธ์” ก็มอบการแสดงที่เป็นธรรมชาติและค่อนข้างท้าทายสำหรับพวกเขาไม่น้อย แม้ว่าจะมีซีนไม่ได้มาก แต่ที่โผล่ออกมาทุกซีนนั้นถือว่าน่าประทับใจ สิบ สาม ชีวิต พากย์ ไทย

และอีกคนที่รู้สึกเซอร์ไพรส์เบา ๆ ก็คือ “พลอย ภัทรากร” ที่แม้บทบาทนี้จะไม่ค่อยมีอะไร แต่กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่เชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างหนังกับคนดูได้เป็นอย่างดี การแสดงของเธอถือว่าเต็มไปด้วยเสน่ห์จากอินเนอร์ แม้จะไม่ต้องแสดงออกด้วยไดอะล็อกออะไรมากนัก แต่การสื่อสารทางอารมณ์และท่าทางของเธอตลอดในหนังเรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้ดี ขณะที่ “เวียร์ ศุกลวัฒน์” นั้น คนดูอย่าไปคาดหวังอะไร พี่เวียร์เล่นได้ดีและฉากนั้นทรงพลัง แต่มาเป็นเพียงองค์ประกอบเสริมเท่านั้นคงจะต้องบอกว่า Thirteen Lives ไม่ใช่สารคดี แต่มันคือบันเทิงคดี แน่นอนว่าเรื่องราวต่าง ๆ นั้นไม่ถูกถ่ายทอดตามดหตุการณ์จริงแบบตรงเป๊ะ เพราะหนังจำเป็นจะต้องปรุงแต่งใส่อรรถรสให้กับคนดูอยู่เช่นกัน ดังนั้นไม่ควรจะกะเกณฑ์ถึงความสมจริงในการเล่าเรื่อง เพราะหนังเรื่องแค่ได้แรงบันดาลใจมาเฉย ๆ ตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมีตัวละครอยู่จริงทุกคาแรกเตอร์ ทั้งนี้ก็เพื่อนำมาส่งเสริมภาพรวมของหนังให้กลมกล่อมยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

สรุปโดยรวม

เอาเป็นว่าโดยสรุปแล้วว่า Thirteen Lives อาจจะประเด็นที่ไม่ได้ทำให้คนดูรู้สึกว้าวอะไรแล้ว เพราะมันค่อนข้างซ้ำซาก แต่จากมุมมองการถ่ายทอดของ รอน ฮาวเวิร์ด เขารู้ดีกว่าคนดูต้องการดูอะไร และสามารถสร้างการตอบสนองโจทย์นั้นออกมาได้น่าพอใจ จึงหนังจะมีจุดบกพร่องประปรายอยู่เต็มไปหมดก็ตาม แต่ในภาพรวมนั้นก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นหนัง ถ้ำหลวงฉบับฮอลลิวูดที่ทำออกมาได้ค่อนข้างน่าพอใจเรื่องนี้

ทั้งนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสได้ชมหนัง Thirteen Lives บนจอใหญ่ในโรงภาพยนตร์ มุมมองและความคิดเห็นอาจจะแตกต่างคนละแบบกับผู้ชมที่ได้รับชมหนังเรื่องนี้อยู่หน้าจอและโทรทัศน์ที่บ้าน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนังเรื่องนี้มีความยาวไปสักหน่อย และอาจจะเป็นอุปสรรคในการมีสมาธิต่อการรับชมอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวไปบ้าง แต่กระนั้น Thirteen Lives ก็ยังคงถือว่าเป็นหนังถ้ำหลวงที่น่าประทับใจเรื่องหนึ่ง อาจจะไม่ได้สร้างความแปลกใหม่แต่กลับภูมิใจในหลายองค์ประกอบ

 

 

Thirteen Lives สิบสามชีวิต ภาพยนตร์ที่สร้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของประเทศไทยที่ทีมฟุตบอลหมูป่าทั้ง 13 คนเข้าไปติดถ้ำที่ ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัด เชียงราย เมื่อปี 2561 ที่จะเล่าถึงภารกิจกู้ชีวิตหมูป่าตั้งแต่ต้นจนจบผ่านมุมมองของผู้กำกับระดับโลกอย่าง รอน ฮาวเวิร์ด (Ron Howard) จาก A Beautiful Mind, The Da Vinci Code และ Apollo 13

ที่มีนักแสดงฮอลลีวูดอย่าง โคลิน ฟาร์เรล (Colin Farrel), วิกโก มอร์เทนเซน (Viggo Mortensen), โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน (Joel Edgerton) และ ทอม เบตแมน (Tom Bateman) ร่วมแสดงให้หนังเรื่องนี้ นอกจากนั้นยังมีนักแสดงชาวไทยเข้าร่วมอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น เจมส์ – ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ, พลอย – ภัทรากร ตั้งศุภกุล, ปู – สหจักร บุญธนกิจ, ตู่ – ภพธร สุนทรญาณกิจ, ตุ้ย – ธีรภัทร์ สัจจกุล, อั้ม–ถิร ชุติกุล, อ้น–นพพันธ์ บุญใหญ่ และ เวียร์ -ศุกลวัฒน์ คณารศ มาร่วมแสดงให้กับหนังเรื่องนี้เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวอันสร้างแรงบันดาลใจของการรวมน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย หนัง สิบ สาม ชีวิต เต็ม เรื่อง

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

รีวิวหนังไทย รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด ผลิตซ้ำกันแบบวนลูป เมื่อภาพยนตร์เรื่อง ‘Love เลย 101’ ที่กำลังจะได้ฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 8 กันยายน 2565 หนังออนไลน์ล่าสุด ได้พบกับกระแสตีกลับจากโลกโซเชียลเพราะพล็อตเรื่องที่เป็นปัญหา เนื่องจากทำให้ประเด็นความรุนแรงอย่างการคบหาเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดูหนังฟรี ดูหนังฟรี ซึ่งสุ่มเสียงต่อการ ‘พรากผู้เยาว์’ กลายเป็น ‘เรื่องราวดี ๆ’ ผ่านคำโปรยแสนโรแมนติกอย่าง “รักต่างวัย” ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

Love เลย 101 ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ ‘หนังรักอารมณ์ดี’ ด้วยการนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์รักเชิงชู้สาวของ ดาบแดง (รับบทโดย หม่ำ จ๊กม๊ก) ตำรวจวัย 40 ปี และ แพ็ต (รับบทโดย ธัญญ่า อาร์สยาม) นักเรียนระดับชั้นมัธยมปลายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ที่ดูจะเป็นการโรแมนติไซส์ (Romanticize – ทำให้กลายเป็นเรื่องดี หรือโรแมนติก) ความบิดเบี้ยวมากมายในสังคม ซึ่งกระทำโดยผู้รักษากฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คือการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นได้หยิบยกเนื้อหาบางส่วนมาจากชีวิตจริงอีกด้วย

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด
.
หากพูดถึงการพรากผู้เยาว์และกรูมมิ่ง (Grooming – การเลี้ยงดู หรือเตรียมเด็กเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศในอนาคต) จะพบว่า ประเทศไทยประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่เสมอ บ้างกระทำไปโดยเจตนา บ้างเข้าใจว่าไม่มีความผิด บ้างรู้ว่ามีความผิดแต่ก็ยังกระทำ หรือกระทั่งได้รับการสนับสนุนจากคนรอบตัวให้กระทำ แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก จะบัญญัติไว้อย่างชัดเจน ว่า
“ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีหรือสิบปีและปรับตั้งแต่สี่พันถึงสองหมื่นบาท”

อย่างในเรื่องนี้ที่ตัวเอกเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่หากประมาณจากอายุก็น่าจะไม่เกิน 18 ปี นอกเสียจากว่าแพ็ตจะซ้ำชั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ยากอยู่ดีว่าจะมีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งถือเป็นอายุที่ถือว่าบรรลุนิติภาวะ อีกทั้งภาพยนตร์ยังฉายภาพของความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวนี้ผ่านตัวละครหลักที่เป็น “ตำรวจ” ซึ่งควรจะเป็นผู้ปกป้อง คุ้มครองกฎหมายเป็นหน้าที่หลัก แต่กลับมาเป็นผู้ที่ทำผิดเสียเอง

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

ในสังคมไทย มีเด็ก และเยาวชนหลายคนที่ต้องเผชิญกับการพรากผู้เยาว์

หรือกรูมมิ่ง เพื่อหวังผลประโยชน์ทางเพศ โดยผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือ ตลอดจนคนใกล้ตัวอย่างคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นการสร้างหนังที่ชุบปัญหาความรุนแรงทางเพศต่อเยาวชนให้กลายเป็นเรื่องราวความรักใส ๆ รูปแบบนี้ จึงเป็นการลดทอนความรุนแรงของประเด็นดังกล่าว และมองข้ามความเจ็บปวดที่มีอยู่จริงในสังคมอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งประเด็นถูกวิจารณ์ นั่นก็คือ การผลิตซ้ำภาพจำคนอีสานให้ไปในทางที่ไม่ดี ที่สามารถก่อให้เกิดภาพจำที่ไม่ถูกต้อง เป็นผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และการเหยียดโดยที่ผู้ชมรับมาทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ซึ่งถือเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับประเทศไทยมานาน และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการผลิตภาพแบบนี้ในวงการภาพยนตร์ไทยอีกเช่นเคย

เป็นที่รู้กันดีว่า การที่สื่อนำเสนอภาพสิ่งที่เป็นปัญหาให้กลายเป็นเรื่องปกติหรือโรแมนติกนั้น มีส่วนในการสร้างปัญหา และอนุญาตให้พฤติกรรมที่เป็นปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง เพราะผู้คนรู้สึก ‘ชินชา’ และมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่อง ‘ปกติสามัญ’ หลังจากได้รับชมผ่านจอซ้ำไปซ้ำมา
ดังนั้นเมื่อมีการโปรโมทหนังอีกครั้งหลังจากถูกเลื่อนฉายจนลากยาวมาจนถึงปลายปี 2565 สังคมจึงได้มีโอกาสตั้งคำถามกลับไปยังทีมผู้สร้างหนังว่า ทำไมถึงยังมีการผลิตซ้ำเนื้อหาแบบนี้อยู่ หากสื่อไม่ได้มีหน้าที่เพียง ‘สะท้อน’ สังคม แต่อาจจะต้อง ‘นำ’ สังคมให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน
อาจถึงเวลาแล้วที่สื่อบันเทิงต้องหยุดการผลิตซ้ำเนื้อหาที่เป็นปัญหา เพื่อยกระดับวงการภาพยนตร์ไทยไปอีกขั้น และคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ทางทีมผู้จัดทำภาพยนตร์ ‘Love เลย 101’ นี้ จะมีการออกมาแถลงการณ์หรือเทคแอคชันอย่างไรบ้าง หรือจะแค่ปล่อยผ่านไปอย่างที่เคย ๆ เป็นมา
หนังยังไม่ทันเข้าฉายแต่โดนดราม่าร้อนๆ บนโลกโซเชียล สำหรับภาพยนตร์ เรื่อง “Love เลย 101” ผลิตโดย บั้งไฟฟิล์ม มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 8 กันยายนนี้ ทำให้ หม่ำ จ๊กมก หรือ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา นักแสดงตลกชื่อดัง-ผู้กำกับ ได้เปิดใจเคลียร์ดราม่าไม่ได้มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิดกันไว้ พร้อมเผยสาเหตุที่ทำตาเพราะแก้ปัญหาหนังตาตกเท่านั้น

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

รีวิวหนัง Love เลยร้อยเอ็ด

“เรื่องนี้ตั้งใจจะเล่าเรื่อง รักครั้งแรกกับรักครั้งสุดท้ายของผู้ชายผู้หญิง ซึ่งวัยแตกต่างกันมาก เป็นเรื่องรักต่างวัย คนนึงจะเกษียณอยู่แล้ว อีกคนเรียนอยู่ ม.ปลาย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แต่ตัวอย่างหนังเหมือนเป็นไปแล้วที่จริงไม่ ต้องไปดูตัวเนื้อหนัง หนังฮา รักแบบใสๆ ความรักมันมีหลายรูปแบบ จะมีรักของผู้หญิง ผู้ชาย ผู้หญิงกับผู้หญิง ความรักมันไม่มีขีดจำกัดหรอก”
แค่โปรโมตก็มีดราม่า โดนวิจารณ์เป็นหนังพรากผู้เยาว์
“ก็ยังไม่ได้ไปดูหนังกันไง ถ้าไปดูแล้วจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ต้องไปดูในหนังจะรู้ว่ามันมีอะไร ยังไงๆ รักกันไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเป็นเรื่องจริงพ่อแม่ก็คงไม่ยอมเหมือนกัน ถึงเป็นเรื่องสมมติมันก็เป็นไปไม่ได้”
คนดราม่ากันเยอะ “ด้วยอายุของตัวละคร มันพรากผู้เยาว์อยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่ ยังไม่ได้พราก ก็บอกแล้วไงรักครั้งแรกกับรักครั้งสุดท้าย”
“ผมว่าเขายังไม่ได้ดูหนัง ถ้าดูหนังจะได้รู้ไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิด ไม่หนักใจ ให้มาดูหนังก่อนค่อยวิเคราะห์เพราะยังไงก็รักกันไม่ได้อยู่แล้ว มันได้แค่คิด และตัวหนังไม่ได้สื่อแบบนั้นอยู่แล้ว เป็นรักใสๆ ของชายมีอายุคนนึงกับเด็กใสๆ ที่ยังไม่เคยรักใครเท่านั้นแหละ ไม่รู้อะไรที่ดลจิตดลใจให้ไปรักผู้ชายอายุมากกว่า”

การทำงานกับธัญญ่า อาร์สยาม เป็นอย่างไรบ้าง

“ธัญญ่ามืออาชีพอยู่แล้ว เหมือนเดิม จริงๆ แคสนักแสดงหลายคนก็ยังไม่เหมาะกับบทนี้ ตอนแรกบทดาบแดง ผมก็ไม่ใช่เล่นด้วยนะ เป็นพี่บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ตอนนั้นเขาติดธุระเป็นช่วงน้ำท่วมเลยไม่อยากไปเบียดเบียนคิวของเค้า ตอนแรกจะไม่เล่นเองเพราะผมเป็นคนขี้เขิน มีจับมือถือแขนอะไรแบบนี้คือมันไม่ใช่ เขินแต่ฝืนตัวเองให้เป็นธรรมชาติเค้าไว้ ทุกคนในกองจะรู้ว่าพี่หม่ำเขินนะ ไม่ต้องบอก หน้ากับแววตามันบอก หนังเรื่องนี้ไม่มีหอม ไม่มีกอด ไม่มีจูบ แค่จับมือเยอะสุดแล้ว แค่จับมือยังเขินเลย เหมือนๆกับตอนที่เคยเล่นกับนุ่น-วรนุช (เรื่อง เฉิ่ม) ครั้งนึง อันนั้นเขินหนักด้วย เขินตัวเกร็งเลยแหละ”

 

ที่เขินเป็นเพราะเกรงใจมด ภรรยาหรือเปล่า
“ก็มีส่วนประมาณนึงแหละ ถ้ามีฉากโรแมนติก เกิดความไม่มั่นใจทันที แต่ก็เล่นได้นะแต่ไม่อยากเล่น คนคาดหวังเห็นหม่ำจะต้องยิ้ม หัวเราะ อยากให้มีความสุข หนังเรื่องนี้เป็นหนังโรแมนติก ภาคใต้จะได้ดูภาษาใต้นะ ทางเหนือก็จะเป็นภาษาอีสาน เพราะภาคเหนือกับอีสานภาษาจะใกล้เคียงกันอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้ก็จะมีสองเวอร์ชัน ตั้งแต่ชุมพรลงไปคนจะได้ดูเป็นภาษาใต้”
ก่อนหน้านี้พี่หม่ำเพิ่งไปทำตามาเลยโดนแซวหนักว่าเดี่ยวนี้ห่วงหล่อ รีวิวหนัง LOVEเลย101 รักต่างวัย
“ไปทำตามาเพราะหนังตาตกแล้วก็มันบังตาดำ ตาข้างซ้ายจะตกเยอะหน่อย ทางข้างขวาก็ตกแต่ยังตกไม่มาก ต้องไปดูภาพเก่าๆ หนังตาข้างซ้ายมันตกไม่ได้ อยากจะทำตาสองชั้นไม่ได้ชอบอยู่แล้ว แต่ต้องขอบคุณสยามเลเซอร์ ซอยทองหล่อตอนนี้ เริ่มยุบลงมาแล้วเริ่มเป็นตาชั้นเดียวแล้ว”
หลังจากแฮปปี้กับรายได้ของหนัง “แดง พระโขนง” แล้วไปซุ่มโมดิฟายหนังตาให้หล่อเหลากว่าเดิม เราเองก็ไม่รู้ว่าตลกผู้สร้างผู้กำกับคนเก่ง “หม่ำ จ๊กมก” จะมีผลงานชิ้นต่อไปให้ได้ชมกันอีกเมื่อไรเพราะยังเหลือผลงานค้างเติ่งที่ปาว ๆ ว่าจะเข้าโรงตั้งแต่ปี’63 โน่น เรื่องนั้นก็คือ “Love เลย 101”
เรื่องที่ว่านี้เลื่อนกำหนดเข้าฉายอยู่หลายครั้ง ล่าสุดยืนยันนอนยันว่าจะเข้าโรงภายในเดือน ก.ย. ที่จะถึงเพราะในเดือนนั้นตรงกับช่วงแห่งการไว้อาลัยครบรอบ 9 ปี นักเพลงคนจน “สายัณห์ สัญญา” พอดีซึ่งหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักต่างวัย โดยอาศัยเพลงเด่นเพลงดังจาก “พี่เป้า” เป็นส่วนประกอบ

LOVE เลย 101 (LOVE เลยร้อยเอ็ด) ไขข้อข้องใจ หม่ำรักเด็ก ! แถลงข่าวเปิดตัวหนังรัก

เลยถือโอกาสรำลึกมนต์เสน่ห์เสียงเพลงพร้อมกับชมความสนุกเฮฮาจากหนังเรื่องนี้ไปในตัวแล้ว “เลย” กับ “ร้อยเอ็ด” เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร เป็นสิ่งที่ผู้ชมต้องไปพิสูจน์คำตอบกันเอาเองโดยพี่หม่ำรับหน้าที่พระเอกอีกเช่นเคย แต่คราวนี้จับคู่กับนักร้องเสียงหวาน “ธัญญ่า อาร์สยาม” ดูบ้างงานนี้กำกับโดย “เอ็กซ์ วัชรพงษ์” จากเรื่องแดงฯ อีกนั่นแหละ…ถ้า “พิษออเจ้า” ยังเฮี้ยนไม่จาง ก็เชื่อว่าแฟนหนังพี่หม่ำคงต้องควักเงินไปให้กำลังใจกับ “Love เลย 101” แน่นอนมิได้คาดหวังรายได้หรือกระแสจะเงียบกริบ เพียงแค่เป็นการสร้างสีสันของวงการไม่ให้อ้างว้างหรือห่างเหินเกินไปและคงจะไม่มีการเลื่อนแล้วเลื่อนอีกเป็นร้อย ๆ ที ไม่ว่ากรณีหรือโอกาสใดก็ตาม เราขอสัญญา
เพราะเมื่อดูจากตัวอย่างของหนังแล้วจึงลงความเห็นว่า…นี่คือ “หนังรักบ้าน ๆ ที่อยากดูมากที่สุดของปีนี้” ว่าง ๆ ไปดูด้วยล่ะ…สวัสดี.

ห้องหุ่น รีวิวหนังผี

ห้องหุ่น รีวิวหนังผี

ห้องหุ่น รีวิวหนังผี

 

 

เตรียมกลับมาให้คนดูได้กำเนิดความหลอนกันอีกทีในรอบ 10 ปี สำหรับบทประพันธ์เรื่องดัง ห้องหุ่น ที่เขียนขึ้นมาจากปลายปากกาของ ประดิษฐ์ กัลย์จาฤก เนื่องจากว่า บริษัท กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส จำกัด ได้นำเอาบทประพันธ์เรื่องนี้มาปัดฝุ่นใหม่ แล้วเอามาเสนอในลักษณะของภาพยนตร์ โดยความสามารถดูแลของ กัลป์ กัลย์จาฤก ผู้สืบสกุลรุ่นหลานของค่ายกันตนานั่นเอง หากแม้บทประพันธ์เรื่องนี้ ถูกนำมาผลิตเป็นละครที่ออกอากาศทางทีวีถึง ครั้งและจากนั้นก็ตาม (พุทธศักราช2519, 2532 แล้วก็ 2546) แต่ว่าทุกคราวก็จะประสบความสำเร็จ เป็นที่เล่าขานจากผู้ชมมากมายก่ายกอง ด้วยความน่าสยองขวัญของหุ่นต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ่นท่านเจ้าคุณ ที่หลายๆคนยังคงจำภาพได้ไม่ลืมเลือน แล้วก็ยังคงอยู่ในใจของผู้ชมตลอดมา หนังไทยมาใหม่

สำหรับ ห้องหุ่น ในเวอร์ชั่นของภาพยนตร์ จะมีความต่างจากละครที่ออกอากาศทางทีวีออกไป เพราะเหตุว่าจะเป็นภาคต่อของตัวละครในรุ่นหลาน ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน แต่ว่ายังมีความสัมพันธ์ไปถึงรุ่นพ่อ รุ่นแม่ แล้วก็รุ่นบรรพบุรุษ เว้นเสียแต่ความน่าสยองที่ยังมีดังเดิมแล้ว ยังมีความเร้นลับ แล้วก็ความตายที่เป็นปัญหา ให้ผู้ชมจะต้องติดตามค้นหาไปเพราะว่า เป็นเพราะอะไร

 

เรื่องย่อ

ห้องหุ่น เวอร์ชั่นภาพยนตร์เป็นเรื่องราวของ นพ (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) ผู้สูญเสียน้องสาว ภายหลังที่หุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนของเธอปั้นเสร็จ หลังจากนั้นเขาได้พบเหตุการณ์บางอย่าง ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่าหุ่นขี้ผึ้งเป็น สาเหตุของการตายของคนหลายๆ คนเช่นกัน การสืบค้นข้อมูลทำให้เขาได้พบ พลอย (รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล) ที่เพิ่งสูญเสียพ่อของเธอไป เมื่อหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนพ่อของเธอปั้นเสร็จ ตอนแรกเธอไม่เชื่อเรื่องการตายปริศนาจากหุ่นขี้ผึ้ง แต่หลังจากที่เธอได้รับรูปปั้นพ่อของเธอถูกส่งมาที่บ้าน เหตุการณ์หลาย ๆ อย่างได้เกิดขึ้นกับเธอ ต่อมาทั้งสองคนมาพบกันอีกครั้งหนึ่งที่บ้านช่างปั้นหุ่นขี้ผึ้ง จนในที่สุดทั้งสองคนได้พบคำตอบของทุกอย่างจากบ้านหลังนี้

ถ้าจะต้องให้สารภาพกันตามตรงแล้ว ตอนแรกตัวผมเองค่อนข้างมองว่า “ห้องหุ่น” จะต้องออกมาเป็นหนัง “ผีโผล่ โครมครามและเล่าเรื่องได้พังพินาศ” เพราะหลังจากที่ตัวเองรับรู้และเข้าใจทุกอย่างจากการประชาสัมพันธ์ผ่านเรื่องย่อและตัวอย่างภาพยนตร์ รวมไปถึงการถ่ายภาพหวิวของสองนักแสดงนำอย่างอนันดา เอเวอร์ริ่งแฮมและรัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล กระบวนการที่หนังพยายามสื่อสารกับผู้ชมนั้นจึงดู “สะเปะสะปะ” ตั้งแต่แรกจนทำให้ตัวผมเองไม่แน่ใจว่าตกลงแล้วหนังเรื่องนี้พยายามจะบอกอะไรกับเรากันแน่

 

ห้องหุ่น รีวิวหนังผี

 

แต่ก็ต้องยอมรับว่าตัวเองคิดผิดเอามากๆ เมื่อหนังเผยฉากแรกของเรื่องด้วยการเล่าความสัมพันธ์ของตัวละครโค้ชประภพซึ่งเขากับลูกที่กำลังมีปัญหาอะไรบางอย่างและพ่อตัวเองต้องจบชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุ งานภาพในฉากเปิดเรื่องก็ทำให้เราต้องทึ่งไปกับการจัดแสง จัดไฟและใช้ภาพช่วยให้ผู้ชมเข้าใจ “รายละเอียดยิบย่อย” ที่ถูกทิ้งเอาไว้ให้กลายเป็น Key Massage เพื่อทำความเข้าใจกับ “ตัวละคร” ในเรื่อง ซึ่งผมก็เริ่มมองแล้วว่าหนังเรื่องนี้ มีอะไรมากกว่าที่เคยประเมินไว้ตั้งแต่แรกแน่ๆ ดูหนังฟรี,ดูหนังออนไลน์

 

ห้องหุ่น รีวิวหนังผี

กระบวนการตัดต่อเล่าเรื่องของหนังอาจจะยังเป็นปัญหาประการสำคัญของเรื่องในระดับน่าเป็นห่วง เนื่องจากคนที่ไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากเพียงพอ (ไม่ได้อ่านเรื่องย่อมาก่อน, ไม่เคยดูละครทีวีห้องหุ่นหรือไม่ได้อ่านในแนบคู่มือก่อนการรับชมภาพยนตร์ห้องหุ่นที่จะแจกก่อนเข้าโรงหนัง) อาจจะเกิดคำถามตลอดทั้งเรื่องว่า “อะไรคือแรงขับเคลื่อนตัวละครเหล่านี้” เนื่องจากบางครั้งเราก็ตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวละครทำลงไป โดยที่เราไม่เข้าใจไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย และแน่นอนเมื่อเราไม่เข้าใจพวกเขาแล้วมันก็สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้คนดูเริ่มมองว่าหนังกำลังจะบอกอะไรกับผู้ชมกันแน่ ซึ่งอันที่จริงตรงจุดนี้ “ไม่ใช่ความผิดของผู้ชม” เนื่องจากผู้กำกับเองต้องทำหน้าที่ “เล่า” เรื่องผ่านภาพยนตร์ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นจิ๊กซอว์ที่ให้คนดูต้องต่อเอาเองก็ตาม แต่จิ๊กซอว์เหล่านี้ต้องมีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง ไม่ใช่ต้องอาศัยเครื่องมือในการสื่อสารชิ้นอื่นเพิ่มเติมเพื่อทำให้ผู้ชม “เข้าใจ” ในเรื่องราวของหนัง

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าตัวหนังมีรายละเอียดเยอะก็คือการที่หนังทิ้งรายละเอียดยิบย่อยเอาไว้ตามงานโปรดักชั่น พร็อพ เช่นภาพถ่าย โต๊ะ ของจุกจิกเล็กๆที่มุมภาพ หรือแม้กระทั่งบทนักแสดงประกอบที่มักจะโผล่มาที่ “หางตา” ของผู้ชมซึ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่เน้นย้ำว่างาน “ห้องหุ่น” นั้นไม่ใช่งานสุกเอาเผากิน และคนดูก็ต้องคอย “จับ” สิ่งเหล่านี้เอาเองเพื่อประติดประต่อเรื่องราวในหนัง และเชื่อมโยงความคิดของตัวเองว่าตกลงแล้วหนังกำลังจะเล่าอะไรกับเรา

 

ห้องหุ่น รีวิวหนังผี

 

ขณะเดียวกันการเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้น ตัวผมเองก็พยายามหลบเลี่ยงการสปอยล์จุดสำคัญของเรื่อง แต่ถ้าจะต้องอธิบายให้เคลียร์ว่าตกลงแล้วห้องหุ่นเป็นหนังแนวไหนกันแน่ ตัวเองก็คงต้องตอบว่าหนังมีทั้งความเป็นแนว Super Natural อันเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับ เรื่องผี, ฆาตกรรม, ไสยศาสตร์และความเชื่อในโลกหลังความตาย ซึ่งถูกหลอมรวมเอาไว้ในหนังเรื่องนี้

น่าเสียดายอยู่เหมือนกันที่ผู้กำกับจบใหม่ “กัลป์ กัลย์จาฤก” ทายาทรุ่นหลานของบริษัทกันตนา จะคุมงานสร้างได้ออกมาน่า “ตื่นตาตื่นใจ” แค่ไหน แต่งานกำกับนักแสดงนั้นก็ยังไม่เข้าขั้น เนื่องจากแอ็คติ้งของนักแสดงในเรื่องนี้ยังดู “ไปคนละทิศคนละทาง” บางคนก็เล่นค่อนข้างใหญ่เว่อร์เป็นละครเวทีเช่น บทของนพ (อนันดา) ที่หมกมุ่นอยู่แต่ความตายของน้องสาวตัวเองจนหวุดหวิดเหมือนจะเป็นบ้า และบทของพายัพ ชายวัน 55 ปีที่เสียลูกชายไปหลังจากเขาถูกหวยรางวัลที่ 1 ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งก็เหมือนแสดงหนังแล้วไม่เชื่อว่าตัวพวกเขาเองกำลังสวมบทเป็นตัวละครนั้นอยู่อาทิ กร พนักงานเสิร์ฟเหล้าที่มองโลกในแง่ร้าย

อย่างไรก็ตาม “ห้องหุ่น” เวอร์ชั่นนี้เป็นการตีความ “ละครห้องหุ่น” ที่เคยออกฉายทางทีวีไปเมื่อปี 2519-2532 และ2546 ใหม่ และเป็นการเล่าเรื่องราวของ “รุ่นลูกหลาน” ของตระกูลสัตยาภา ดังนั้นก่อนที่จะเดินเข้าโรงหนังไปนั้นอยากจะให้ผู้ชมลองอ่านประวัติคร่าวๆของตัวละครให้พอมีพื้นฐานเกี่ยวกับพวกเขาสักเล็กน้อย บางทีอาจจะช่วยให้ทำความเข้าใจหนังได้ดีขึ้น

 

ภาพรวมของหนัง

ภาพรวมแล้ว ห้องหุ่นมี “ความน่าสนใจ” ในชิ้นงาน พอสมควรและเห็นได้ชัดว่าในเนื้องานมีความประณีตเกี่ยวกับงานสายโปรดักชั่นเอามากๆ และเป็นงานหนังไทยที่ “คิดเยอะ” ต้องคอยปะติดปะต่อเรื่องเองเยอะ และเป็นงานย่อยยาก และน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่าจริงๆแล้วหนังยังมีอีกเวอร์ชั่นหนึ่งซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ผู้กำกับตัดไว้ในความยาว 120 นาที และบอกเล่า “ปูมหลัง” ของตัวละครทุกตัวในเรื่องเอาไว้ละเอียดกว่านี้ แต่ที่ไม่นำมาออกฉายก็เพราะในเวอร์ชั่นนั้นมีความเป็น “อาร์ต” สูงกว่าเวอร์ชั่นที่ตัดต่อและออกฉายตามโรงภาพยนตร์แบบทุกวันนี้

บทของนพ (อนันดา) ที่หมกมุ่นอยู่แต่ความตายของน้องสาวตัวเองจนหวุดหวิดเหมือนจะเป็นบ้า และบทของพายัพ ชายวัน 55 ปีที่เสียลูกชายไปหลังจากเขาถูกหวยรางวัลที่ 1 ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งก็เหมือนแสดงหนังแล้วไม่เชื่อว่าตัวพวกเขาเองกำลังสวมบทเป็นตัวละครนั้นอยู่อาทิ กร พนักงานเสิร์ฟเหล้าที่มองโลกในแง่ร้าย

 

ห้องหุ่น รีวิวหนังผี

 

อย่างไรก็ตาม “ห้องหุ่น 2557” เวอร์ชั่นนี้เป็นการตีความ “ละครห้องหุ่น” ที่เคยออกฉายทางทีวีไปเมื่อปี 2519-2532 และ2546 ใหม่ และเป็นการเล่าเรื่องราวของ “รุ่นลูกหลาน” ของตระกูลสัตยาภา ดังนั้นก่อนที่จะเดินเข้าโรงหนังไปนั้นอยากจะให้ผู้ชมลองอ่านประวัติคร่าวๆของตัวละครให้พอมีพื้นฐานเกี่ยวกับพวกเขาสักเล็กน้อย บางทีอาจจะช่วยให้ทำความเข้าใจหนังได้ดีขึ้น

 

ห้องหุ่น รีวิวหนังผี

สำหรับเนื้อเรื่องและการเดินเรื่องจะเน้นหนักไปที่การปูอดีตและเล่าถึงพื้นเพตัวละครใหม่ในช่วงต้นเรื่องและการสืบหาเรื่องราวของตัวละคร และมีบางอย่างพูดไปถึงตัวละครในเวอร์ชั่นละครด้วยนะถ้าจำได้ ก่อนจะเปิดเผยถึงเรื่องราวทั้งหมดและเฉลยแบบหักมุมในตอนท้ายเรื่อง แน่นอนแม้แต่ผู้เขียนก็ค่อนข้างตกใจพอควรไม่นึกว่าจะเล่นแบบนี้เดายากกว่าละครอีก

อีกหนึ่งฉากที่น่าประทับใจคือการกำเนิดหุ่นแต่ละตัวที่มีการพัฒนาการมากขึ้นแม้ภาพยนตร์จะไม่มีการเล่าถึงเนื้อเรื่องหลักที่หุ่นบางตัวถูกทำลายไปแล้วก็ตามแต่ก็มีหลายตัวที่ออกมาในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ แม้จะไม่คงความหลอนเหมือนต้นฉบับแต่ก็ชวนให้หายคิดถึงได้เป็นอย่างดีนอกจากนั้นแล้วยังมีการกำเนิดหุ่นแบบใหม่ซึ่งนับว่าทำออกมาได้เยี่ยมและเป็นภาพยนตร์ภาคต่อที่ทำได้ดีพอควรเลยละ

 

 

ห้องหุ่น 2532 ในเกือบ 15 ปีก่อนตอนที่ผู้เขียนเป็นเด็กนับเป็นละครที่ทำผู้เขียนไม่อยากจะอยู่ห้องศิลปะในเวลา ๆ เลย ห้องหุ่นถือเป็นละครไทยอีกเรื่องที่ดังมาก พอ ๆ นกออก และสุสานคนเป็น บอกเลยว่าเป็นละครไทยไม่มีกี่เรื่องที่เนื้อเรื่องสนุกใช่ได้
ก่อนที่ปี 2014 จะมีการ นำห้องหุ่นมาปัดฝุ่นและตีความใหม่ออกมาเป็นภาพยนตร์ หนังโรงออกฉายจากฝีไม้ลายมือผลงานการกำกับของ “กัลป์ กัลย์จาฤก” ที่บทประพันธ์เรื่องนี้ ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์มาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยในเวอร์ชั่นของภาพยนตร์ จะมีความแตกต่างจากละครโทรทัศน์ออกไป

 

ห้องหุ่นเวอร์ชั่นละคร

ห้องหุ่นเวอร์ชั่นละคร เพราะฉบับภาพยนตร์จะเป็นภาคต่อของตัวละครในรุ่นหลาน เหมือนตำนานยังคงอยู่ และแน่นอนว่าใครดูมีว้าวกันแน่ถ้าจำได้ ในช่วงที่คนรุ่นหลนตระกูลปั้นหุ่นที่มียังชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน แต่ยังมีความเกี่ยวพันไปถึงรุ่นพ่อ รุ่นแม่ และรุ่นบรรพบุรุษ ละครห้องหุ่น

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนมองว่าการวาวบทและการจัดมุมกล้องถือว่าใช่ได้และชอบองค์ประกอบในเรื่องที่เห็นโดดเด่นเลยคืองานภาพที่อาร์ทมากๆ องค์ประกอบของสีและแสง รวมไปถึง CG ค่อนข้างทำออกได้ดีและแปลกใหม่พอสมควรสำหรับหนังบ้านเรา การแสดงของอนันดาและนักแสดงคนอื่น ๆค่อนข้างเข้ากับบทที่ได้รับ ดูหม่นๆและน่าค้นหา

 

 

ฉากระทึกขวัญภายในภาพยนตร์ห้องหุ่นเรื่องมีน้อยไปหน่อย แต่ก็ทำได้น่าสนใจพอสมควร และสะดุ้งบางช่วง น่าเสียดายที่บทหนังภายในเรื่องดูบางมากและการเดินเรื่องค่อนข้างเอื่อยมาก หลายๆฉากภายในเรื่องมีนัยยะแฝงอยู่ด้วย ซึ่งอาจยากต่อการเข้าใจของคนดู เพราะถ้าไม่เคยดูละครมาก่อนจะเข้าใจได้แบบไม่หมด ห้องหุ่น ช่อง 3

รีวิวหนัง The One Hundred

รีวิวหนัง The One Hundred

รีวิวหนัง The One Hundred

รีวิวหนัง The One Hundred ๑๐๐ ร้อยขา เป็นเรื่องราวในยุคแห่งวิกฤตโรคระบาด รีวิวหนังไทย ผู้ที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศจำเป็นต้องถูกกักตัวอยู่ในสถานที่กักกันโรคของรัฐเป็นเวลา 14 วัน  หนังออนไลน์ล่าสุด และนี่คือเรื่องราวลึกลับที่เกิดขึ้นภายในสถานที่กักกัน ดูหนังฟรี กับการเผชิญฝูงสัตว์ประหลาดในตำนานตัวใหม่อย่างตะขาบยักษ์หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “ตะบองพลำ” ตะขาบยักษ์ในตำนานไทยความยาวกว่า 18 เมตร เรื่องราวความสยองจึงเริ่มขึ้นที่โรงแรมแห่งนี้ ทางรอดทางเดียวคือไขปริศนาว่าใครคือผู้แอบแฝง ห้ามออกจากห้อง ล็อกประตูหน้าต่างให้ดี พวกมันกำลังออกล่า ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนัง The One Hundred

มา…ถ้าหากว่าคุณยังไม่เข็ดกับความไม่ลดละความพยายามในการบุกเบิกสร้างจักรวาลหนังสัตว์ประหลาดไทย ๆ ก็ขอเชิญชวนมาสัมผัสกับอสุรกายอีกตัวที่คืบคลายมาจู่โจมอย่างเป็นทางการแล้ว…ในที่สุด และนี่คือ “๑๐๐ ร้อยขา The One Hundred” ที่มาพร้อมกับไอเดียและคอนเซ็ปต์ที่หยิบเอาสัตว์เลื้อยคลานที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างแทบจะทุกบ้านทุกเรือน มาตีแผ่และสร้างความมหึมาให้กับมัน กลายเป็นสัตว์ร้ายที่พยายามจะสิงสู่แปลงสภาพเป็นปีศาจและนี่ก็คืออีกหนึ่งผลงานที่เป็นการจับมือร่วมงานสร้างระหว่างค่ายหนังน้องใหม่ เนรมิตรหนังฟิล์ม กับ FatCat Studio หลังจากที่พวกเขาเคยผลักดันทำให้เกิดเป็น “Leio ไลโอโคตรแย้ยักษ์” ด้วยกันมาแล้วเมื่อช่วงกลางปี และเผชิญหน้ากับความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง โดยในเรื่องนี้ “ชาลิต ไกรเลิศมงคล” หนึ่งในผู้กำกับจากเรื่องก่อนได้กลับมาร่วมงานด้วย โดยที่มีผู้กำกับหนังฝีมือดี “ภาคภูมิ วงษ์จินดา” ที่กลับมาสู่วงการหนังอีกครั้ง หลังจากที่วางมือทิ้งช่วงหายไปเป็นสิบ ๆ ปี

รีวิวหนัง The One Hundred
การมาผนึกกำลังกันของทั้ง 2 ผู้กำกับคู่นี้ เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการมานั่งทำงานเป็นตอบสนองสิ่งที่แต่ละคนถนัด ชาลิต ไกรเลิศมงคล ถือว่าเป็นนักสร้างที่ถนัดแนวงานเทคนิคพิเศษ เขาที่สั่งสมประกอบการจากการบริหาร FatCat มาอย่างยาวนาน เขาก็นำองค์ประกอบที่ถนัดมาใส่ในหนังเรื่องนี้ ขณะที่ เพื่อน ภาคภูมิ เป็นคนทำหนังที่มีชั่นเชิงกับการสร้างบรรยากาศให้กับหนังระทึกขวัญมาหลาย ๆ เรื่อง เอาก็ใช้ฝีมือตรงนี้มาใส่ในผลงานชิ้นนี้

เพียงแต่ว่าเป็นอะไรที่น่าเสียดายมาก ที่ผลลัพธ์สุดท้ายของ ๑๐๐ ร้อยขา ที่ออกมานั้น กลับยังไม่สมบูรณ์แบบดีสักเท่าไหร่นัก ปัญหาหลัก ๆ ของหนังก็ยังคงเป็นจุดอ่อนเดิม ๆ ของหนังไทยส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือบทหนังนั่นเอง แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีแก่นเรื่องและโครงสร้างบทที่ค่อนข้างครบ แต่บทก็ยังค่อนข้างขาดมิติในหลาย ๆ ส่วนที่จะช่วยซัพพอร์ตตัวหนังให้ไปได้รอด การจัดวางสตอรี่ต่าง ๆ ยังค่อนข้างโดดไปมา ไม่กลมกลื่นเท่าไหร่ ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อจังหวะของหนังบางจุดเช่นกัน

รีวิวหนัง The One Hundred

องค์ประกอบทางด้าน Segment

ของหนังก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ละจุดวางในหนังยังไม่เข้มข้มและเข้มแข็งเพียงพอ โดยเฉพาะความกระด้างของตัวละครเด่น ๆ ในหนังที่ขาดเสน่ห์ไปแทบจะทุกด้วย มีการปูพรมตัวละครแบบทีเล่นทีจริง และทำได้ไม่สุดสักตัวละคร เป็นหนึ่งในส่วนที่ไม่สามารถซื้อใจคนดูไปได้ เพราะแต่ละตัวละครนั้นไม่ได้สร้างความผูกพันและสื่อสารใด ๆ ถึงคนดูได้เลย นอกจากจะเป็นตัวละครดาด ๆ ตัวหนึ่งที่มีแต่ความคิดและพฤติกรรมตามใจฉันเอง

แต่อย่างน้อย ๆ ก็ยังต้องขอบคุณทีมแคสติ้งของ ๑๐๐ ร้อยขา ที่นับว่าแต่ละคนเป็นมืออาชีพและทุ่มเทกับบทบาทที่พวกเขาได้รับอย่างเต็มที่ ถึงจะให้การแสดงที่ดีแค่ไหน เมื่อมาอยู่ในหนังที่ยังมีข้อบกพร่องเต็มไปหมด ก็ผนึกกำลังช่วยกันแอคติ้งของพวกเขาก็แทบจะไม่ได้ต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้กับหนังได้สักเท่าไหร่ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นเพียงการแสดงตามบทที่ไม่ได้ออกจากกรอบ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามมากแล้วก็ตาม

ทางด้านเทคนิคพิเศษงานสร้างของ ๑๐๐ ร้อยขา ก็เป็นอีกเรื่องที่สัมผัสได้ชัดเจนถึงความพยายามอย่างเต็มที่ และถือว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็ไม่ได้แย่ งานออกแบบสร้างตัวสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้ถือว่าใช้ได้ทีเดียว มีการดีไซน์และเก็บรายละเอียดได้ค่อนข้างดี แม้ว่าน้องจะโผล่ออกมาแค่ทีละนิดทีละน้อย เห็นโฉมเต็ม ๆ ตาแค่ไม่กี่วินาที ซึ่งอาจจะเป็นการเซฟงบประมาณไปในตัวด้วยกระมัง แต่ก็ถือว่าสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้ทำออกมาได้น่าเกรงขามอยู่

รีวิวหนัง The One Hundred
ขณะที่สเกลงานสร้างและงานดีไซน์ภาพและฉากต่าง ๆ ของ ๑๐๐ ร้อยขา ถือว่าทำออกมาได้ตามมาตรฐาน ไม่ได้เห็นความแปลกใหม่อะไรเท่าไหร่นั้น ก็แอบเสียดายในจุดตรงนี้อยู่เช่นเดียวกัน เพราะกลายเป็นว่าสัดส่วนพื้นที่ของหนังค่อนข้างแคบมาก วนเวียนอยู่แค่ภายในโรงแรมเก่า ๆ แห่งเดียว เป็นการเล่นแบบเพลย์เซฟไปสักนิด และยังให้มุมมองในการสร้างจักรวาลสัตว์ประหลาดที่ค่อนข้างอุดอู้และวงแคบไปสักหน่อย

โดยภาพรวมแล้วนั้น ๑๐๐ ร้อยขา ก็จัดได้ว่าเป็นหนังสัตว์ประหลาดที่ยังไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่หนังก็ไม่ถึงขั้นเลวร้ายหายนะ อย่างน้อย ๆ หนังก็ค่อนข้างมีการปรับปรุงพัฒนาดีขึ้นจากความพยายามสร้างหนังสัตว์ประหลาดเรื่องก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด เพียงแต่จุดอ่อนก็ยังคงเป็นในส่วนของบทหนังและสตอรี่ที่ค่อนข้างเบาบางเกินไป เป็นจุดที่พลอยทำให้หนังขาดเสน่ห์ในหลาย ๆ ด้านไปอย่างน่าผิดหวัง แม้ว่ามีนักแสดงมืออาชีพจะช่วยสุดกำลังแล้วก็ตาม แต่หนังก็ยังไม่สามารถพยุงตัวเองไปได้รอด

ก็ไม่อยากจะบอกว่าให้หยุดทำจักรวาลหนังสัตว์ประหลาดไทย ๆ ลงเสีย เพราเชื่อเหลือเกินว่าหนังไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำออกมาให้เปรี้ยงปังได้ เพียงแต่ว่าจะต้องมีการผนึกกำลังและปลุกปั้นทุกองค์ประกอบอย่างลงรายละเอียดให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ สิ่งที่ออกมาในวันนี้นั้นเป็นเพียงแค่โชว์สกิลเทคนิคพิเศษของทีมผู้สร้างหนังจากไทยเท่านั้น ที่เราเชื่อแล้วว่า…ทำได้ แต่กระนั้นก็ยังค่อนข้างล้มเหลวในการซื่อใจจากคนดู เพราะหนังประเภทนี้ยังค่อนข้างล้มเหลวกับการวางบทวางเรื่องที่ยังไม่น่าสนใจเพียงพอ

รีวิวหนัง The One Hundred

หนังสัตว์ประหลาดไทย จากค่าย เนรมิตรหนังฟิล์ม สมความพยายามที่จะยกระดับ CG ของหนังไทยไปอีกขั้น “ เมื่อที่กักตัว กลายเป็นที่ฟักตัว ของพวกมัน แล้วเราจะหนีเอาตัวรอดจาก Hospitel นี้ ได้อย่างไร?” เดี๋ยวโอ๋รีวิวให้ฟังสำหรับหนังเรื่องนี้ ได้อ้างอิงจากสถานการณ์ใกล้ตัวเรา อย่างช่วงที่โควิด 19 ระบาดหนัก คนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ต้องเข้ากักตัวใน Hospitel มีคนกลุ่มหนึ่งมาจากต่างประเทศ นำโดย ไมค์ พิรัชต์ และ คู่หูพี่น้อง Youtuber อย่าง นิ้ง ชัญญา และ เบญจามิน ซึ่งกฏเหล็กก็คือ อยู่ที่นี่ห้ามออกไปไหน หรือพูดคุยกับใคร แต่พวกเขาจะทำยังไง เมื่อที่กักตัว กลับกลายเป็นที่ฟักตัว ของสัตว์ประหลาดร้ายในตำนานอย่าง
ตะบองพลัมตะบองพลัม สิ่งมีชีวิตสุดสยองในตำนาน รูปร่างคล้ายตะขาบ โบราณเชื่อกันว่า มันมีอำนาจที่สามารถเข้าสิงร่างคนได้
และมักจะกัดกินร่างของผู้ที่มันอาศัยจนผู้นั้นตาย และไปสิงคนอื่นต่อ เพื่อทำให้ตัวเองมีร่างที่ใหญ่กว่าเดิม และเราจะทำยังไง
หากต้องติดอยู่ใน Hospitel กับ ตะบองพลัมซึ่งการโคจรมาพบกัน ของ 2 ผู้กำกับ เต้ย ชาลิต กับ ภาคภูมิ การันตีความสะพรึงสมจริง
เพราะ เต้ย คร่ำหวอดทางด้านสเปเชียลเอฟเฟกซ์ อย่างยาวนาน ส่วน ภาคภูมิ ก็ถนัดด้านหนังสยองขวัญมาหลายเรื่อง ไม่แปลกที่เรื่องนี้ จะพูดนำเสนออย่างเด่นชัดในด้าน CG และ สยองขวัญ อย่างถึงใจ

โดย The One Hundred ๑๐๐ ร้อยขา

ตัวหนังจะเล่าเรื่องราว ของวิกฤตการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้วิถีชีวิตของคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงไป แต่หายนะครั้งใหม่ก็กำลังคืบคลานเข้ามาโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว เมื่อกลุ่มนักเดินทางจากต่างประเทศต้องถูกกักตัวอยู่ในสถานที่ซึ่งภาครัฐได้จัดหาให้ นำพายูทูปเบอร์สองพี่น้อง ฟิล (เบนจามิน) และน้องสาว เฟม (นิ้ง ชัญญา) ต้องมาพักที่เดียวกันกับครอบครัวของ ลีโอ (ไมค์ พิรัชต์) หนุ่มหัวร้อน กับน้องสาวจอมซน ลีน่า (อันดา กุลฑิรา) และพ่อที่เป็นใบ้ ทั้ง 5 ต้องโดนแยกห้องพักกักตัวอยู่ในโรงแรมศรีจันทร์เพ็ญเป็นเวลา 14 วัน แต่ไม่ทันพ้นข้ามคืน เหตุการณ์ผิดปกติก็เกิดขึ้นอย่างปริศนาเมื่อสัตว์ร้อยขาเยื้องย่างเขามาค่อยๆยึดร่างผู้คนในโรงแรมไปทีละครับ พวกเขาทั้ง 5 จึงต้องหนีเอาตัวรอดให้ได้

ค่อนข้างรู้สึกเซอร์ไพรส์เลยครับสำหรับ The One Hundred ๑๐๐ ร้อยขา บอกเลยว่าตัวหนังดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ตัวหนังให้อารมณ์เหมือนเราได้ดูผีชีวะเลยครับ ที่สามารถทำให้คนดูได้ลุ้นตามกันแบบสุดๆ แถมต้องลุ้นเอาใจช่วยให้รอดจากเจ้าตะขาบยักษ์อีกด้วย เอาจริงๆตัวหนังก็ดูเพลินอยู่นะครับ แต่อาจจะมีติดขัดบ้างตรงการปูเรื่องและบทเนี้ยละ ที่ช่วงแรกของหนังบอกเลยว่า ยำเละมาก แถมไม่ค่อย Make Sense อีกด้วย แต่พอถึงช่วงกลางเรื่องถึงท้ายเรื่องตัวหนังถึงเริ่มกลับมาดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นครับ แต่ก็ไม่ได้แย่

บอกเลยว่าดูสนุกแน่นอนครับกับหนังเรื่องนี้ และอีกอย่างที่จะบอกนั้นก็คือใครที่เป็นคนกลัวตะขาบ บอกเลยว่ามีร้องขอชีวิตแน่นอนครับ เพราในหนังเต็มไปด้วยตะขาบตัวเล็กๆยั้วเยี้ยเต็มไปหมดเลยครับ

นอกจากความบันเทิงของตัวหนังแล้วยังมีสิ่งที่ว้าวอีกอย่างนั้นก็คือด้านของ CGI ครับ ที่บอกเลยว่าทำออกมาได้ดีและเนียนตามากๆครับ บอกเลยว่าเป็นการยกระดับวงการหนังสัตว์ประหลาดยักษ์ในบ้านเราได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ และสิ่งที่อยากชมอีกอย่างนั้นก็คือด้านของนักแสดงครับ ทุกคนแสดงออกมาได้สมบทบาทมาก ทุกคนแสดงได้ดีหมด แต่อาจจะมาตกม้าตายบ้างในบ้างตัวละครที่บางจุดที่ต้องอุทาน”อิหยังวะ”ออกมาเลยครับ

รีวิวหนัง เพราะเรา(ยัง)คู่กัน

รีวิวหนัง เพราะเรา(ยัง)คู่กัน

รีวิวหนัง เพราะเรา(ยัง)คู่กัน

 

 

จบลงไปแล้วกับบทสรุปของความรักระหว่าง ‘สารวัตร – ไทน์’ ในซีรีส์ ‘เพราะเรา(ยัง)คู่กัน Still 2gether The Series’ ที่กระจายเสียงตอนสุดท้ายช่วงวันที่ 11 เดือนกันยายน 2563 นำแสดงโดย ‘ไบร์ท – วชิรวิชญ์ ชีวอารี’ และจากนั้นก็ ‘วิน – เมธวิน โอภาสใหม่เอี่ยมขจร‘ ค้ำประกันความฟินด้วยกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนคลับในประเทศและฝรั่ง จวบจนกระทั่งทำให้ #ยังกันเราตอนสุดท้าย ขึ้นเทรนด์ชั้น 1 ในทวิตเตอร์ประเทศไทยในตอนที่ถ่ายทอด หนังไทยมาใหม่

ซึ่งตลอดทั้ง 5 ตอนของซีรีส์ภาคพิเศษจากเรื่อง ‘ด้วยเหตุว่าพวกเราคู่กันเดอะซีรีส์ 2gether The Series’ มีฉากหวานมาให้แฟนคลับได้ฟินกันอปิ้งตลอด แต่ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ตอนสุดท้ายที่ทำให้แฟนคลับกรีดร้องกันแบบข้ามคืน

ภายหลังที่ซีรีส์ตอนสุดท้ายถ่ายทอดจบลง ‘วิน การบูชายัญวิน’ หรือ ‘ไทน์’ ได้ปล่อยซิงเกิล ‘คนนั้นควรจะเป็นคุณ’ เพลงประกอบซีรีส์ ‘เพราะเรา(ยัง)คู่กัน Still 2gether The Series’ มาเป็นของขวัญส่งท้ายความฟินให้กับแฟนคลับที่ติดตามซีรีส์มาตลอด ด้วยเสียงร้องนุ่มแล้วก็เนื้อเพลงที่เอ๋ยถึงความรักผ่านมุมมองของ ‘ไทน์’ ซึ่งนับเป็นเพลงผู้เดียวเพลงแรกของ ‘วิน การบูชายัญวิน’ อีกด้วย

โดยก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ‘วิน การเซ่นสรวงวิน’ เคยฝากผลงานเพลงคู่ที่ร้องร่วมกับ ‘ไบร์ท วชิรพีชญ์’ ในเพลง ‘ยังคู่กัน (Still Together)’ หนึ่งในเพลงประกอบซีรีส์ ‘ด้วยความที่เรา(ยัง)คู่กัน Still 2gether The Series’ ที่แฟนคลับได้ฟังพร้อมไปแล้วตั้งแต่ก่อนซีรีส์เริ่มกระจายเสียง

รีวิวหนัง เพราะเรา(ยัง)คู่กัน

สำหรับแฟนคลับที่ยังไม่พร้อมจะมูฟออนจากความฟิน วันที่ 17 – 18 ตุลาคม 2563 นี้ มาคลายความคิดถึงและต่อเวลาความฟินกันให้สุด กับ ‘สารวัตร – ไทน์’ นำโดย ไบร์ท วชิรวิชญ์ และ วิน เมธวิน พร้อมทีมนักแสดงจากซีรีส์ ‘เพราะเรา ยัง คู่กัน ภาค 2 Still 2gether The Series’ ได้ในงาน ‘คั่นกู 2gether LIVE ON STAGE’ ณ ยูเนี่ยน ฮอลล์ ชั้น F6 ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์

 

รีวิวหนัง เพราะเรา(ยัง)คู่กัน

 

ฮะโหล! พลูโตตัวจริงเสียงจริงมาแล้วจ้าาา หายหน้าจากบทความไปนานเลย ไม่ใช่อะไรนะช่วงนี้มีงานให้ปั่นเยอะเหลือเกิน วันนี้อารมณ์ดีเลยว่าจะมา “รีวิว เพราะเรา(ยัง)คู่กัน EP1” สักหน่อยจ้า ขอเล่าถึงความคาดหวังส่วนตัวก่อนแล้วกัน จากตอนแรกก็ถือว่าจบสมบูรณ์ได้ใจความแล้วนะ แต่อาจจะรวบรัดไปหน่อย ซีนสวีทหวานน้อยไปหน่อย ทำให้เกิดตอนพิเศษที่แต่งเนื้อเรื่องขึ้นใหม่เพื่อเอาใจแฟนๆ โดยเฉพาะ ตัวพลูโตก็อยากเห็นซีนหวานๆ ซีนอมยิ้มแก้มแตก ให้สมกับที่ไบร์ทวิน เอ้ย! สารวัตร – ไทน์ เป็นแฟนกันแล้ว ไปค่ะ! ไปตามอ่านกัน ดูหนังฟรี,ดูหนังออนไลน์

 

เรื่องราว

เปิดมาเป็นการเล่าย้อนเนื้อเรื่องในตอนแรก ‘เพราะเราคู่กัน 2gether The Series’ ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งหลงรักไทน์ ไล่เท่าไรก็ไม่ไป จนไทน์ต้องมาขอร้องให้สารวัตรเป็นแฟนโดยมีข้อแม้ว่าถ้าไทน์เข้าชมรมดนตรีได้ สารวัตรถึงจะยอม แล้วความพยายามของไทน์บวกความหลังที่สารวัตรหลงรักไทน์อยู่แล้วทำให้เขาไปขอร้องพี่ดิมให้รับไทน์เข้าชมรมได้สำเร็จ เหตุการณ์ต่อจากนั้นคือการแกล้งๆ จีบโดยใช้ความรู้สึกจริงของสารวัตรที่อยากดูแลปกป้องไทน์ แกล้งกันไปแกล้งกันมาจนเป็นแฟนกันยังไงไปตามดูได้ที่ Line TV คลิกเลย

หากคุณกำลังหาซีรีส์เบาสมองดูสักเรื่องไม่อยากให้พลาดเรื่องนี้ค่ะ ครบรสจริงๆ แม้จะมาเป็นตอนพิเศษเพียง 5 ตอน แต่อัดแน่นไปด้วยนักแสดงวัยรุ่นฝีมือดีหลายท่าน มุมมองความรักหลายแบบ และที่สำคัญเพลงเพราะๆ มีให้ติดตามทุกตอน สามารถรับชมได้ที่ช่อง GMMTV(กดหมายเลข25) เวลา 21:30 น. หรือรับชมย้อนหลังได้ที่ Line TV เวลา 23:00 น. เพราะเรายังคู่กัน ย้อนหลังทุกตอน

 

รีวิวหนัง เพราะเรา(ยัง)คู่กัน

 

แม่จีนเป็นคำที่ใช้เรียกแฟนคลับชาวจีน เพราะซีรีส์ Y เรื่องนี้ นอกจากจะกำลังเป็นกระแสนิยมในหมู่แฟนคลับสายวาย และไม่วายในบ้านเราแล้วยังไปสร้างชื่อเสียงถึงดินแดนมังกรจนเกิดกระแสคู่จิ้นไบร์ท-วิน กวาดหัวใจแม่จีนไปกองพะเนินจนเกิดกระแสดราม่าฟาดฟันเป็นสงครามออนไลน์ ระหว่างแฟนคลับไทย-จีนกันยกใหญ่ ด้วยเหตุว่าไบร์ทมีแฟนตัวจริงนอกจออยู่แล้วเมื่อชอบมากอินจัดก็อกหักผิดหวังเป็นธรรมดาแถมด้วยการที่ไบร์ทได้รีทวิตรูปของช่างภาพคนหนึ่ง ซึ่งบอกว่าถ่ายมาจาก “4 ประเทศ” โดยหนึ่งในนั้นคือภาพจากฮ่องกงบอกเลยว่าดราม่านี้เฮฮาปาจิงโกะเอามากๆ

สายขุดเมืองจีนนี่เค้าก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ จากตอนแรกที่แฮชแท็ก #คั่นกู ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งทวิตเตอร์ จนตอนนี้แฮชแท็ก #nnevvy มาแรงแซงคั่นกูไปหลายปีแสงก็ไม่มากไม่มายอะไรค่ะ แค่ราวๆ 1.7 ล้านทวีตเท่านั้นเองใครอยากรู้ว่าดราม่าจะมันหยดติ๋งแค่ไหรไปตามทวีตเอาเองเน้อ ส่วนทางนี้ขอพูดถึงผลงานซีรีส์วายเรื่องนี้กันดีกว่าว่าเหตุใดหนอซีรีส์เรื่องนี้ถึงทำเอาแฟนคลับจิ้นกันจนเป็นเรื่อง

 

สร้างจากนิยายวาย

เพราะเรายังคู่กัน ภาค1 “2gether The Series” สร้างมาจากนิยายวายขายดีของแบรนด์ everY จากเว็บ Dek-D ผลงานจากนักเขียน JittiRain ตอนเป็นนิยายนี่ขายดีจนพิมพ์แล้วพิมพ์อีกพอมาสร้างเป็นซีรีส์ก็ดังข้ามน้ำไปถึงเมืองจีนเขานู่นแน่ะ
ซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องของเด็กหนุ่มชื่อ ไทน์ (วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร) หนุ่มหล่อหน้าละอ่อนที่มีแฟนมามากมาย แต่ไม่ว่าจะคบกับสาวคนไหนก็ไม่รุ่ง เขาใฝ่ฝันว่าสักวันเขาจะได้เจอรักแท้ในมหาวิทยาลัย

แต่เขากลับต้องมาเจอ กรีน (กันต์-กรวิชญ์ บุญศรี) นางเก้งจอมตื๊อ ชนิดที่ไม่ว่าไทน์จะไปที่ไหนก็ตามติด ตื๊อไม่เลิก หาทางปฏิเสธก็แล้วอะไรก็แล้ว นางกรีนก็ไม่ยอมไปเลยจ้ะ จนไทน์และเพื่อนนึกถึง สารวัตร (ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี) หนุ่มหล่อมาดนิ่งมือกีตาร์สุดฮอต ที่มีแฟนคลับล้นหลามทั่วมหาวิทยาลัย เป็นสามีแห่งชาติของสาวทุกคณะ ไทน์กับเพื่อนจึงวางแผนกันว่าจะขอให้ สารวัตร มาแกล้งจีบไทน์ เพื่อหวังจะให้ กรีน เลิกตาม ถ้ากรีนรู้ว่าสารวัตรคือคู่แข่งหัวใจจะต้องยอมแพ้แน่นอน

 

รีวิวหนัง เพราะเรา(ยัง)คู่กัน

 

แต่การขอร้องให้สารวัตรช่วยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะสารวัตรเป็นคนประเภทไม่สนโลก ไทน์เลยต้องยอมสมัครเข้าชมรมดนตรีเพื่อไปตีสนิท ทั้งที่ความรู้ด้านดนตรีมีอย่างเดียวคือชอบฟังเพลง วง Scrubb จนนำไปสู่เรื่องราวที่ทั้งสองหนุ่มต้องแกล้งเป็นแฟนกัน แต่เรื่องนี้มันก็มีอะไรในกอไผ่อยู่นะจ๊ะ ซึ่งซีรีส์เดินเรื่องมาถึง ep8 แล้ว ยัยป้าแถวนี้ก็ดูไปยิ้มไป อะไรเนี่ยนี่ฉันจิ้นไปกับละครสายวายอีกเรื่องแล้วเหรอไม่แปลกใจจริงๆค่ะ ที่ทำไมหนอ แม่จีนทั้งหลายเขาถึงคลั่งไคล้กันจนเป็นเรื่องเป็นราวโด่งดังอยู่ทุกวันนี้

 

ความเรียบง่ายของตัวละคร

สารภาพเลยว่าได้มีโอกาสดูซีรีส์วายกับเขาไม่กี่เรื่อง เพราะหลายๆ เรื่องบอกเลยว่า “เข้าไม่ถึง” ก็เราไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายอ่ะนะ แต่ทำไมเรื่องนี้ถึงดูต่อเนื่องมา 8ep รวดแล้วร้องหา ep9 เมื่อไหร่จะมา อาจเป็นเพราะความเรียบง่ายของตัวละคร ที่จัดให้แมนๆ มาชนกัน ไม่มีไดอะล็อกที่หวานเลี่ยนจนเกินงาม ไม่ยัดเยียดเส้น ชาย-หญิง ลงไปในตัวละครจนชวนอึดอัด แต่กลับเป็นความน่ารักที่นอกจากกลุ่มเป้าหมายน่าจะเข้าถึงได้มากกว่าแล้ว ชะนีอย่างเราๆ ก็สามารถอินไปกับความรักของสองหนุ่มได้อีกด้วย ละมุนตาจริงๆ ค่ะ ไม่อยากจะพูด

 

 

เพราะมีเพลงของ Scrubb เป็นสื่อ

พรหมลิขิตของเรื่องนี้มันอยู่ที่ ไทน์ เป็นแฟนเพลงตัวยงของวง Scrubb ถ้าเราสังเกตดี ๆ ภาพยนตร์ที่มีกลิ่นวายยุคแรกๆ อย่าง รักแห่งสยาม ก็ใช้เพลงเป็นสื่อกลางในการดำเนินเรื่อง ซึ่งตอนนั้นก็ทำให้ กันและกัน ดังเป็นพลุแตก ทำให้กลายเป็นความรักแบบแมนๆ ที่ไม่ว่าสายไหนก็จิ้นได้เท่าเทียมกัน ถึงเรื่องนี้จะเป็นวายเต็มตัวแต่สาวกสายอื่นๆ ก็ดูได้ยิ้มๆ ไม่ขัดเขิน เพราะเรา(ยังคู่กัน ภาษา อังกฤษ)

และเพลงของวง Scrubb มักจะถูกนำมาใช้ในนิยายวายมาหลายเรื่องแล้วด้วยนะ ใช้เพลงเป็นสื่อยังไงน่ะเหรอ ก็ด้วยการให้เพลงพูดแทนความรู้สึก เพราะถึงกายจะเป็นชายแต่จิตใจก็อ่อนไหวไม่ใช่เล่น แล้วด้วยความสัมพันธ์แบบเพื่อนในกลุ่มชายล้วนที่ยังชอบเตะบอล กอดคอกันกินเหล้า แถมยังเป็นนักดนตรี การจะบอกรักเพื่อนแต่ละทีก็ต้องมีโมเมนต์ที่ไว้ลายมือกีต้าร์กันหน่อย “เนี่ยความรู้สึกที่กูจะบอก” แล้วเล่นเพลง Scrubb ให้ฟัง

 

รีวิวหนัง เพราะเรา(ยัง)คู่กัน

ไม่มากไม่น้อยเกินไปจริง ๆ สำหรับเรื่องนี้ บทที่ใส่ให้ตัวละครแต่ละตัว ทำได้อยู่ในขั้นกลมกลืนและสามารถเปิดใจรับได้อย่างเข้าใจง่าย ไม่ใช่เอะอะจูบ เอะอะนัวเนีย เป็นคู่เกย์หื่นกาม แต่ในเรื่องนี้สร้างให้ไทน์เป็นผู้ชายที่ชอบเหล่หญิง แต่ก็เปิดกว้างไม่ได้รังเกียจรังงอนเรื่องความหลากหลายทางเพศ เป็นแมนที่มีจิตใจอ่อนโยนและน่ารัก เรียนนิติศาสตร์และมีชื่อเสียงในมหาวิทยาลัยในระดับ ลีดชาย (นางเป็นเชียร์ลีดเดอร์)

 

 

ตรงข้ามกับ สารวัตร ที่เรียนรัฐศาสตร์ มาดขรึม เป็นนักฟุตบอลคณะ หล่อขั้นเทพ มีความสามารถด้านดนตรี จนเป็นสามีแห่งชาติของสาว ๆ ทั่วมหาวิทยาลัย แต่เป็นชายรักชายที่มีสายตาไว้แอบรักไทน์เพียงคนเดียว การแสดงออกของคู่นี้ก็จะออกมาในรูปแบบสงวนท่าที ไม่โฉ่งฉ่างแม้แต่เวลาที่อยู่กันเพียงสองต่อสอง ก็เป็นโมเม้นต์ที่ไว้ท่าแบบน่าดู มีการหยิกแกมหยอกที่ไม่ขัดสายตาในทางกลับกันดันเผลอยิ้มไปกับคู่นี้เอาซะฉิบ เป็นละครอารมณ์ดีได้เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

รีวิวหนังไทย The Whole Truth รีวิวหนังไทย อีกหนึ่งหนังแนวลึกลับแฝงความสยองขวัญไว้ให้ผู้ชมได้ระทึก หนังออนไลน์ล่าสุด กับปริศนารูหลอน ดูหนังฟรี ที่เล่าถึงครอบครัวสามแม่ลูกซึ่งประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝันจนต้องพบกับความผิดปกติอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยพิมและพัท ต้องมาอาศัยอยู่กับตาและยายที่เป็นคนเข้มงวด ทว่าภายใต้ใบหน้าเคร่งขรึมของทั้งคู่กลับกุมความลับบางอย่างเอาไว้ นับว่าเป็นหนังที่สะท้อนให้เห็นถึงความต่างวัยและประเด็นปัญหาในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี ส่วนจะน่าสนใจอย่างไรนั้น ต้องไปหาคำตอบกันในเรื่องค่ะ มาถึงคิวออริจินัลหนังไทยเรื่องล่าสุดที่ได้ออกไปสู่สายต่อชาวโลก “The Whole Truth” (ปริศนารูหลอน) หนังระทึกขวัญซ่อนเงื่อน ผลงานการกำกับและเขียนบทของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ที่ยังคงหยิบเอาสไตล์และลายเซ็นแนวทางการสร้างหนังหลอนๆ ของเขาเองงัดมาใช้ได้ ภายใต้คอนเซ็ปต์หนังที่ดูน่าสนใจไม่เบา เพียงแต่ว่าภาพรวมนั้นยังห่างไกลจากคำว่ามาสเตอร์พีชอยู่ดี ดูหนังออนไลน์

 

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

ปริศนารูหลอน เล่าเรื่องราวของ 2 พี่น้อง พิม กับ พัท ที่ต้องจำใจไปอยู่กับตาและยายของพวกเขาชั่วคราว หลังจากที่แม่ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และได้รับบาดเจ็บอาการโคม่า ทั้งสองรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะแม่ไม่เคยเล่าเรื่องตากับยายให้พวกเขาได้รับรู้มาก่อน และการย้ายเข้าไปพักอยู่ที่บ้านเก่าๆ ของคนชรานั้น ทำให้พวกเขาได้พบกับ “รู” ที่ปรากฏขึ้นอยู่ฝากำแพงบ้าน และเมื่อมองส่องเข้าไปก็ได้พบกับเรื่องสุดสยอง

ก่อนอื่นต้องยอมรับเลยว่า The Whole Truth มีไอเดียและคอนเซ็ปต์ที่ชวนน่าติดตามมากๆ เลยทีเดียว การใช้ปริศนาของรูที่ปรากฏขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจมาเป็นส่วนเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมด เป็นกิมมิกที่ค่อนข้างทำให้ผู้ชมใคร่ที่จะสืบรู้พิสูจน์ให้ชัดว่าเบื้องหลังรูนั้นคืออะไรกันแน่ เพียงแต่ว่าตัวหนังยังคงมีปัญหาขาดแรงจูงใจในการเสริมอรรถรสได้ดีเพียงพอที่จะออกมาได้ดีในทุกองค์ประกอบ

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ถือว่าเขียนบทหนังของ

The Whole Truth ออกมาได้ไม่แย่แต่ก็ยังไม่ได้สมบูรณ์แบบเสียทีเดียว บทหนังของเรื่องนี้ค่อนข้างมิติซับซ้อนที่วางเอาไว้บนพื้นฐานง่ายๆ ของอารมณ์นึกคิดของตัวละคร ดังนั้นจึงทำให้องค์ประกอบการแสดงและการถ่ายทอดเรื่องนี้เป็นไฮไลต์เด่นที่จะพาหนังไปสู่ปลายทางที่คาดไว้ จึงไม่แปลกใจที่ได้ทำการแคสติ้งนักแสดงตัวใหญ่ๆ ออกมาได้อย่างน่าสนใจขนาดนี้

แต่ลำดับการเล่าเรื่องและบรรยากาศของหนังยังคงทำได้ในระดับกลางๆ ที่ยังดูไปสุดมากกว่านี้ได้อีก หนังมีการปูเรื่องราวเอาไว้หลายประเด็นที่น่าสนใจ แต่สุดท้ายก็มัวแต่ยุ่งเหยิงอยู่กับแกนเดียวที่เพียงแค่แกนนี้ก็ถือว่าเกือบจะพาหนังไปไม่รอดเสียแล้ว คอนเซ็ปต์ดีที่ของหนังถูกนำมาถ่ายทอดในแบบที่ค่อนข้างคลีเช่ทั่วไป อยากจะให้ดูระทึกและหฤหรรษ์ตามไปด้วยแต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ถึงใจอีกอยู่ดี

The Whole Truth จึงออกมาเป็นเพียงหนังระทึกที่มีแนวเนื้อเรื่องซ้ำๆ ซากๆ พยายามที่หักเหตรงนั้นตรงนี้ แต่ยังทำได้ไม่ถึงจุดที่จะชวนให้ผู้ชมรู้สึกว้าวกับการคลี่คลายในแต่ละประเด็น เพราะโทนเรื่องที่ไม่ได้ชวนน่าตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น กับภูมิหลังของครอบครัวที่คนดูน่าจะเดาทางกันได้ตั้งแต่เริ่มต้นว่าตระกูลน่าจะมีความไม่ชอบมาพากลและความลับปกปิดเอาไว้อยู่แน่ๆ จึงทำให้การเฉลยปมต่างๆ ยังไม่ได้น่าตื่นเต้นขนาดนั้น

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

แต่จุดสตรองของหนังก็แน่นอนว่าต้องเป็นทีมนักแสดง “ปันปัน สุทัตตา” กับ “แม็ค ณัฐพัชร์” ถือว่าเป็นตัวยืนเรื่อง ที่บอกตามตรงว่าพวกเขาก็เกือบจะเอาหนังทั้งเรื่องไว้ไม่อยู่เช่นเดียวกัน ต้องมาได้ความเป็นมืออาชีพของรุ่นใหญ่ “ก้อย ทาริกา” กับ “หมู สมภพ” มาช่วยซัพพอร์ต จึงทำให้ทั้งหมดต่างช่วยกันประคองหนังเรื่องนี้ไปตลอดรอดฝั่งได้สำเร็จ แม้ว่าทิศทางการแสดงของพวกเขาจะไม่ได้ชวนตื่นตาอะไรก็ตาม แต่ก็ทำได้ดีตามมาตรฐานของพวกเขา

เอาเป็นว่า The Whole Truth ปริศนารูหลอน เป็นหนังที่พยายามจะฉีกแนวออกมาในมุมมองที่ไม่ค่อยได้เห็นในหมู่หนังไทยสักเท่าไหร่ แต่ความพยายามนี้ถือว่ายังไม่ประสบสำเร็จเปี่ยมเลี่ยม เป็นความครึ่งๆ กลางๆ ที่ไม่ได้แย่แต่ก็ยังไม่ได้ดีเท่าที่ควร หนังที่สามารถดูได้สนุกเพลินๆ ตามการเล่าเรื่องแบบพยายามชวนให้ระทึก แต่หากว่าใครชอบหนังแนวสืบหาปมปริศนาความจริงก็น่าจะชอบเรื่องนี้พอได้อยู่

‘The Whole Truth ปริศนารูหลอน’ เป็นภาพยนตร์ Netflix Original แนวดราม่า-ระทึกขวัญผลงานล่าสุดของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ที่บอกเล่าเรื่องราวของ พิม (รับบทโดย ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์) และ พัท (รับบทโดย แม็ค-ณัฐพัชร์ นิมจิรวัฒน์) สองพี่น้องที่ต้องย้ายไปอยู่บ้านเดียวกับตา (รับบทโดย สมภพ เบญจาทิกุล) และยาย (รับบทโดย ทาริกา ธิดาทิตย์) ที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน เพราะแม่ (รับบทโดย นิโคล เทริโอ) ประสบอุบัติเหตุนอนโคม่า แต่เมื่อย้ายเข้าไปในบ้านทั้งสองก็ได้พบกับรูหลอนปริศนา ที่เรียกพวกเขาไปพบกับความจริงบางอย่างที่ซ่อนไว้

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

รีวิวหนังไทย The Whole Truth

เปิดเรื่องด้วยชีวิตประจำวันธรรมดาของเด็กนักเรียนสองคนและแม่ของเขา เล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ แวะจอดข้างทาง และพาคนดูหักเลี้ยวไปเรื่องที่ร้อยเรียงไปตามลำดับเมื่อความจริงหลังรูเล็กดำมืดค่อย ๆ เปิดเผยปริศนา ความลับดำมืดให้เห็น ดูแล้วอาจจะเหมือนภาพยนตร์ดราม่าทริลเลอร์หักมุมทั่วไปหนึ่งเรื่อง แต่เมื่อเรามองให้ดีประเด็นสำคัญของการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่ามันสนุกแค่ไหน แต่อยู่ที่มันกำลังสื่อสารอะไรกับเราผ่านสัญญลักษณ์ในเรื่อง และเมื่อเราได้ดู ภาพที่เราเห็นในจอจึงไม่ใช่แค่ตัวละคร บ้านหนึ่งหลัง และรูหนึ่งรู แต่ขยายใหญ่กว่านั้นขึ้นอยู่กับผู้ชมว่าจะตีความเห็นเป็นอะไร

เนื้อหาของบทความต่อจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องที่อาจส่งผลต่ออรรถรสในการรับชม

‘ความจริงบางครั้งก็เหมือนรู้สีดำเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในความมืด มันอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา เพียงแต่เรามองไม่เห็น แต่ทันทีที่แสงสว่างสาดส่องไปถึง มันจะปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน จนเราตกใจว่ามันอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’

ประโยคนี้ที่ดังขึ้นในเรื่องถึงสองครั้งตอนเปิดเรื่องและตอนเฉยปมเป็นเหมือนการเปิดลายแทงที่ทำให้เราค้นเจอชิ้นส่วนต่าง ๆ และปะติดปะต่อต่อสิ่งที่เห็นในจอจนเป็นภาพของประเทศไทยซ้อนทับอยู่ในบ้าน ตัวละครเป็นตัวแทนของคนแต่ละยุค รู นาฬิกา นมที่พัทดื่ม หรือแม้แต่ชั้นวางของในเรื่อง ต่างก็มีความหมายในตัวของมันเอง

ตา ตัวแทนของ ไซเลนท์เจนเนอเรชั่น (Silent Generation) ที่ถูกเรื่องนำเสนอให้มีคาแรกเตอร์ที่ให้ความสำคัญของการมีระเบียบแบบแผน มีความสัมพันธ์ที่พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวและผู้กุมอำนาจสูงสุดในบ้าน ทุกคนในบ้านต้องเห็นคล้อยตามผู้นำ เหมือนที่คุณตาจะมีอารมณ์ทุกครั้งหากหลานมีความเห็นที่ต่างออกไป และการบังคับให้คุณยายกินยาเพื่อลืม แม้จริงนั้นจะเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ติดอยู่กับตำแหน่งใช้ตำแหน่งและอำนาจในมือให้เป็นประโยชน์แก่ตน เน้นความเป็นพวกพ้องรุ่นพี่รุ่นน้องแสดงผ่านการใช้เส้นสายส่วนตัวในวงการตำรวจ ยึดความถูกต้องในแบบที่ตัวเองเข้าใจเป็นหลัก
ยาย ตัวแทนของ ผู้หญิงยุคเบบี้บูมเมอร์ส (Baby Boomers) ที่ภาพยนตร์นำเสนอให้มีหน้าที่เป็นผู้ตามในครอบครัว ยึดถือหลักการคล้ายกับคุณตา ยังคงให้ความสำคัญกับแบบแผนและตำราเช่นการกินอาหารให้ครบห้าหมู่ ความเข้มงวดในเรื่องต่าง ๆ และหากมีสิ่งไหนที่แตกแถวไปจากความสมบูรณ์แบบตามความเข้าใจของพวกเขาจะต้องถูกกำจัดไป เชื่อในการอดทนต่อปัญหามากกว่าแก้มัน
แม่ ตัวแทนของเจ็นเอ็กซ์ (Gen-X) ที่ผู้หญิงพึ่งพาตัวเองมากขึ้นและความเป็นผู้นำครอบครัวไม่ติดกับเรื่องเพศอีกต่อไป ให้อิสระกับลูกมากกว่า แก้ปัญหาอย่างประนีประนอม หลับตาข้างเดียวได้

ส่วนลูกสองคนคือตัวแทนของกลุ่ม เจ็นแซด (Gen-Z) ที่ตั้งคำถาม ใคร่รู้ และมองตรงไปยังปัญหา แต่พิมอาจจะเป็นตัวแทนของกลุ่ม privileged หรือ ผู้มีสิทธิพิเศษ ด้วยความ ‘สมบูรณ์แบบ’ ของเธอ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอไม่ได้ตั้งคำถามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหลายครั้งเลือกที่จะไม่มองเข้าไปใน ‘รู’ ทั้งที่มันส่งเสียงเรียกหาอยู่ข้างหน้า ในขณะที่พัทอาจจะเป็นตัวแทนของคนกลุ่มชายขอบสะท้อนผ่านความพิการของขา ที่ส่งให้เขาอยากไขปริศนาและไม่กลัวที่จะมองเข้าไปแม้สิ่งที่เขาจะมองอยู่มันน่าสยองแค่ไหนก็ตาม
พินยา ตัวแทนของปัญหา ความจริงที่บิดเบี้ยวน่ากลัวซึ่งถูกซ่อนไว้ แต่ไม่เคยหายไปไหน เหมือนกับร่างของพินยาที่ถูกซ่อนไว้ในตู้ใต้บันได แต่ยังคงออกมาเรื่อย ๆ หรืออาจจะเป็นคนที่เห็นต่างมีความคิดไม่สมบูรณ์ตามแบบแผนในสายตาของคนบางกลุ่มที่ต้องถูกกำจัดไปเหมือนที่คุณยายต้องการกำจัดพินยาที่มีใบหน้าย้อยออกมาเป็นเหลี่ยมอยู่ครึ่งหนึ่ง
รู เป็นตัวแทนของความจริงและปัญหาที่โดนมองข้ามและถูกซ่อนไว้ในอดีตและภาพในรูที่พิมและพัทเห็นชัดขึ้นทุกทีก็อาจจะเป็นตัวแทนของเวลาคนเรามองตรงไปยังความจริงที่ซ่อนไว้และยิ่งให้เวลาพิจารณาค้นหามากเท่าไหร่ ความจริงก็จะยิ่งปรากฏชัดให้เห็นกับตา


นม ตัวแทนของแนวคิดของคนรุ่นก่อนที่คนรุ่นใหม่ถูกขืนให้ฝืนกิน สะท้อนผ่านการที่ยายบังคับให้พัทดื่มนมด้วยเหตุผลของความหวังดี โดยมองว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะรักษาความแตกต่าง เหมือนกับที่ยายบอกว่านมจะช่วยให้กระดูกขาที่บกพร่องของพัทแข็งแรง แต่ยาพิษที่ถูกผสมอยู่ข้างในนั้นกำลังจะฆ่าพัทให้ตาย
นาฬิกา อาจจะสื่อถึงอดีตที่เคยเรืองรองที่คนบางกลุ่มเคยสัมผัสและยังคงเห็นมันอยู่ แต่สำหรับคนอีกรุ่นที่มองเห็นแค่เพียงราง ๆ เหมือนร่องรอยบางเบาในกำแพงตรงที่นาฬิกาเคยอยู่
ชั้นวางของที่มีทั้งถ้วย โล่รางวัลที่เก่าจนสีหม่น และสิ่งละอันพันน้อยจากยุคต่าง ๆ ทั้งเครื่องลายครามจากจีน ตุ๊กตากระเบื้องของฝรั่ง เปรียบได้กับเกียรติยศและความภูมิใจในอดีตและวัฒนธรรมที่หยิบยืมและหลอมรวมจากหลายชาติไว้ในชั้นสูงใหญ่ที่ถูกนำมาปิดบังรูเจ้าปัญหานั่นไว้ แต่ก็ปิดไม่ได้และทุกอย่างก็ล้มลงมา แตกกระจายเป็นเสี่ยง

และเมื่อนำสัญญลักษณ์เหล่านี้มารวมกับสถานการณ์ในเรื่องและการย้ำถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ ‘15 ปีที่แล้ว’ ช่วงเวลาที่เกิดหนึ่งในจุดหักเหสำคัญของการเมืองไทยหลายอย่าง หนึ่งในนั้นอย่างรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 ก็ยิ่งทำให้ประเด็นที่เรื่องต้องการจะสื่อชัดเจนขึ้น อย่างเช่น

การตายของพินยาและพ่อ

อาจจะสื่อถึงการกำจัดคนที่คิดว่าเป็นปัญหา เพราะว่าเขาไม่ตรงกับมาตราฐานความถูกต้องสมบูรณ์ที่คนรุ่นก่อนวางไว้ เหมือนที่ยายรังเกียจพินยา และรังเกียจพัทเพราะทั้งสองมีความแตกต่างอย่างที่ยายไม่ต้องการ และการที่ตาและยายไม่ยอมให้พิมและพัทมองภาพเหล่านี้และมักจะไล่พวกเขาให้ ‘ไปนอน’ ก็เหมือนเป็นการบอกให้เพิกเฉยต่อปัญหาเหมือนที่พวกเขาทำมา
ความขัดแย้งของคนแต่ละยุคสมัยที่ทัศนคติทางการเมืองไม่เหมือนกัน สื่อผ่านความขัดแย้งของคุณตาคุณยายและหลาน ๆ ที่ถกเถียงกันเรื่องความมีอยู่ของรูและสไตล์การแสดงที่ต่างกันของแต่ละเจนเนอเรชั่น ในขณะที่เจนเนอเรชั่นตรงกลางที่ควรเป็นสะพานระหว่างคนสองวัย หลับอยู่ในโคม่า ทำให้ความคิดของคนสองรุ่นยิ่งยากจะหาจุดตรงกลางได้ ในตอนจบที่แม่ลูกทั้งสามย้ายกลับไปบ้านตัวเอง ในขณะที่ตายายต้องอยู่กันสองคนกับความรู้สึกผิดที่จะหลอกหลอนเขาไปชั่วชีวิต อาจจะสื่อว่าหากเราไม่ยอมรับปัญหาและการมีอยู่ของรูและเรียนรู้จะอยู่กับมัน หนทางเดียวคือความแตกแยก ต่างคนต่างอยู่ในโลกที่ตัดกันเหมือนสีขาวสว่างในบ้านของแม่ และความหม่นหมองมืดทึมในบ้านของตายายเท่านั้น
การที่แต่ละคนเห็นรูและภาพในนั้นไม่เหมือนกันก็เหมือนกับการที่แต่ละคนมองปัญหาและเห็นความรุนแรงของมันไม่เท่ากัน คุณตามองไม่เห็นรูเลย ส่วนคุณยายเลือกที่จะไม่ใส่ใจกับมัน เช่นเดียวกับแม่ที่เลือกจะย้ายออกมาเพื่อจะได้ไม่เห็นรูนั่นและปิดบังลูก ๆ ไม่ให้รู้เรื่องนี้ตลอดมา พินเห็นภาพพินยาที่ป่วยใกล้ตาย ในขณะที่พัทเห็นพินยาที่ตายไปแล้วหัวเป็นโพรง สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาที่ขึ้นอยู่กับสายตาคนมองหรือเลือกที่จะมองข้ามไป

ความตายของพินยาและโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับพ่อที่เฉลยมาว่าทั้ง ตา ยาย พ่อ และแม่ต่างก็มีส่วนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งนั้นสะท้อนให้เห็นว่าผู้ใหญ่ทุกคนต่างก็มีส่วนให้เกิดความวุ่นวายทั้งนั้น แต่ทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเองในขณะที่คนรุ่นหลังคือพิมกับพัทต้องมารับกรรม
อาการป่วยกระอักเลือดของพัทและการตั้งคำถามของพิมที่คิดว่าเป็นเพราะพัทมองรูนั่นทำให้พัทป่วย แต่ที่จริงแล้วเป็นยาพิษที่ถูกผสมไว้ในนมต่างหากที่ฆ่าพัท เหมือนจะสื่อว่าการมองไปที่ปัญหาไม่ใช่สิ่งที่จะฆ่าใคร แต่เป็นการที่ถูกยัดเยียดแนวความคิดที่เป็นพิษต่างหากที่ฆ่าคนได้
การเฉลยในตอนท้ายที่พิมและพัทสุดท้ายได้รู้ความจริงเกือบทั้งหมดเป็น irony กับชื่อ ‘The Whole Truth’ ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษที่แปลว่าความจริงทั้งหมด เป็นการเน้นย้ำให้เห็นว่าสิ่งที่คิดว่ารู้ อาจจะไม่ใช่ความจริง แม้แต่คนที่ปกป้องเราก็อาจจะมีความลับดำมืดของเขาเองที่เราไม่อาจรู้ได้เลย
ฉากจบที่พิมนอนหลับตาพริ้มนอนตรง ฮัมเพลงโดยมีพินยานอนอยู่เคียงข้าง อาจตีความได้สองทาง ทั้งการสื่อว่าการที่เราสามารถประนีประนอม ทำความเข้าใจ และอยู่กับความจริงในอดีตที่น่าเกลียดน่ากลัวได้ ใจเราก็จะสงบ หรืออาจจะหมายถึงว่าแม้เราจะหลับตาแต่ความอดีตจะไม่มีวันหายไปไหน แต่จะติดตามเราไปเหมือนที่พินยาจะอยู่ข้าง ๆ พิมไปอย่างนั้นอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ได้

The Whole Truth ปริศนารูหลอน จึงไม่ใช่ภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่พูดถึงเรื่องเหนือธรรมชาติไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากราวกับอยู่ในบ้านของเรา และการสื่อเรื่องผ่านสัญญลักษณ์ทำให้การดูเหมือนกับการเติมคำในช่องว่างว่าผู้ชมจะเลือกแทนค่าตัวละครในเรื่องเป็นใคร เป็นอะไร และเพลงปิดเรื่องที่พิมฮัมซึ่งมีเนื้อร้องว่า ‘เสียแรงหลงกู่ ยู้หู ยู้หู ยู้หู ยู้หู หลงอยู่ทุกคืนทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน ละเมอ…หาเธอ หาเธอจนสิ้นลมหายใจ’ ‘เธอ’ ที่ว่านั้น หมายถึงใครกัน